การบริหารความเสี่ยงและการบริหารความปลอดภัย

By | December 24, 2012

โปสเตอร์ Permit to work 334

คำว่า ความเสี่ยง (Risk) นั้น ได้สร้างความสับสนให้กับนักวิชาการมาเป็นเวลานาน เพราะไม่มีการสร้างคำนิยามที่ง่ายแก่การเข้าใจและยอมรับกันได้ โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถมองความเสี่ยงได้สองลักษณะ ลักษณะแรกมองความเสี่ยงคือความไม่แน่นอนที่จะเกิดความสูญเสีย ส่วนอีกลักษณะหนึ่งมองความเสี่ยงคือโอกาสของความสูญเสีย ลักษณะแรกเป็นการมองแบบอัตวิสัย ลักษณะที่สองเป็นการมองแบบภาวะวิสัยหรือแบบนักคณิตศาสตร์ สำหรับในบทความนี้เราจะถือว่า ความเสี่ยงคือความไม่แน่นอนที่จะเกิดความสูญเสีย ดังนั้น เราอาจมองการบริหารความเสี่ยงว่า คือการบริหารความไม่แน่นอน

คำนิยามที่ชัดเจนยิ่งขื้นก็คือ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) หมายถึง ความพยายามของฝ่ายบริหารทุกระดับในการที่จะควบคุมความสูญเสียเนื่องจากอุบัติเหตุ โดยการใช้กระบวนการบริหารต่างๆ ดังนั้นความสูญเสียที่ไม่คาดคิดก็จะไม่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด หากเกิดความสูญเสียขึ้น ผลก็ลดลงเหลือระดับต่ำสุด ตามคำนิยามนี้ ความสูญเสียเนื่องจากอุบัติเหตุ จะหมายถึงการสูญเสียทรัพย์สินรวมถึงชีวิตของพนักงาน หรือรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงก็เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างด้านการเงินขององค์การ อันเนื่องมาจากความสูญเสียที่วางแผน หรือควบคุมไม่ได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายในระดับต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนงานบริหารความเสี่ยงก็คือการสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการสูญเสียในโรงงาน

งานบริหารความเสี่ยง

ไม่ว่าองค์การจะมีลักษณะแบบไหนหรือมีวัตถุประสงค์อะไร งานบริหารความเสี่ยงจะมีลักษณะดังนี้

-การระบุชี้ชัดความเสี่ยง

-การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง

-เทคนิคหรือวิธีการจัดการความเสี่ยง

-การควบคุมดูแลอย่างต่อเนื่อง

บุคคลที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแล และเกี่ยวข้องกับการกระทำงานดังกล่าว ก็คือ “ผู้จัดการความเสี่ยง” (Risk Manager) อย่างไรก็ตาม มีองค์การหลายแห่งที่ไม่ได้มีตำแหน่ง “ผู้จัดการความเสี่ยง” แยกให้เห็นอย่างชัดเจน

งานบริหารความเสี่ยงยังประกอบด้วยงานที่แตกต่างกันอีก 3 ลักษณะ คือ

การประกันทรัพย์สินผลประโยชน์ของพนักงานความปลอดภัยและการป้องกันความสูญเสีย แม้ว่างานความปลอดภัยมักจะอยู่ในแผนกบุคคล หรือแผนกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบุคคล และงานว่า ด้วยผลประโยชน์ของพนักงาน จะอยู่ในแผนกบุคคลเช่นกันด้วยก็ตาม งานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยงควรจะอยู่ในแผนกบริหารความเสี่ยงโดยเฉพาะ

(1) การระบุชี้ชัดความเสี่ยง

เราไม่สามารถที่จะบริหารสิ่งที่เราไม่รู้อะไรเลยได้ ดังนั้น งานพื้นฐานของผู้จัดการ ความเสี่ยงก็คือการระบุชี้ชัดหรือค้นหาความเสี่ยงที่มีอยู่ในองค์การความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนที่ผู้จัดการความเสี่ยงจะต้องเกี่ยวข้อง คือสิ่งที่เรียกว่าเป็น “ความเสี่ยงแท้จริง” หรือ “ความเสี่ยงแน่ๆ” (Pure Risk) ไม่ใช่ “ความเสี่ยงเก็งกำไรหรือโอกาสเสี่ยง” (Speculative Risk)

ความเสี่ยงแท้จริง คือ ความเสี่ยงที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเกิดการสูญเสียอย่างแน่นอน ไม่มีทางได้หรือผลประโยชน์เกิดขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงเก็งกำไรจะมีทั้งโอกาสที่จะได้หรือโอกาสเสีย ดังนั้น ไฟไหม้หรือรถชนกัน จึงเป็นความเสี่ยงประเภทแรก ส่วนการตัดสินใจทางธุรกิจเป็นความเสี่ยงประเภทที่สอง ผู้จัดการความเสี่ยงไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกสินค้าตัวใหม่ หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ นอกเสียจากว่ามันจะมีความเสี่ยงแท้จริงเกี่ยวข้องอยู่ด้วย การตัดสินใจรวมบริษัทจึงไม่ใช่เรื่องของผู้จัดการความเสี่ยง แต่ถ้ามีโอกาสที่จะเกิดความสูญเสียขึ้นในภายหลัง ก็เป็นเรื่องของผู้จัดการความเสี่ยง ดังนั้นผู้จัดการความเสี่ยงจึงเกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของความเสี่ยงแท้จริง ที่มีอยู่ในองค์การ ไม่ว่าจะประกันภัยได้หรือไม่ก็ตาม

เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ผู้จัดการความเสี่ยงจะเลือกใช้เป็นเครื่องช่วยในการดำเนินงานชี้ชัดหรือค้นหาความเสี่ยง คือการสัมภาษณ์พนักงาน พร้อมกับการตรวจสอบสถานที่ทำงาน โดยทำร่วมกับผู้จัดการความปลอดภัย การอ่านคำบรรยายลักษณะงาน หรือการได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงงานเป็นเพียงการทำให้ผู้จัดการความเสี่ยงรู้ว่ามีสิ่งใดน่าจะกำลังเกิดขึ้น แต่โดยการไปดูด้วยตัวเองเท่านั้น ผู้จัดการความเสี่ยงจึงจะรู้ได้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นจริงๆ

เครื่องมืออื่นๆ ที่อาจช่วยในการระบุชี้ชัดความเสี่ยงได้ ก็คือการออกแบบสอบถามอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์การและองค์ประกอบต่างๆ เช่นบันทึกเกี่ยวกับอุบัติเหตุ และการสูญเสียในอดีต งบการเงิน (ซึ่งสามารถใช้ในการชี้จุดที่เป็นปัญหา) เป็นต้น การติดต่อโดยตรงกับผู้บริหารจะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะทำให้ผู้จัดการความเสี่ยงได้รับรู้ถึงแผนการในอนาคต และความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงขึ้น และสุดท้ายก็คือ การพูดคุยกับเพื่อนพนักงานอื่นๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้างแล้วหรือไม่

กระบวนการชี้ชัดหรือค้นหาเป็นกระบวนการที่ต้องจัดทำอยู่เรื่อยไป เพราะมีความเสี่ยงใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา กฎหมายใหม่ หรือการตัดสินคดีความใหม่ ที่ทำให้เห็นความเสี่ยงใหม่ๆ การออกสินค้าใหม่สู่ตลาด การออกสื่อโฆษณาใหม่ การรับพนักงานใหม่ บางครั้งต้องมีการประกันภัยบุคคลสำคัญต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ผู้จัดการฝ่ายผลิต และพนักงานอื่นๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้จัดการความเสี่ยงได้รับรู้ถึงโอกาสเสี่ยงต่างๆ ที่มีอยู่

(2) การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง

เมื่อผู้จัดการความเสี่ยงได้ระบุชี้ชัดความเสี่ยงเท่าที่เป็นไปได้ทั้งหมดในองค์การแล้วงาน ต่อไปก็ต้องทำการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง โดยใช้คณิตศาสตร์ช่วยดำเนินการ

งานที่ต้องทำในขั้นตอนนี้ก็คือ การเก็บรวบรวมบันทึกเกี่ยวกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ถ้าองค์การไม่ได้เก็บบันทึกเหล่านั้นไว้ด้วยตัวเอง กระบวนการนี้ก็จะเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากมาก บันทึกเหล่านี้ควรจะอยู่ในระยะ 5 ปีย้อนหลัง สิ่งที่ควรมีอยู่ในบันทึกคือ จำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุและจำนวนเงินที่สูญเสียไปในแต่ละครั้ง และมีการแยกแยะรายละเอียดด้วย ดังเช่น มีพนักงานกี่คนที่ได้รับค่าทดแทนต่ำกว่า 10,000 บาท และเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นเท่าใด และมีกี่คนที่ได้รับค่าทดแทนระหว่าง 10,000-50,000 บาท และเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นเท่าใด เป็นต้น

จากข้อมูลเหล่านี้ เมื่อเราจัดรวบรวมและวิเคราะห์ให้ดีแล้ว ก็จะสามารถนำมาสร้างเป็นงบประมาณความสูญเสียในอนาคตได้ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า อนาคตก็คงจะมีลักษณะเป็นไปในแนวเดียวกับอดีต แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการปรับตามค่าเงินเฟ้อและปัจจัยอื่นด้วย จากการประมาณการณ์อนาคตนี้ ผู้จัดการความเสี่ยงก็จะสามารถทำการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ในการเลือกวิธีที่ดีที่สุดจะจัดการกับความเสี่ยงใดๆ

กฎของความน่าจะเป็นก็เป็นเครื่องมีออันหนึ่งที่ผู้จัดการความเสี่ยงจะเลือกใช้ได้ (ในที่นี้จะไม่กล่าาวถึงรายละเอียดของเนื้อหาวิชาอันยุ่งยากนี้ ผู้สนใจจะหาอ่านได้จากตำรับตำราทางคณิตศาสตร์หรือสถิติทั่วๆ ไป)

เป้าหมายของการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงใด ๆ คือ การช่วยให้ผู้จัดการความเสี่ยงสามารถเลือกวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะป้องกันทรัพย์สิน และความสามารถในการหารายได้ ขององค์การให้รอดพ้นจากความสูญเสีย เนื่องมาจากอุบัติเหตุ

(3) เทคนิคหรือวิธีการจัดการความเสี่ยง

เทคนิคที่จะใช้จัดการกับความเสี่ยงนั้นมีอยู่มากมาย การที่ผู้จัดการความเสี่ยงจะเลือกใช้เทคนิคใดก็ขึ้นอยู่กับประเภทขององค์การและความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เราสามารถแบ่ง ออกเป็น 4 วิธีการพื้นฐานเพื่อจัดการความเสี่ยง ส่วนการประยุกต์ใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละองค์การ อันได้แก่

การหลีกเลี่ยง (Avoidance)

การลด (Reduction)

การกักเก็บ (Retention)

การโอน (Transfer)

ถ้านำตัวอักษรแรกมาเขียนเรียงกันจะได้คำว่า “ART” ซึ่งเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยย้ำถึงเรื่องการบริหารความเสี่ยงว่าเหมือนกับการบริหารในสาขาอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็น “ศิลปะ” (art) มากกว่าเป็น “ศาสตร์” (science)

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง วิธีการนี้ไม่ใช่เป็นการจัดการกับความเสี่ยงโดยตรงนัก (ถ้าหากว่าในองค์การนั้นไม่มีความเสี่ยงเลย) อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็เป็นเทคนิคที่ผู้จัดการความเสี่ยงเลือกใช้ได้เพื่อการโน้มน้าวผู้บริหารระดับสูง ไม่ให้เข้าไปลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงหรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อผู้บริหารระดับสูงได้รับคำชี้แนะจากผู้จัดการความเสี่ยงก่อนที่จะมีการลงทุนดำเนินการใดๆ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นแก่องค์การได้ ตัวอย่างเช่นการแสดงให้ผู้บริหารเห็นถึงความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการเข้าไปทำธุรกิจระหว่างชาติ ผู้บริหารก็อาจตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปทำธุรกิจนั้นๆ จึงถือได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

การลดความเสี่ยง หมายถึง ลดทั้งภัยและปริมาณความสูญเสียหรือพูดอีกนัยหนึ่ง ว่าเราพยายามที่จะลดทั้งความถี่ และความรุนแรงของความสูญเสีย ประเด็นนี้เองที่ทำให้ผู้จัดการความเสี่ยงต้องพึ่งพาผู้จัดการความปลอดภัยอย่างมาก ไม่ว่าผู้จัดการความเสี่ยงจะเลือกใช้เทคนิคอะไร งานหลักของเขาก็คือ การลดความถี่และความรุนแรงของความสูญเสียนั้นเอง

การกักเก็บความเสี่ยง โดยทั่วไปมักจะกล่าวว่าเป็น “การประกันตนเอง” หมายถึง ว่าความเสี่ยงจะถูกกักเก็บไว้กับองค์การเป็นบางส่วน ที่เหลือจะเป็นการซื้อประกันภัย อันจะเห็นได้จากการซื้อประกันประเภทที่หักคืนส่วนลดได้ ระดับของส่วนลดนั้นจะอยู่ในระดับที่องค์การรู้ว่า มีความสามารถทางการเงินพอที่จะรับผิดชอบตนเองได้ ส่วนความเสี่ยงต่อความสูญเสียที่เกินจำนวนนี้จะถูกโอนหรือผลักภาระไปให้บริษัทประกันภัยในบางกรณี เช่น บริษัทผลิตแผ่นแก้วอาจกักเก็บความเสี่ยงไว้ทั้งหมดเอง เพราะบริษัทมีความสามารถทางการเงินสูงพอที่จะชำระค่าสูญเสีย ได้โดยไม่ต้องพึ่งบริษัทประกันภัย การกักเก็บ หรือการประกันตนเองเป็นบางส่วน หมายความว่า ความสูญเสียบางส่วนเท่านั้นที่จะถูกประกันไว้ จะกักเก็บความเสี่ยงเท่าที่บริษัทมีความสามารถ ทางการเงินพอที่จะจ่ายค่าสูญเสียนั้นเองได้เท่านั้น

การโอนความเสี่ยง การประกันภัยเป็นเรื่องที่นิยมกันมากในปัจจุบัน จึงเป็นการผลักภาระไปให้บุคคลที่ 3 ซึ่งคือบริษัทประกันนั้นเอง ถ้ามีความสูญเสียเกิดขึ้น บริษัทประกันก็ต้องชดใช้ความเสียหายตามเงื่อนไขในสัญญาประกัน

(4) การเลือกเทคนิคการจัดการความเสี่ยง

หลังจากที่ผู้จัดการความเสี่ยงได้พิจารณาเทคนิคทั้งหมดแล้ว ก็ต้องตัดสินใจเลือกเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งหรือหลายเทคนิครวมกันเพื่อจัดการกับความเสี่ยง บางครั้งเราสามารถเลือกเทคนิคใดโดยง่าย แต่บางครั้งก็ตัดสินใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อเราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงไม่ได้ ผู้จัดการความเสี่ยงก็มีทางเลือกอยู่สองทางคือ การกักเก็บ และการโอนความเสี่ยง ปัจจัยหลักที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างนั้นก็คือความสามารถทางการเงินขององค์การ ซึ่งข้อมูลทางการเงินเหล่านี้จะได้มาจากผู้บริหารการเงินขององค์การนั่นเอง

(5) การควบคุมดูแลอย่างต่อเนื่อง

หลังจากตัดสินใจเลือกวิธีการจัดการความเสี่ยงแล้ว อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ตามความผันแปรของเงื่อนไขทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ เช่น เบี้ยประกันภัยอาจจะ เปลี่ยนแปลงจนไม่คุ้มที่จะซื้อประกันบางประเภท สภาพทางการเงินของบริษัทอาจจะเปลี่ยนไป การเพิ่มหรือลดแผนการกักเก็บความเสี่ยงขององค์การ การจัดเก็บภาษีอาจเปลี่ยนไป เป็นต้น ทำให้เทคนิคที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม คือต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย

ส่วนหนึ่งของการควบคุมอย่างต่อเนื่องคือการเก็บบันทึกต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ดู แนวโน้มในอนาคตจำนวนความถี่และความรุนแรงของความสูญเสียประเภทต่างๆ มาตรการในการควบคุมความสูญเสียเหล่านี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้จัดการความเสี่ยงและผู้จัดการความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมดูแลแผนการบริหารความเสี่ยง

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยงและการบริหารความปลอดภัย

สิ่งที่เราได้กล่าวกันมาแล้ว เป็นเรื่องของนักบริหารมืออาชีพ และเป็นเรื่องยากมากที่จะบอกได้ว่าอาชีพด้านความปลอดภัย เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ไหน และควรจะมีการเรียนการสอนอะไรบ้างในหลักสูตรการศึกษา ด้านความปลอดภัย วิชาชีพด้านการบริหารความเสี่ยงก็จะประสบปัญหาแบบเดียวกันนี้

การบริหารความเสี่ยงและการบริหารความปลอดภัย อาจมองได้ว่าเป็นชื่อสองชื่อที่ทำงานเหมือนๆ กัน หรืออาจมองได้ว่าเป็นคำใหม่ที่ต่างกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้วิชาการด้านบริหารมาให้คำนิยามใหม่โดยพยายามกำหนดบทบาทและตำแหน่งขึ้นใหม่ในท่ามกลางงานบริหารอื่นๆ ภารกิจของทั้งสองอาชพนี้จะเชื่อมโยงกับงานบริหารอื่นๆ แทบทุกงาน และเชื่อมโยงอย่างใกล้ซิดซึ่งกันและกันทั้งสองอาชีพต่างก็เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ซึ่งมีอยู่สองประเภท ประเภท แรกเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีโอกาสได้กำไรจากการลงทุน แต่ก็มีโอกาสขาดทุนด้วย จึงมักจะเรียกกันว่า ความเสี่ยงเก็งกำไร (Speculative Risk) ส่วนอีก ประเภทหนึ่งเรียกว่า ความเสี่ยงแท้จริง (Pure Risk) อันหมายถึงเหตุการณ์ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีโอกาสได้ผลประโยชน์ใดๆ เลยมีแต่ความสูญเสียเท่านั้น

ผู้จัดการความเสี่ยงต้องเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงแท้จริง ผู้จัดการความปลอดภัยก็เช่นเดียวกัน ทั้งสองคนจึงเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีแต่ทางเสียโดยไม่มีทางได้เลย

safety-0117.1

ความสัมพันธ์ ทั้งการบริหารความเสี่ยงและการบริหารความปลอดภัย เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงแท้จริงทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆ งานและทุกๆ ปฎิบัติการในองค์การ จึงเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด มีการซํ้าซ้อนในเรื่องกลยุทธ์ และวิธีการที่จะเลือกใช้ จึงต้องมีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดด้วย

ผังแสดง ความสัมพันธ์และคาบเกี่ยวกันของการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการบริหารความปลอดภัย (Safety Management)

ผู้จัดการความเสี่ยงคือ ผู้เชี่ยวชาญในการหาแหล่งเงินมาเพื่อชำระค่าสูญเสียต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ผู้จัดการความเสี่ยงจะพยายามหาหลักประกันให้ได้ว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น บริษัทสามารถใช้เงินที่มีอยู่ในยามปกติ หรือที่สะสมไว้มาชำระชดใช้ได้เพียงพอหรือไม่ ก็จะผลักโอนภาระไปให้ผู้อื่น เช่นบริษัทประกันภัย ส่วนผู้จัดการความปลอดภัยพยายามที่จะลดและควบคุมความสูญเสียต่างๆ เขามีความเชี่ยวชาญในการป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น การใช้ประโยชน์จากคนสองคนนี้คือคนหนึ่งป้องกัน อีกคนหนึ่งหาเงิน จะทำให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงแท้จริงได้

ทั้งผู้จัดการความเสี่ยงและผู้จัดการความปลอดภัยมีงานที่เหมือนกันคือ การระบุชี้ชัด และประเมินความเสี่ยง แต่ทั้งสองคนมองกันคนละมุม ผู้จัดการความเสี่ยงจะเน้นที่เหตุการณ์ไม่คาดฝืน เช่นบริษัทแคลนเงินสด เกิดแผ่นดินไหวหรือนํ้าท่วมและเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ส่วนผู้จัดการความปลอดภัยจะเน้นที่การป้องกัน และควบคุมความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมของการทำงานในองค์การ งานสองอย่างดังกล่าวมานี้ อาจรวมกันให้คนๆ เดียว หรือทีมงานเดียวทำก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักจะมีการบริหารแยกจากกันอย่างอิสระ

งานทั้งสองด้านนี้ควรมีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิด เพราะต่างก็เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา (ความเสี่ยงแท้จริง) แล้วพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นโดยใช้กลยุทธ์หรือวิธีการต่างๆ การบริหารความเสี่ยงต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านการเงิน กฎหมายและการประกันภัย ส่วนการบริหารความปลอดภัยจะใช้เทคโนโลยีหรือวิศวกรรมด้านความปลอดภัย และความสามารถในการเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ละงานจะมีอิทธิพลต่อกัน องค์การจึงต้องทำให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างค่าใช้จ่ายในการป้องกัน และค่าใช้จ่ายในการหาแหล่งเงิน จะเห็นว่าแต่ละคนก็มีความรู้ความชำนาญเฉพาะอย่างแตกต่างกัน แต่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเหมือนกัน จึงกล่าวได้ว่าการบริหารความเสี่ยง และการบริหารความปลอดภัยจะต้องมีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดดังจะเห็นได้จากรูป

ความร่วมมือและการติดต่อสื่อสารกัน

ไม่ว่าผู้จัดการความเสี่ยง และผู้จัดการความปลอดภัย จะอยู่ตรงส่วนไหนขององค์การทั้งสองตำแหน่งจะต้องมีการสื่อสารกันเป็นประจำ แต่ก็การถกเถียงกันอยู่เสมอในเรื่องที่ว่าสองตำแหน่งนี้ควรจะอยู่ตรงไหนและจะรายงานไปให้ใครควรจะมีการส่งรายงานระหว่างกันหรือไม่ มีอยู่บ่อยครั้งที่ผู้จัดการความเสี่ยงรายงานไปยังผู้บริหารการเงินและผู้จัดการความปลอดภัยรายงานไปยังผู้บริหารบุคคล โดยไม่มีการติดต่อกันระหว่างบุคคลทั้งสองเลย โครงการด้านความปลอดภัย และการควบคุมความสูญเสียจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการติดต่อสื่อสารของสองตำแหน่งนี้เป็นสำคัญ

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในสหรัฐอเมริกา ตราบเท่าที่งานบริหารความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการหาเงินเพื่อชำระค่าสูญเสีย จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ ที่พบว่า 42% ของผู้จัดการความเสี่ยงรายงานต่อผู้บริหารการเงิน และประมาณ 70% บอกว่า ในบริษัทของเขาไม่มีผู้จัดการความปลอดภัย ขณะเดียวกันพบว่า 41% ของผู้จัดการความปลอดภัยรายงานไปยังแผนกบริหารบุคคล แผนกผลประโยชน์พนักงาน และแผนกอุตสาหกรรมสัมพันธ์ สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดจากการสำรวจนี้คือ 20% ของผู้จัดการความปลอดภัย รายงานไปยังผู้จัดการความเสี่ยง และรู้สึกว่าแนวโน้มจะเป็นไปในลักษณะนี้ สำหรับบริษัทที่ไม่มีผู้จัดการความปลอดภัยส่วนใหญ่แล้ว ผู้จัดการความเสี่ยงต้องทำงานด้านความปลอดภัยด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า มีเพียง 7% ของผู้จัดการความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท ขณะที่ 29% ของผู้จัดการความปลอดภัยอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ปัญหาของเรื่องสถานที่เช่นนี้ทำให้มีเพียง 23% ของผู้จัดการความเสี่ยงมีการติดต่อประจำวันกันกับผู้จัดการความปลอดภัย อย่างไรก็ตามเกิน 60% ของผู้จัดการความเสี่ยงมีการติดต่อกับพนักงานความปลอดภัยสัปดาห์ละครั้งหรือมากกว่านั้น และการติดต่อนี้เป็นการติดต่อแบบพบกันจริงๆ การติดต่อสื่อสารนี้มักจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยและการควบคุมความสูญเสีย อย่างเช่น ความปลอดภัยของพนักงาน สภาพการทำงาน อัตราความถี่และความรุนแรงของอุบัติเหตุ เป็นต้น ผู้จัดการความเสี่ยงส่วนใหญ่ กล่าวว่า การติดต่อนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ในจำนวนนี้บางคนถึงกับกล่าวว่า เขาใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รับมาทั้งหมด

72% ของผู้จัดการความเสี่ยงมีความเห็นว่าควรจะมีผู้จัดการความปลอดภัยทำงาน เต็มเวลาและอีก 17% กล่าวว่า อาจเป็นงานไม่เต็มเวลาก็ได้ 89% รู้สึกถึงความจำเป็นของการบริหารความปลอดภัยในองค์การของตน ไม่ว่าจะจ้างแบบใดก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัย และการควบคุมความสูญเสียที่มีต่องานบริหารความเสี่ยง และชี้ให้เห็นว่าผู้จัดการความเสี่ยงก็มองเห็นจุดนี้เหมือนกัน

48% ของผู้จัดการความเสี่ยง ให้ความเห็นว่างานบริหารความปลอดภัยควรจะอยู่ในสำนักงานหรือแผนกของตน สิ่งนี้สอดคล้องกับความคิดของคณะบรรณาธิการที่ปรึกษาของหนังสือธุรกิจประกันภัย ซึ่งเห็นว่าหน้าที่ของความปลอดภัยควรรวมอยู่ในงานบริหารความเสี่ยง (เกือบ 50% ถือว่างานด้านความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของงานบริหารความเสี่ยง)

สรุป

ในปี ค.ศ. 1950 ได้มีการก่อตั้งองค์การทางวิชาชีพของผู้บริหารความเสี่ยงในอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันมีชื่อว่า สมาคมบริหารความเสี่ยงและการประกันภัย จึงถือได้ว่านี่เป็นพัฒนาการอันหนึ่งของวิชาการด้านบริหาร

วิชาชีพทางด้านความปลอดภัยเก่าแก่กว่าการบริหารความเสี่ยงในบางองค์การการมองเห็นความสำคัญของงานด้านความปลอดภัย และการป้องกันความสูญเสีย จะเกิดขึ้นก่อนการเห็น ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงเป็นเวลาหลายปี ในบางองค์การก็กลับกัน ไม่ว่าวิชาชีพใดจะเกิดขึ้นก่อนความจริงก็คือว่าในปัจจุบันนี้ทั้งสองอาชีพต้องทำงานร่วมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

งานพื้นฐานของผู้จัดการความเสี่ยง คือ การหาเงินมาเตรียมไว้เพื่อชำระหรือชดใช้ค่าสูญเสียที่เกิดขึ้น ส่วนงานพื้นฐานของผู้จัดความปลอดภัยคือ การควบคุมและป้องกันความสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้น

งานสำคัญทั้งสองอย่างนี้ไม่สามารถทำได้อย่างอิสระ โดยปราศจากการติดต่อและประสานงานกัน ความจำเป็นของผู้จัดการความเสี่ยงที่ต้องหาเงินสามารถลดลงได้ โดยการควบคุม และป้องกันความสูญเสียของผู้จัดการความปลอดภัย ถ้างานด้านความปลอดภัยไม่เป็นไปตามแผน ก็ยังมีงานบริหารความเสี่ยงที่พร้อมจะหาเงินเมื่อจำเป็น

งานทั้งสองอย่างนี้ไม่มีใครสำคัญกว่ากัน การบริหารบุคคลเป็นงานสำคัญของผู้บริหารความเสี่ยงและความปลอดภัยก็มีความสำคัญเช่นกัน งานทั้งสองควรอยู่ร่วมกันในองค์การโดยรวม อยู่ในแผนกเดียวกัน เพราะทั้งสองเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเหมือนกัน เพียงแต่เน้นคนละจุดเท่านั้น ด้วยเหตุที่ว่าความปลอดภัยและการป้องกันความสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการบริหารความเสี่ยง องค์การบางแห่งจึงกำหนดให้ผู้จัดการความเสี่ยงเป็นหัวหน้าแผนกซึ่งต้องคอยดูแลงานด้านความปลอดภัยและการควบคุมความสูญเสียด้วย

จากการศึกษาวิจัย เราพบว่า ผู้จัดการความเสี่ยง และผู้จัดการความปลอดภัยได้มีการติดต่อสื่อสารกันในหลายๆ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างงานทั้งสองโดยทั่วไปแล้วเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผู้จัดการความเสี่ยงจะมองเห็นว่างานความปลอดภัย และการควบคุมความสูญเสียเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง จึงไม่อาจแยกเด็ดขาดจากกันได้

ผู้บริหารงานความปลอดภัยต้องตระหนักเพิ่มขึ้นถึงสิ่งที่ผู้จัดการความเสี่ยงกำลังทำอยู่ ตลอดจนวิธีการดำเนินงานต่างๆ ในทำนองเดียวกันผู้จัดการความเสี่ยงต้องเกี่ยวข้องอย่างเต็มที่กับงานด้านความปลอดภัยและควบคุมความสูญเสีย

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า “ไม่ว่างานทั้งสองนี้จะอยู่ตรงไหน จะรายงานขึ้นกับใครในองค์การ ผู้จัดการความปลอดภัยและผู้จัดการความเสี่ยงต้องตระหนักว่าตนเองมีผลประโยชน์ต่อองค์การใน ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน และทั้งสองก็สำคัญยิ่ง การที่ทั้งสองร่วมมือกันทำงานจะส่งผลต่อความมั่นคงและความสามารถในการทำกำไรให้กับองค์การมากกว่าแต่ละคนแยกกันทำ”

ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เรากำลังจะมีอุตสาหกรรมหนักหลายประเภทบนพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อันจะก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็เกิด “ความเสี่ยง” จากอุบัติเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นด้วย ปัญหาเรื่อง “การบริหารความเสี่ยง” และ “การบริหารความปลอดภัย” จึงไม่อาจมองข้ามได้ มาตรการต่างๆ จึงสมควรกำหนดขึ้นอย่างเท่าทันเหตุการณ์ โดยความร่วมมืออย่างจริงจังทั้งภาครัฐบาล และเอกชน มิเช่นนั้นเราคงหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมเช่นเดียวกับกรณีก๊าซพิษรั่วที่เมืองโบทาว ประเทศอินเดีย และกรณีอื่นที่เกิดขึ้นแล้วในโลกไม่ได้ ดังนั้น เราคงต้องพยายามตอบให้ได้ว่า “สังคมไทยได้เตรียมตัวรับสถานการณ์เหล่านี้ อย่างไรบ้างหรือยัง?”ถ้ายังจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ดี?

ความปลอดภัยในการทำงานที่ควรอ่าน

Leave a Reply