แนวทางใหม่ของการบริหารความปลอดภัย

การควบคุมความสูญเสียแนวทางใหม่ของการบริหารความปลอดภัย

มาตรการป้องกันอุบัติเหตุและสร้างเสริมความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม ที่นักวิชาการความปลอดภัยมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีมาตรการหนึ่งคือ “หลักการ 3E” อันได้แก่ Engineering, Education และ Enforcement ที่กล่าวถึงการใช้วิชาการทางวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) เพื่อการออกแบบให้เครื่องจักรและสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความปลอดภัย (Safe Conditions) การให้การศึกษาอบรม (Education) แก่พนักงานเพื่อให้ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย (Safe Actions) และการกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ กฎแห่งความปลอดภัยใน โรงงาน (Enforcements) เป็นแนวทางปฎิบัติเพื่อกำกับดูแลมิให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย หรือการการกระทำที่ไม่ปลอดภัยขึ้นในโรงงาน

“หลักการ 3E” จึงเป็นวิธีการป้องกันอุบัติเหตุและสร้างเสริมความปลอดภัยแบบดั้งเดิมซึ่งยังได้ผลเป็นที่น่าพอใจอยู่มาก ปัจจุบันเทคโนโลยี่และวิทยาการด้านการบริหารความปลอดภัยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักวิชาการกำลังกล่าวถึงวิธีการสร้างเสริมและจัดการปัญหาอุบัติเหตุ อันตรายในแนวทางใหม่ๆ ที่ทันสมัยมากขึ้น ปัจจุบันเราจึงมักจะพูดถึง

1. เทคนิคป้องกันความผิดพลาดของพนักงาน (Human Error Protection หรือ Operational-error หรือ Fool-proof Techniques)

2. ความปลอดภัยเชิงระบบ (System Safety Approaches)

3. จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychological Approaches)

4. การบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสีย (Loss Control Management)

การควบคุมความสูญเสีย (Loss-Control)

หลักการง่ายๆ ประการหนึ่งที่สามารถป้องกันความสูญเสียต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานก็คือ “จงกำจัดการกระทำที่ไม่ปลอดภัยหรือสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยในการทำงานให้หมดไป” ความหมายของการควบคุมความสูญเสียดังกล่าวนี้ จึงจำกัดอยู่ในวงแคบ

การบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสีย (Loss-Control Management)

การบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสียเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งขององค์การที่ประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ “กำไร” โดยตรง จึงเป็นตัวที่กำหนดความอยู่รอดและความเจริญเติบโตขององค์การ

“การบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสีย หมายถึงแนวทางในการระบุ ค้นหา และวิเคราะห์ จุดวิกฤติหรือสภาพการณ์ต่างๆ ซึ่งมีผลทำให้รายได้ (หรือกำไร) ขององค์การลดลงหรือมีผลต่อ ประสิทธิภาพของระบบงานทั้งหมด เพื่อจะดำเนินการควบคุมป้องกันความสูญเสียนั้น” อาจกล่าว อีกนัยหนึ่งได้ว่า “การบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสีย ก็คือแนวทางในการควบคุมอย่างมีประสิทธิผลในสิ่งที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆ” ดังนั้นการบริหารเพื่อควบคุมความสูญเสียจึงเกี่ยวข้องกับการควบคุมความสูญเสียต่างๆ อันสามารถหลีกเลี่ยงได้ในสิ่งที่เกิดจากมนุษย์ วัสดุ เครื่องจักรกล และสภาพแวดล้อมของการทำงานภายในโรงงานอุตสาหกรรม

หลักการพื้นฐานของ Dan Petersen (Basic Principles)

Dan Petersen นักวิชาการความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งได้กล่าวถึงแนวความคิดพื้นฐานของการควบคุมความสูญเสีย อันเป็นแนวทางใหม่ของการบริหารความปลอดภัย ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยกล่าวถึงหลักการพื้นฐาน 5 ประการ เพื่อการควบคุมความสูญเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการพื้นฐาน 5 ประการ ได้แก่

หลักการที่ 1

“การกระทำที่ไม่ปลอดภัย สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและการเกิดอุบัติเหตุ เป็นอาการต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดบางอย่างในระบบการบริหาร”

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอาจมีมากมายหลายประการ แต่มีสาเหตุทีสำคัญ 2 ประการคือ การกระทำที่ไม่ปลอดภัย และสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย การป้องกันอุบัติเหตุจึงมักกระทำโดยการกำจัดที่สาเหตุหลักเพียงประการเดียว ประสิทธิผลอาจไม่ดีเท่าที่ควร

ทฤษฎีหลายสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ (Multiple Causation theory) อธิบายว่าอุบัติเหตุจะเกิดจากสาเหตุหรือปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน มิใช่เกิดจากสาเหตุหนึ่งสาเหตุใดเพียงอย่างเดียวโดดๆ

ตัวอย่าง การที่พนักงานทำหน้าที่ปั๊มโลหะนิ้วขาด อาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่

(1) การกระทำที่ไม่ปลอดภัยโดยการวางมืออยู่ในบริเวณแม่พิมพ์ของเครื่องปั๊มโลหะ

(2) สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เครื่องปั๊มโลหะ (หัวปั๊มกระแทก)

เมื่อเรามองย้อนถึงสาเหตุทั้งสองประการข้างต้น ก็จะพบกับคำถามมากมายต่อไปนี้ เช่นเหตุใดพนักงานนั้นจึงวางมืออยู่ใต้หัวปั๊มเช่นนั้นทัศนคติของเขานั้นเป็นอย่างไร มีการฝึกอบรม อย่างเหมาะสมถูกต้องหรือไม่ ทำไมบรรจุคนงานนั้นที่แผนกปั๊มโลหะ หัวหน้าผู้ดูแลควบคุมปล่อยให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร หัวหน้างานรู้หน้าที่และอันตรายต่างๆ หรือไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมในหน้าที่หัวหน้างานเหมาะสมหรือยัง เครื่องปั๊มโลหะตัวนั้นอยู่ในสภาพที่อันตรายเช่นนั้น ได้อย่างไร มีใครถอดเซฟการ์ดออกหรือไม่ อุปกรณ์ป้องกันอันตรายบกพร่องขัดข้องหรือไม่มีเลย ผู้จัดการโรงงานให้ความสำคัญกับปัญหาอุบัติเหตุหรือความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด นโยบายทางการบริหารของผู้บริหารระดับสูงเป็นอย่างไร ครอบคลุมครบถ้วนหรือไม่ เป็นต้น

หลักการที่ 1 นี้ แนะนำให้เรามองสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในมุมกว้างๆ มองให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นไปได้ มองถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบ ตลอดจนวิธีการปฎับัติงานด้วย เราจะต้องมองปัญหาของอุบัติเหตุเช่นเดียวกับปัญหาทางการผลิตอื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุเดียวกันนี้ได้ เช่น ปัญหาการผลิตหยุดชะงัก คุณภาพของผลิตภัณฑ์ลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ลูกค้าร้องเรียน เป็นต้น การกำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ จะสามารถกำจัดสาเหตุของปัญหาที่เกี่ยวเนื่องได้ด้วย

การนำหลักการนี้ไปใช้ให้ได้ผล เราจะต้องออกแบบวิธีการสอบสวนวิเคราะห์และรายงานอุบัติเหตุใหม่เพื่อให้ได้สาเหตุต่างๆ อย่างครอบคลุมมากที่สุดสำหรับการเกิดอุบัติเหตุหนึ่งๆ การแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ต้องมุ่งที่จะปรับปรุงระบบต่างๆ ให้ดีขึ้น มีความปลอดภัยต่อการทำงานมากขึ้น มิใช่หาข้อผิดพลาดเพื่อการลงโทษ

การค้นพบการกระทำและสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยอันนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ โดยรู้ว่าทำไมถึงปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมความสูญเสีย อย่างมีประสิทธิผล เราอาศัยการกระทำและสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยเป็นตัวแสดง “อาการ” ของความบกพร่องทางการบริหาร เหมือนอาการเกิดโรคที่จำเป็นต้องเยียวยารักษาที่ต้นเหตุโดยเร็ว

หลักการที่ 2

“เราสามารถทำนายถึงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงได้สถานการณ์ เหล่านั้นอยู่ในวิสัยที่จะตรวจพบและแก้ไขควบคุมได้”

หลักการที่ 2 นี้ แนะนำให้เราดูที่ความร้ายแรงมากน้อยของการเกิดอุบัติเหตุหนึ่งๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วอาจทำให้คนได้รับบาดเจ็บร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้ เราจึงไม่ควรจะมุ่งที่จะลดความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการลดจำนวนครั้ง (ความถี่) ของการเกิดอุบัติเหตุจะมีผลต่อความรุนแรงไม่มากนัก

การศึกษาวิจัยเรื่องอุบัติเหตุเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า การบาดเจ็บร้ายแรง จากสถานการณ์บางอย่างเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ ดังตัวอย่าง เช่น แหล่งกำเนิดพลังงานต่างๆ (ไฟฟ้า หม้อไอนํ้า ถังก๊าซ) วัตถุระเบิด สารพิษ ลิฟท์ งานก่อสร้างในที่สูง เป็นต้น สถานการณ์อันตรายเหล่านี้ เราสามารถแก้ไข ป้องกัน และควบคุมได้เสมอ

หลักการที่ 3

“การสร้างเสริมความปลอดภัย ควรจะดำเนินการเป็นกระบวนการบริหารจัดการเช่นเดียวกับหน่วยงานหลักอื่นๆ ขององค์การ ผู้บริหารจะต้องกำหนดทิศทางและตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน โดยการวางแผน จัดโครงสร้าง หาผู้รับผิดชอบ และทำการควบคุมให้เป็นไปตามเป้าหมาย”

หลักการที่ 3 นี้ มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการตอกยํ้าให้เห็นว่า การสร้างเสริมความปลอดภัยมีความสำคัญเท่าเทียมกับเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ต้นทุนการผลิตและปริมาณผลผลิต ซึ่งจะต้องใช้กระบวนการทางการบริหารเช่นเดียวกันจึงจะได้ผล หรือจะต้องทำให้ความปลอดภัย เข้าไปอยู่ในกระบวนการบริหารต่างๆ (การวางแผนการจัดโครงสร้าง และการควบคุม)

ผู้ที่ทำหน้าที่ด้านการบริหารความปลอดภัย (เจ้าหน้าที่หรือวิศวกรความปลอดภัย) บางครั้งก็หลงทาง เรามักจะเรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูงสนับสนุนแทนที่จะให้ผู้บริหารเป็นผู้นำ หรือกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เราไม่ได้แสดงให้ผู้บริหารเห็นว่า การสร้างเสริมความปลอดภัยเป็นหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารซึ่งต้องทำการกำหนดเป้าหมายวางแผนงาน จัดองค์การโครงสร้าง คัดเลือกผู้รับผิดชอบ และมีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม บางครั้งเราไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าใจได้ ความปลอดภัยจึงไม่ได้ผลดี

หลักการข้อนี้แสดงให้เห็นว่า การสร้างเสริมความปลอดภัยจะต้องเป็นหน้าที่รับผิดชอบของสายปฎิบัติการ (Safety is and must be a line function) เมื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าใจและ มอบหมายให้ผู้จัดการโรงงานหรือหัวหน้าสายงานผลิตรับผิดชอบ กำหนดอำนาจหน้าที่ตามกระบวนการบริหารงานสร้างเสริมความปลอดภัย จึงจะมีทั้งประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

หลักการที่ 4

“หัวใจของความสำเร็จคือ การใช้ความปลอดภัยเป็นตัวประเมินผลการปฏิบัติงาน ของหัวหน้าสายการผลิตทุกระดับชั้น”

หัวหน้าสายการผลิตตั้งแต่หัวหน้าหน่วย เรื่อยไปจนถึงผู้จัดการโรงงาน มักจะปฏิบัติงานลุล่วงเป็นผลสำเร็จเฉพาะในสิ่งที่ได้รับมอบหมายและถูกประเมินผลการปฏิบัติงานเท่านั้น ผู้ บริหารระดับสูงจึงควรกำหนดให้การสร้างเสริมความปลอดภัยเป็นหน้าที่รับผิดซอบอย่างหนึ่งของหัวหน้าสายการผลิตตามลำดับชั้นที่เกี่ยวข้อง และใช้เป็นการประเมินผลงานหรือการพิจารณาความดีความชอบด้วย เช่นเดียวกับการประเมินผลงานจากปริมาณผลผลิต ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

หลักการที่ 4 นี้ จะมีความสำคัญยิ่งต่อผลสำเร็จในการดำเนินการตามหลักการที่ 3

หลักการที่ 5

“หน้าที่ของการสร้างเสริมความปลอดภัยก็คือการค้นหาและระบุถึงความบกพร่องของการปฏิบัติงานอันนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งกระทำได้ 2 แนวทาง ได้แก่

(1) การสอบถามว่า ทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุเช่นนั้นได้ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และ

(2) การสอบถามว่า “ได้มีการใช้มาตรการควบคุมที่มีประสิทธิผลบางอย่างแล้วหรือไม่”

หน้าที่ของการสร้างเสริมความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องของการค้นหาและระบุถึงความบกพร่องในการปฏิบัติงาน จะเกี่ยวข้องกับ

ก. การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม

ข. การใช้ดุลยพินิจผิดพลาด

ค. การคาดคะเนทางการบริหารไม่ถูกต้อง

ง. การจัดการแบบผิวเผิน

ความสำเร็จของมาตรการสร้างเสริมความปลอดภัยจึงมิใช่อยู่ที่การค้นหาความผิดพลาดของพนักงานเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาถึงความผิดพลาดทางการบริหารงานด้วยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ ขึ้นได้ ดังรูปแสดงถึงหน้าที่ของการสร้างเสริมความปลอดภัยข้างล่างนี้

safety-0096.1

แนวความคิดของที่ปรึกษามืออาชีพในการสร้างเสริมความปลอดภัยในปัจจุบันจึงมุ่งประเด็นไปที่ระบบการบริหารทั้งหมดมากกว่าการมองเฉพาะการกระทำและสภาพการณ์ที่ไม่ ปลอดภัยเท่านั้น

นอกจากการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแล้ว เรายังจะต้องตรวจสอบติดตามดูว่ามาตรการป้องกันต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วได้นำไปใช้มากน้อยเพียงใด จริงจังหรือไม่

เมื่อเราพูดถึง “ระบบการบริหารงานด้านความปลอดภัย” เราหมายถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ

-นโยบายความปลอดภัยของผู้บริหาร

-โครงสร้างขององค์การ

-หน้าที่รับผิดชอบของแผนกความปลอดภัย

-ความปลอดภัยในโครงสร้างหรือหน่วยงานต่างๆ

-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรฝ่ายสต๊าฟ

-หน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายผลิตในเรื่องความปลอดภัย

-จิตสำนึกด้านความปลอดภัยในหมู่พนักงาน

-การประเมินผลงานความปลอดภัยสำหรับหัวหน้างาน

-การคัดเลือกและบรรจุพนักงาน

-การฝึกอบรมพนักงาน

-การจูงใจหัวหน้างาน

-การจูงใจผู้บริหาร เป็นต้น

บทบาทของความปลอดภัยกับระบบการบริหาร (Role of Safety)

เรามักจะพบกับคำถามที่ว่า ความปลอดภัยควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบของใครหรือหน่วยงานใด โครงสร้างของความปลอดภัยในองค์การควรเป็นอย่างไร คำถามเช่นว่านี้ก็คือ บทบาทของความปลอดภัยในองค์การนั้นเอง

บทบาทของความปลอดภัย หมายความว่าความปลอดภัยควรจะอยู่ในหน่วยงานใด หรือตำแหน่งใดในโครงสร้างขององค์การ จึงจะเหมาะสมที่สุด

ก่อนอื่นเราจะต้องกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการผลิต คือ การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient production) ซึ่งครอบคลุมถึงการผลิตอย่างปลอดภัยด้วย

การผลิตอย่างปลอดภัย (Safe Production) หมายถึงระบบการผลิตที่มีมาตรการด้านความปลอดภัย (การป้องกันอุบัติเหตุ) สอดแทรกอยู่ในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการผลิต โดยผสมกลมกลืนเป็นงานเดียวกันอย่างแยกออกจากกันมิได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการผลิต

ความปลอดภัยจะต้องสอดแทรกและกลมกลืนเข้าไปในขบวนการผลิตสินค้าของโรงงาน จึงจะบรรลุถึงเป้าหมายของการบริหารโรงงานอย่างแท้จริง เพราะจุดประสงค์หลักของการบริหาร

โรงงานก็คือ การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด (การผลิตที่มีต้นทุนต่ำสุดหรือการผลิตที่ให้ผลกำไรสูงสุด) การที่จะบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวได้นั้น เราต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบหรือทรัพยากรพื้นฐานของโรงงาน 2 ประเภท ประเภทแรกคือ แรงงาน (คน) ประเภทที่สองได้แก่ วัสดุ เครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ ดังรูปที่ 1

safety-0098.1

การบริหารงานผลิตจึงต้องเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรพื้นฐานทั้งสองประเภท ในหลายลักษณะงาน ดังรูปที่ 2 คือ การบริหารงานบุคคลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การฝึกอบรมการคัดเลือกและบรรจุพนักงาน การตรวจสอบสุขภาพและแรงงานสัมพันธ์ ส่วนทรัพยากรประเภทวัสดุหรือเครื่องจักรนั้น ลักษณะงานบริหารจะได้แก่ วิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ การ ค้นคว้าวิจัยและการบำรุงรักษา เป็นต้น

safety-0098.2

ลักษณะงานต่างๆ ในการบริหารและทรัพยากรพื้นฐานเหล่านี้จะต้องอาศัยวิธีการปฏิบัติต่างๆ (Procedures) เป็นตัวเชื่อมประสานเพื่อให้ดำเนินการไปได้ จนบรรลุจุดประสงค์ของการผลิตที่มีประสิทธิภาพ (รูปที่ 3) ดังนั้น บทบาทหรือหน้าที่ของความปลอดภัยจะต้องมีลักษณะดังนี้

1. สอดแทรกอยู่ในวิธีการปฏิบัติงานต่างๆ ในทุกๆ ด้าน

2. ทำการตรวจสอบผลที่ได้จากวิธีการปฏิบัติต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่ามีการควบคุมอย่างเพียงพอ

การสร้างเสริมความปลอดภัยจะประสบความสำเร็จได้ด้วยการตั้งคำถามว่า “ทำไมถึงยอมให้พนักงานกระทำหรือยอมให้เกิดสภาพการณ์เช่นนั้น เช่นนี้ได้และมีการควบคุมอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่” ซึ่งเป็นการกำจัดสาเหตุหรือต้นตอของการเกิดอุบัติเหตุนั่นเอง

ความปลอดภัยเป็นสภาพทางจิตสำนึกอย่างหนึ่ง เป็นบรรยากาศที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในทุกๆ วิธีการปฎิบัติงาน จึงจะทำให้การบริหารงานผลิตมีประสิทธิภาพอย่างถาวร

safety-0099.1

บทสรุป

การควบคุมความสูญเสีย เป็นแนวทางใหม่ของการป้องกันอุบัติเหตุและบริหารความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างได้ผล เป็นการขยายขอบเขตของการป้องกันอุบัติเหตุ จากการพิจารณาเฉพาะการกระทำที่ไม่ปลอดภัยและสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย สู่การมองอย่างเป็นระบบถึงสิ่งต่างๆ ที่จะมีผลต่อการทำให้รายได้ขององค์การลดลง (ก่อให้เกิดความสูญเสีย) เพื่อจะ ได้ควบคุมป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์นั้นหรือลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุดภายในวงจำกัด จึงมีลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารมากกว่า โดยอาศัยหลักการพื้นฐานในการควบคุมความสูญเสีย 5 ประการ เป็นแนวทางดำเนินการ

การควบคุมความสูญเสียในกระบวนการผลิตจะต้องคำนึงถึงการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและการผลิตอย่างปลอดภัย โดยให้ความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการปฎิบัติงานในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการผลิต นักบริหารมืออาชีพและผู้จัดการโรงงานที่ประสบความสำเร็จ จึงต้องเป็นผู้ที่สามารถควบคุมความสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ