Archive for September, 2009

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ยังคงเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในประเทศไทย

ปัจจุบัน พบว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ขับขี่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ ,โทรทัศน์ติดรถยนต์  หรือ ระบบ GPS นำทาง(คนขับดูแต่หน้าจอ gps ไม่ได้ดูถนน)

สำหรับเรื่องโทรศัพท์ขณะขับรถ  บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถ ควรมีมาตรการ หรือ กฏระเบียบในการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ โดยเนื้อหาควรครอบคลุม รายละเอียด ดังนี้ (มีอาชีพบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ การจะห้ามใช้โทรศัพท์เลยคงเป็นไปไม่ได้ เช่น พนักงานขาย )

  • ให้ใช้ head phone (สมอล ทอร์ก) หรือ ใช้ speak phone (ไอ้ปุ่มที่กดแล้วเสียงดังออกมา โดยไม่ต้องเอาโทรศัพท์แนบหู) -กฏระเบียบข้อนี้ทำให้ไม่ผิดกฏหมายด้วย อย่าลืมว่าปัจจุบันประเทศไทย มีกฏหมายห้ามใช้โทรศัพท์แนบหูขณะขับรถแล้ว
  • ควรจัดหาอุปกรณ์ช่วยถือ (hand-held ที่วางโทรศัพท์) จะได้ไม่ต้องเอื้อมมือไปมา เพื่อหยิบโทรศัพท์
  • ถ้าไม่มีอุปกรณ์ช่วยถือ ก่อนขับรถต้องแน่ใจว่าได้วางโทรศัพท์ในที่มองเห็นง่าย และหยิบได้สะดวก (หลายคนพอมีสายเข้าแล้ว หาโทรศัพท์ไม่เจอ ได้ยินแต่เสียง หาไปหามาก็เลย….โครม!!!)
  • วางแผนเรื่องการใช้โทรศัพท์ก่อนขับรถ โดยบันทึกเบอร์โทรศัพท์ที่อาจจะต้องโทรออกใน speed-dialing(ระบบโทรด่วน ที่บันทึกเบอร์โทรไว้ แล้วกดปุ่มเดียวโทรออกได้เลย )
  • ถ้าไม่มี speed-dialing (หรือมี แต่ใช้ไม่เป็น) ควรหยุดรถก่อน ขณะค้นหาเบอร์โทร ที่จะโทรออก
  • ถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ขณะรถเคลื่อนที่ ให้ใช้เมื่อจอดรถที่ป้ายให้จอด ,เมื่อรถติดไฟแดง  หรือปั๊มน้ำมัน เป็นต้น
  • ถ้าในรถที่ขับ มีเพื่อน หรือผู้โดยสารอยู่ด้วย อาจจะขอให้ช่วยกดปุ่มรับสายเข้า หรือ โทรออก
  • อย่าดูข้อความ ดูเบอร์โทรศัพท์ ขณะขับรถอยู่ (ส่งข้อความขณะขับรถ ยิ่งอันตราย)
  • หยุดการใช้โทรศัพท์ทันทีในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น การจราจรติดขัด ,ฝนตกหนัก เป็นต้น
  • ขณะสนทนา สายตายังต้องมองที่ถนน และกระจกข้าง กระจกหลังเหมือนปกติ
  • ใช้ระบบตอบกลับอัตโนมัติ เพื่อบอกคนที่โทรศัพท์หาคุณว่า “ขณะนี้กำลังขับรถ ไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้ กรุณาฝากข้อความเมื่อได้ยินเสียง……”

ก็เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ของมาตราการควบคุม เรื่องการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ครับ

ปล. นอกจากเรื่องโทรศัพท์แล้ว ผู้ชายที่ขับรถหลายท่านเกิดอุบติเหตุเพราะมัวแต่มองสาวสวย ที่อยู่บนท้องถนน ก็ระวังกันด้วยนะครับ

จากการสังเกตุของผม พบว่าผู้ปฏิบัติงานหลายคน สวมใส่ปลั๊กอุดหูไม่ถูกต้อง ซึ่งทำให้ปลั๊กอุดหูที่ใส่อยู่ไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร

การสวมใส่ปลั๊กอุดหูที่ถูกต้อง เมื่อใส่เสร็จแล้วจะเป็นดังภาพซ้ายมือที่ท่านเห็น คือ ปลั๊กอุดหูถูกใส่เข้าไปในช่องหูอย่างแท้จริง  ส่วนภาพซ้ายเป็นภาพการสวมใส่ที่ไม่ถูกต้อง

ที่นี้มาดูขั้นตอนการใส่ปลั๊กอุดหูที่ถูกต้องกันดีกว่า

  • บีบ และ คลึง (ใช้คำนี้น่าจะเหมาะสุด)  คือ เป็นขั้นตอนทำให้ปลั๊กอุดหู ให้ปลายมันแหลมๆ ให้ขนาดมันยาวๆเล็กๆ เพื่อที่จะเสียบเข้าไปในหูได้ ( อะไรก็ตามจะเสียบเข้ารู ถ้าใหญ่กว่ารู มันจะเข้าไปได้ไง ) – เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดูภาพด้านล่าง
  • เปิดช่องหู  – ให้ใช้มือที่อยู่ตรงข้ามกับหูข้างที่จะใส่ปลั๊กอุดหู อ้อมท้ายศรีษะ มาดึงปลายหู เพื่อเปิดช่องหูให้เป็นเส้นตรง
  • ใส่ , เสียบ (แล้วแต่จะเรียก แต่ถ้าพยายามยัด แปลว่าทำสองขั้นตอนที่ผ่านมาผิด)
  • หลังจากใส่ปลั๊กอุดหูแล้ว อย่ารีบปล่อยมือ ให้กดค้างเอาไว้สักครู่ เพื่อรอให้ปลั๊กอุดหูที่เราคลึงมันจนปลายแหลม ขยายตัวออกซะก่อน พอขยายตัวคับรูหูเมื่อไรก็ค่อยปล่อยมือออก

ขั้นตอนคร่าวๆก็มีเท่านี้ละครับ

ปล. เกือบลืมบอกไป วิธีการใส่ข้างต้น เป็นขั้นตอนสำหรับ ear plug ชนิดที่ทำจากโฟมนะครับ ไอ้ชนิดที่ทำจาก pvc ที่เรียกว่า “premolded plugs” ไม่ต้องไปคลึงมันนะครับ (วิธีการใส่จะเหลือแค่ขั้นตอนที่ 2 กับ 3 )

เมื่อระดับความดังของเสียงไม่สามารถควบคุมได้ที่ต้นกำเนิดเสียง และทางผ่านของเสียงที่มายังผู้ปฏิบัติงาน วิธีสุดท้ายที่จะนำมาใช้ในการป้องกันอันตรายที่เกิดจากเสียงดังให้กับผู้ปฏิบัติงาน คือ การใช้อุปกรณ์ลดเสียง

อุปกรณ์ลดเสียงประเภทไหนที่ควรเลือกมาใช้ ขึ้นอยู่กับระดับความดังของเสียง ,ระยะเวลาที่ได้รับเสียงดัง ,ชนิดของเสียง และปัจจัยอื่นๆอีกมาก

วันนี้จะขอแนะนำถึงข้อดีของอุปกรณ์ลดเสียงแต่ละประเภท เพื่อที่จะได้เลือกใช้กันอย่างถูกต้อง

  • ปลั๊กอุดหู (Ear Plug) เป็นอุปกรณ์ลดเสียงที่ใช้กันมากที่สุด โดยมีข้อดี ดังนี้

- ขนาดเล็ก
- ราคาถูก
- พกพาสะดวก
- ใช้งานสะดวกสบาย แม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อน
อย่างไรก็ตาม ปลั๊กอุดหูก็มีข้อเสียอยู่บ้างเล็กน้อย คือ ยากต่อการสวมใส่ให้พอดี(ผู้ปฏิบัติงานบางคน ใส่ไม่เป็นจริงๆ) ,สามารถนำพาสิ่งสกปรก หรือเชื้อโรคเข้าสู่ช่องหูได้ , ระดับการป้องกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล (บางคนใส่ยังไงก็ไม่พอดีกับช่องหู )

  • ครอบหู Ear Muff

เป็นอุปกรณ์ลดเสียงที่ดีเยี่ยม สามารถลดเสียงได้มาก และ ครอบหูขนาดเดียว สามารถสวมใส่ได้ทุกคน
ข้อเสียคือมีขนาดใหญ่ และการสวมใส่ไม่สบายเมื่อใช้ในสภาพอากาศที่ร้อน

  • Canel Cap

เป็นอุปกรณ์ลูกผสมระหว่าง ปลั๊กลดเสียง กับ ครอบหู (เป็น ear plug ติดอยู่กับที่ครอบศรีษะ) ทำหน้าที่ปิดช่องหู โดยไม่ต้องใส่เข้าไปในหูจริงๆ จะมีก้านที่ครอบศรีษะคอยดันให้ปิดช่องหู ข้อดี คือ น้ำหนักเบา , สะดวกสบายในการสวมใส่ (เป็นการนำข้อดีของปลั๊กอุดหู และ ครอบหู มารวมกัน)

ก็เป็นข้อมูลในการเลือกใช้อุปกรณ์ลดเสียง ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบระดับความดังของเสียง และความสามารถในการลดเสียงของอุปกรณ์ลดเสียงที่นำมาใช้ด้วยนะครับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อบางท่าน กล่าวว่า ตอนนี้หลายคนเชื่อข้อมูลที่ได้รับจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่ออย่างมาก ที่บอกว่าการล้างมือจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ H1N1

มีหลายคนที่พยายามอย่างมากในการรณรงค์เรื่องการล้างมือ แน่นอนที่การล้างมือไม่ได้มีผลเสียหรืออันตรายใดๆ แต่การคิดว่าแค่การล้างมือจะสามารถป้องกันH1N1 ได้ เป็นความผิดผิดพลาดอย่างร้านแรง

อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดว่าการล้างมือจะป้องกันคุณเองจากไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ได้สมบูรณ์แบบ  : ศาสตราจารย์ Arnold Monto แห่ง มหาวิทยาลัย มิชิแกน กล่าว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ ต้องเน้นถึงวิธีการอื่นในการป้องกันโรค เช่น การใช้วัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่า การที่จะพูดถึงวิธีการล้างมือเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ปกครองหลายท่านที่ทราบว่าลูกไม่สบาย แต่ก็ยังส่งไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

ถ้าเด็กป่วยควรจะให้เด็กอยู่ที่บ้าน หรือถ้าคุณป่วย ก็ไม่ควรไปทำงาน…

ซึ่งมาตราการต่างๆที่จะนำมาควบคุมการแพร่กระจายของ H1N1 ควรมีมากกว่าการล้างมือเพียงอย่างเดียว

ที่มา : www.cnn.com

1.การผูกสลิงเส้นเดียว ตามแนวดิ่ง (single vertical hitch)

การผูกสลิงด้วยวิธีนี้ จะทำให้สลิงรับน้ำหนักได้เต็มความสามารถ เช่น สลิง 1 ตัน ก็สามารถใช้ยกของ 1 ตัน ได้ หากใช้วิธีการผูกสลิงแบบนี้ ( ดูสภาพสลิงด้วย ต้องไม่ชำรุด )

2. การผูกสลิงแบบบังเหียนม้า (ฺBridle Hitch) – ผมแปลตาม ดิกฯ ถูกผิดอย่างไร บอกด้วยครับ

ช่วยในเรื่องการยกของที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่างกันออกไป ให้ยกของได้ศูนย์ถ่วงที่เหมาะสม การยกของโดยที่สลิงไม่ได้อยู่ในแนวดิ่งเช่นนี้ย่อมทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของสลิงลดลง -ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

3. การผูกสลิงแบบตะกร้า (ฺBasket Hitch)

การผูกสลิงแบบตระกร้า มีข้อดีตรงที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการรับน้ำหนักของสลิง 1 เส้นให้มากขึ้น และถ้าเป็นการผูกแบบพันรอบวัสดุ 1 รอบ (double wrap) ก็จะช่วยป้องกันการชิ้นงานร่วงหล่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นท่อ หลายๆชิ้นในคราวเดียวกัน

4. การผูกสลิงแบบ Choker HitchChoker แปลว่า สร้อยคอ ที่สวมติดคอ

คุณสมบัติของสลิงแต่ละเส้นจะลดลง (ไม่ได้ 100%) กล่าวคือ สลิง 1 ตันก็จะรับน้ำหนักไม่ถึง 1 ตัน ควรพันรอบชิ้นงาน หากยกวัสดุที่มีลักษณะเป็นท่อ หลายๆชิ้น

จากกฏหมายแรงงาน “กฎกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๙” ที่ออกเมื่อ 21 มิถุนายน 2549 ได้กำหนดให้สถานประกอบการทั้ง 14 ประเภทดังต่อไปนี้ ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เมื่อมีจำนวนลูกจ้างตามที่กฏหมายกำหนด

(๑) การทําเหมืองแร  เหมืองหิน  กิจการปโตรเลียมหรือปโตรเคมี

(๒) การทํา  ผลิต  ประกอบ  บรรจุ  ซอม  ซอมบํารุง  เก็บรักษา  ปรับปรุง  ตกแตง  เสริมแตง
ดัดแปลง  แปรสภาพ  ทําใหเสีย  หรือทําลายซึ่งวัตถุหรือทรัพยสิน  รวมทั้งการตอเรือ  การใหกําเนิด  แปลง  และจายไฟฟาหรือพลังงานอยางอื่น

(๓) การกอสราง  ตอเติม  ติดตั้ง  ซอม  ซอมบํารุง  ดัดแปลง  หรือรื้อถอนอาคาร   สนามบิน  ทางรถไฟ  ทางรถราง  ทางรถใตดิน  ทาเรือ  อูเรือ  สะพานเทียบเรือ  ทางน้ํา  ถนน  เขื่อน  อุโมงค  สะพาน  ทอระบาย  ทอน้ํา  โทรเลข  โทรศัพท  ไฟฟา  กาซหรือประปา  หรือสิ่งกอสรางอื่น  ๆ  รวมทั้ง การเตรียมหรือวางรากฐานของการกอสราง

(๔) การขนสงคนโดยสารหรือสินคาโดยทางบก  ทางน ้ํา  ทางอากาศ  และรวมทั้งการบรรทุก ขนถายสินคา

(๕) สถานีบริการหรือจําหนายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือกาซ

(๖) โรงแรม

(๗) หางสรรพสินคา

(๘) สถานพยาบาล

(๙) สถาบันทางการเงิน

(๑๐) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ

(๑๑) สถานบริการบันเทิง  นันทนาการ  หรือการกีฬา

(๑๒) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ

(๑๓) สํานักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม  (๑)  ถึง  (๑๒)

(๑๔) กิจการอื่นตามที ่กระทรวงแรงงานประกาศกําหนด

กิจการทั้ง 14 ประเภทนี้(ผมว่าแทบทุกกิจการแล้ว) กฏหมายกำหนดให้มี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ดังนี้

  • กิจการที่ต้องมี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับ หัวหน้างาน

กิจการข้อ 1 ถึง ข้อ 5  ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

กิจการข้อ 6 ถึง 14 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป

นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างระดับหัวหน้างาน เป็น จป.หัวหน้างาน

( จป.ทุกระดับ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็แต่งตั้งได้นะครับ ต้องผ่านการอบรม และมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายกำหนดด้วย)

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค

กิจการข้อ 2 ถึง ข้อ 5 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 คน (เว้นแต่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค หรือ เทคนิคขั้นสูงอยู่แล้ว ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคก็ได้)

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคขั้นสูง

กิจการข้อ 2 ถึง ข้อ 5 ที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 100 คน (ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ ระดับวิชาชีพ อยู่แล้ว)

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ

กิจการข้อ 1 (เหมืองแร่ ,เหมืองหิน ,ปิโตรเลียม ,ปิโตรเคมี) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่สองคนขึ้นไป

กิจการข้อ 2 ถึง ข้อ 5 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหาร

กิจการข้อ 1 ถึง 5 ที่มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไป

กิจการข้อ 6 ถึง 14 ที่มีลูกจ้าง 20 คนขึ้นไป

ต้องแต่งตั้งลูกจ้างระดับบริหารทุกคน เป็น จป.ระดับบริหาร ถ้าไม่มีให้ นายจ้างเป็นเอง

ที่คัดลอกกฏหมายมา ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆ ของกฏหมายที่ได้ระบุให้นายจ้างของกิจการแต่ละประเภทต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานแต่ละระดับก็ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายกำหนด “คุณสมบัติเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับ ต่างๆ

ผมเองตั้งแต่เกิดมา เริ่มได้ยินคำว่าเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน , จป. หรือ safety officer ก็ตอนที่เรียนจบแล้ว และทำงานอยู่ในโรงงาน จึงได้ทราบว่ามีตำแหน่งงานนี้อยู่ในประเทศไทยด้วย

หลายๆคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการทำงานด้านนี้ก็คงไม่รู้จักงานในตำแหน่งนี้ เมื่อได้ยินคำว่า”เจ้าหน้าืัที่ความปลอดภัยในการทำงาน” ก็คงนึกถึง “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” หรือ ที่เรียกกันว่า รปภ. ผมเองมีเพื่อนเก่าๆหลายคนถามว่าทำงานอะไรอยู่ เมื่อตอบไปก็เข้าใจว่าเป็น รปภ. หลังๆมานี่บางครั้งขี้เกียจอธิบายก็บอกไปเลยว่าเป็น “หัวหน้า รปภ.”

ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือ Safety Officer ( บางที่เรียกย่อๆ ว่า เจ้าหน้าที่ จป.) มีที่มาจากกฏหมายแรงงาน ซึ่ง ฉบับล่าสุดที่กล่าวถึงรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน คือ กฎกระทรวง เรื่อง กําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย  และสภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ.  ๒๕๔๙ ที่ประกาศเมื่อ 21 มิถุนายน 2549 (ดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บไซท์สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยได้ ที่นี่ )

จากกฏหมายดังกล่าวระบุให้สถานประกอบการ 14 ประเภท ในประเทศไทย ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เมื่อมีลูกจ้างครบตามที่กฏหมายกำหนด รายละเอียด มีดังนี้ครับ  “สถานประกอบการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

สวัสดีครับ  ขอต้อนรับทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม blog  Thaisafetywork.com แห่งนี้นะครับ

ก่อนอื่นคงต้องขอเล่าถึงที่มาของ blog นี้ให้กับทุกท่านได้ทราบนะครับ  เรื่องมีอยู่ว่า…ผมเองมีความตั้งใจมานานแล้วครับที่จะทำเว็บไซท์ในการรวบรวมข้อมูล ความรู้ ที่ได้จากการทำงานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (safety officer) เพื่อที่เก็บไว้ทบทวนเอง และไว้สำหรับเพื่อนๆหลายๆท่าน ที่จะได้นำข้อมูลไปใช้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว (ผมเชื่อว่าหลายท่านเป็นเหมือนผม คือ เรียนรู้ข้อมูลต่างๆจากการอบรม จากประสบการณ์ทำงาน มาแล้ว แต่ ลืม!!!! ไม่แปลกครับ เพราะข้อมูลด้านความปลอดภัยในการทำงานมีเยอะมากๆ)

แม้ว่าจะมีความตั้งใจในการทำเว็บไซท์รวบรวมข้อมูล แต่ก็ไม่มีโอกาส เนื่องจากภาระด้านหน้าที่การงานที่ทำอยู่ จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะหมดสัญญางานกับบริษัทที่ว่าจ้าง ก็ขอใช้เวลาว่างที่มีอยู่นี้ ทำความตั้งใจที่มีมานานให้สำเร็จลุล่วง….

การทำเว็บรวบรวมข้อมูลแห่งนี้ ผมทำในรูปแบบของ blog เนื่องจากจะได้ปรับปรุงข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะทุกอย่างค่อนข้างอัตโนมัติ สำหรับเพื่อนๆทุกคนที่มีความเห็น หรือ ต้องการเสนอแนะอะไรก็โพสข้อความบอกกันได้นะครับ  …..ขอบคุณครับ