Archive for March, 2010

เมื่อวานได้รับอีเมล์จากคุณ Daddy และคุณ Bokie เรื่องกฏหมายใหม่ ซึ่งผมได้โพสลงในเว็บบอร์ดแล้ว

กฏหมายที่ว่า เป็นกฏหมายที่ออกโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดสอดคล้องกัน คือ

- เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งการดำเนินการหรือ ส่งเอกสารตามมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553

- เรื่อง แบบการแจ้งการดำเนินการหรือส่งเอกสารตามมาตรฐานในการบริหาร และการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553

กฏหมายที่ออกมาใหม่ทั้งสองฉบับ กล่าวถึงการส่งเอกสารในการทำงานผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ต่อไปเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ก็สามารถส่งเอกสารโดยไปต้องไปที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอีกต่อไป

กฏหมายทั้งสองฉบับนี้มีประโยชน์อย่างมาก ต่อทั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน และเจ้าหน้าที่พนักงานของกรมสวัสดิการเอง เป็นการอำนวยความสะดวกในการทำงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

สำหรับเอกสารการทำงานที่สามารถส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ มีดังนี้
1. การแจ้งรายละเอียดองสารเคมี (สอ.1)

2. การรายงานความปลอดภัยและการประเมินการก่ออันตรายของสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ (สอ.2)

3. การรายงานผลการตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศบริเวณสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บสารเคมีอันตราย (สอ.3)

4. การรายงานผลการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟ

5. การรายงานผลการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ

6. การแจ้งจำนวนและปริมาณความแรงรังสีของต้นกำเนิดรังสีึ (ร.1-1)

7. การแจ้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนหรือปริมาณความแรงรังสีของต้นกำเนิดรังสีึ (ร.1-2)

8. การแจ้งชื่อและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบดำเนินการทางเทคนิคในเรื่องรังสี (ร.3-1)

9. การแจ้งชื่อและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบดำเนินการทางเทคนิคในเรื่องรังสีแทนผู้รับผิดชอบเดิมซึ่งพ้นหน้าที่ (ร.3-2)

10. การรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบดำเนินการทางเทคนิคในเรื่องรังสี (ร.5)

11. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่พบความผิดปกติ หรือการเจ็บป่วย การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข

12. การแจ้งสถานที่การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ลูกจ้างทำงานประดาน้ำ

13. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วยซึ่งได้รับอันตรายจากความร้อน

14. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วยซึ่งได้รับอันตรายจากแสงสว่าง

15. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วยซึ่งได้รับอันตรายจากเสียง

16. การแจ้งชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อขึ้นทะเบียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

17. การรายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง  – จป.(ท)

18. การรายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ  – จป.(ว)

19. การแจ้งกรณีลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือ สูญหาย

ทั้ง 19 ข้อข้างต้น เป็นเอกสารที่ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานสามารถส่งทางอินเตอร์เน็ตได้ โดยก่อนที่ท่านจะส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตได้ ท่านต้องทำการขออนุญาตโดยมีขั้นตอนดังนี้

1. สถานประกอบการมีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว นายจ้างสามารถดำเนินการเพื่อส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตได้ ด้วยการลงทะเบียนเพื่อขอ username และ password ที่เว็บไซท์ www.labour.go.th

2. เมื่อได้รับชื่อผู้ใช้ (username) และ รหัสผ่าน (password) แล้ว ก็สามารถดำเนินการส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตได้ทันที ผ่านเว็บไซท์ www.labour.go.th

(ถึงแม้ท่านจะขอส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ก็ยังสามารถเลือกที่จะส่งด้วยตนเอง หรือไปรษณีย์ได้ตามปกติ)

จะเห็นได้ว่า กรมสวัสดิการได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน ให้กับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น ต่อไปพวกเราทุกคนก็จะได้ทำงานใกล้ชิดผู้ปฏิบัติงานตลอดเวลา

ข้อเสียก็คือ ไม่มีเวลาโดดงานไปพักผ่อนสมองแล้ว และก็ไม่ได้ขอของแจก ที่กรมฯ

ล่าสุดที่นิตยสารฟอร์บได้จัดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลกมาแล้ว จากรายชื่ออภิมหามหาเศรษฐีทั้งหลาย เรามาดูกันว่า ถ้าเรียงลำดับด้วยอายุ ใครจะเป็นมหาเศรษฐีด้วยอายุที่น้อยที่สุด

1. มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก  – Mark Zuckerberg

1MarkZuckerberg

อายุ : 25 ปี

ชาวสหรัฐอเมริกา

ทรัพย์สินสุทธิ: 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (1.2 ล้านล้านบาท)

รวยจากอินเตอร์เน็ต ด้วยการสร้างเว็บไซท์เครือข่ายทางสังคม Facebook ในห้องนอนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในปี 2004 (แปลว่าใช้เวลา 6 ปี ในการรวยแบบนี้)

2. จอห์น อาร์โนล์ด - John Arnold

2JohnArnold

อายุ : 36 ปี

ชาวสหรัฐอเมริกา

ทรัพย์สินสุทธิ: 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (1.2 ล้านล้านบาท)

รวย จากการค้าขายพลังงาน ทำงานกับ บริษัทเอ็นรอน และได้ก่อตั้งกองทุนพลังงานเซ็นทัวรัส เมื่อปี 2002 ภายหลัง เอ็นรอน ล้มละลาย

3. หยาง ฮุยหยาน – Yang Huiyan

3.Yang Huiyan

อายุ : 28 ปี

ชาวจีน

ทรัพย์สินสุทธิ: 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์

ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Country Holding Garden ซึ่งดำเนินงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เธอรวยจากการได้รับหุ้นของพ่อเธอ

4. อัลเบิร์ต วอน เทิร์น อุน เทกซิส Albert von Thurn und Taxis

4.Albert von Thurn und Taxis

อายุ : 26 ปี

ชาวเยอรมัน

ทรัพย์สินสุทธิ: 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

รวยจากการรับมรดก ในวันเกิดอายุ 18 ปีของเขา เขาอาศัยอยู่ในปราสาท Schloss Emmeram


5. ฟาฮัด ฮารีรี Fahd Hariri

5.Fahd Hariri

อายุ : 29 ปี

ชาวเลบานอน

ทรัพย์สินสุทธิ: 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

รวยจากธุรกิจก่อสร้าง และการลงทุน  เขาเป็นลูกชายคนเล็กของนายกรัฐมนตรี ราฟิก ฮารีรี และเป็นผู้สืบทอดกิจการก่อสร้าง โทรคมนาคม และทัพย์สินต่างๆ จากพ่อของเขา

ภาพที่ท่านจะได้เห็นต่อไปนี้ เป็นภาพคุก (ที่ใช้ขังนักโทษ นั่นแหละ) ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจัดเป็นคุกที่หรูหรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย(สบายกว่าบ้านผมอีก)

ว่ากันว่าผู้อพยพหลายคนเลือกมาที่นี่ เพราะถูกดึงดูดด้วยสภาพคุกที่หรูหรานี่แหละ (ถ้าจะติดคุกก็ขอมาติดคุกดีๆแบบนี้)

ถ้าเมืองไทยเรามีคุกแบบนี้คิดว่า คงมีแต่คนอยากเข้าคุก ไม่อยากออกมา ก็มันหรูหรา น่าอยู่ สะดวกสบายกว่าข้างนอกซะอีก hahaha

คุกสวยงาม

สภาพภายนอก ดูเผินๆ เหมือนโรงแรมหรู

มุมสบายในคุก

มุมสบายในคุก พักผ่อนพูดคุยกับเพื่อนๆ

prison3

มุมหนึ่งในห้องนอน

ห้องนอนหรูในคุก

น่านอนไม๊ครับ

ออกกำลังกายในคุก

ร่างกายดี จิตใจดี ด้วยการออกกำลังกาย

วันก่อนมีลูกของน้า มาขอคำปรึกษาว่า เขามีอาการแปลกๆคือได้ยินเสียงคนอื่นด่าว่าเขาตลอดเวลา

ยกตัวอย่าง เช่น บางครั้งเขานั่งอยู่กับเพื่อน เขาก็ได้ยินเพื่อนเขาด่า เขาก็เลยว่าเพื่อนว่า ทำไมต้องด่าเขาในใจ ทำไมไม่ด่าออกมาตรงๆ (ก็ทะเลาะกันไป)

ตอนนี้ แต่ละคนก็ลงความเห็นว่าเขาบ้า

ผมเองก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร นอกจากให้ไปหาหมอ ซึ่งตัวเขาเองบอกว่าขอดูอาการตัวเองอีกสัก สองวัน ถ้าไม่หายก็จะไปหาหมอ เพราะเมื่อเกิดอาการแบบนี้ขึ้น ทำงานก็ไม่ได้ ต้องหยุดงาน

ก็เลยแนะนำต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นระหว่างนี้ สิ่งที่ควรทำ คือ อย่าเพิ่งคิดว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงที่เป็นความจริง ให้คิดว่ามันไม่จริง ที่ได้ยินเพราะเราป่วยอยู่ น้องคนนี้ก็รับปากว่าจะพยายาม

เลยลองถามเขาว่าตอนนี้ได้ยินเสียงไม๊ เค๊าบอกว่าได้ยินเสียง อบต. ที่เขารู้จัก กำลังด่าเขาอยู่

ผมก็เลยถามว่าถ้าอย่างนั้นได้ยินเสียงผมไม๊ ตอนนี้ผมนึกอะไร (เขาพยายามฟัง แล้วก็บอกว่าไม่ได้ยิน ปล.โชคดีไปที่ไม่ได้ยิน เกิดได้ยินผิดว่าผมด่าละ ยุ่งเลย)

ผมลองถามข้อมูลส่วนตัวของเขา พบว่าเขาเป็นคนเครียดเก็บกด แล้วก็กินเหล้ามาก

หลังจากเขากลับไป จึงลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต พบว่า อาการแบบนี้เรียกกันว่า จิตเภท

บางคนก็จะได้ยินเสียงด่า ,บางคนได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าตัวตาย

สาเหตุมาจาก สภาพจิตใจ ความเครียด การใช้ยาเสพติดบางชนิด รวมทั้งการดื่มสุรา

ปล. หวังว่าน้องคนนี้คงจะอาการไม่รุนแรงนะ

ปิงปิง คนที่ตัวเล็กที่สุดในโลก ชาวจีน วัย 21 ปี ได้เสียชีวิตแล้วที่กรุงโรม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา ด้วยโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ

เครก เกลนเดย์ หัวหน้าบรรณาธิการของกินเนสบุ๊ค กล่าวยกย่องว่า ปิงปิงเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่เกิดมาแตกต่างหรือผิดปกติอย่างแท้จริง

pingping

ปิงปิง มีความสูงเพียง 74.6 เซ็นติเมตร เท่านั้น เขาเกิดที่ประเทศจีนและได้รับการบันทึกว่าเป็นบุคคลที่ตัวเล็กที่สุดในโลก(เตี้ยที่สุดในโลก) เมื่อปี 2008

ปิงปิงเกิดมาด้วยขนาดร่างกายเพียงแค่ 1 ฝ่ามือ และด้วยความผิดปกติของโรคที่เกี่ยวกับกระดูกที่ขัดขวางการเจริญเติบโตทางกระดูกและร่างกายของเขา ร่างกายเติบโตช้า ทำให้เขากลายเป็นบุคคลมีความสูงน้อยที่สุดในโลก

ขอไว้อาลัยให้กับบุคคลที่เป็นที่สุดในโลก ปิงปิง

Xingbang

หมีแพนด้าขนาดใหญ่ เพศผู้ วัย 4 ปี ที่มีชื่อว่า ซิงบาง(Xing Bang) หรือ โคยูฮิน(Kouhin ชื่อญี่ปุ่น) ถูกส่งจากท่าอากาศยานอิตามิ ในโอซากา ไปยังสถานีวิจัยเฉิงตูซึ่งเป็นสถานที่เพาะพันธุ์หมีแพนด้า เมื่อเย็นวันจันทร์ ที่ 15 มึนาคม 2553

หมีแพนด้า ซิงบาง หนัก 107 ก.ก.  เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ปี ค.ศ. 2005 และเติบโตในสวนสัตว์แอดเวนเจอร์ เวิลด์ ที่ ชิราฮามะ .

ขณะนี้ ซิงบางยังคงสงบ ไม่มีความเครียดแต่อย่างใด และแสดงอาการชอบใบไผ่ท้องถิ่น , Huang Xiangming ผู้ อำนวยการ แผนกการจัดการ สัตว์ กล่าว

เช่นเดียวกับหมีแพนด้าอื่นๆที่มาจากต่างประเทศ ซิงบางต้องถูกกักบริเวณ 1 เดือน เพื่อให้เกิดการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศและอาหารก่อน

คาดว่าเมื่ออายุครบ 7 ปี ซิงบางก็จะมีคู่ และขยายพันธุ์ต่อไป

ซิงบาง เป็นหมีแพนด้าตัวที่ 5 ที่เข้ามาจากต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 1994 เมื่อจีนได้ทำสัญญาระหว่างประเทศกับญี่ปุ่นและอเมริกา ว่าด้วยการให้ยืมหมีแพนด้าเพื่อศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ โดยในข้อตกลง ลูกหมีแพนด้าจะต้องถูกส่งกลับมาที่จีน

ปล. ไม่รู้หลินปิง หลินฮุ่ย จะถูกส่งกลับด้วยไม๊นะ

ปริมาณกระแสไฟฟ้า (มิลลิแอมแปร์) ผลกระทบที่มีต่อร่างกาย
1 มิลลิแอมแปร์ หรือ น้อยกว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย
มากกว่า 5 mA เจ็บปวด และเกิดอาการช็อก
มากกว่า 15 mA กล้ามเนื้อบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเกิดการหดตัว และร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง
มากกว่า 30 mA การหายใจติดขัด และสามารถทำให้หมดสติได้
50 ถึง 200 mA ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
มากกว่า 200 mA เกิดการไหม้บริเวณผิวหนังที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
ตั้งแต่ 1A ขึ้นไป ผิวหนังบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดถูกทำลายอย่างถาวร และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

จากภาพข้างต้น เป็นตารางแสดงถึงผลกระทบที่มีต่อร่างกายมนุษย์ เมื่อมีประมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในระดับปริมาณที่ต่างกัน (มีหน่วยเป็น มิลลิแอมแปร์)

ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีก เช่น น้ำหนักตัวของผู้ที่ถูกไฟฟ้าช็อต ถ้าเป็นเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะมากกว่า

แถมท้ายด้วยกราฟข้างล่างนี้ เป็นกราฟแสดงผลกระทบต่อร่างกายเมื่อโดนไฟฟ้าช๊อตเช่นกัน โดยข้อมูลได้ระบุรายละเอียดไว้ว่า เป็นการประเมินผลกระทบที่คำนวนจากร่างกายมนุษย?ซึ่งหนัก 68 กิโลกรัม ที่ระดับความถี่ไฟฟ้า 60 เฮิรตซ์ ( ประเทศไทยความถี่ไฟฟ้า 50 เฮิตซ์ จะรุนแรงกว่า)

safetyelectriclevel

มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 คนในเหมืองถ่านหินประเทศจีน จากเหตุการณ์ไฟไหม้ ในคืนวันที่ 15 มีนาคม 2553

ไฟได้ลุกไหม้จากสายไฟ เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่งของจีน ในบ่อของเหมืองถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่ที่เจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ขณะที่เพลิงไหม้ มีผู้ทำงานอยู่ในเหมืองใต้ดิน 31 คน

คนงานในเหมือง 6 คนถูกช่วยชีวิตออกมาได้ โดยหน่วยปฏิบัติการช่วยชีวิต

เหมืองถ่านหินแห่งนี้ เป็นเหมืองที่ไม่ถูกกฏหมาย ซึ่งขณะนี้ตำรวจก็ได้ควบคุมตัวผู้จัดการเหมืองไว้แล้ว

ซีพีอาร์ (CPR) มาจากคำเต็มว่า CARDIO-PULMONARY RESUSCITATION

คำว่า CARDIO หมายถึงหัวใจและ PUL-MONARY หมายถึงปอด และ RESUS-CITATION หมายถึงการทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา

การทำ CPR เป็นการผสมผสานกันระหว่างการผายปอดเพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในปอด และการกดบริเวณหน้าอกข้างซ้าย (ตำแหน่งหัวใจ) เพื่อให้หัวใจทำการหมุนเวียนเลือดที่มีออกซิเจน

การทำ CPR เป็นการช่วยชีวิตที่จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อผู้ทำการช่วยชีวิตผ่านการฝึกฝนมาแล้ว เพราะหากทำโดยไม่มีความรู้และไม่ผ่านการฝึกฝนมาก่อน จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้ เช่น กระดูกหัก หรือ หัวใจช้ำเพราะกดแรงไป ,ไม่นำเศษอาหารออกก่อนผายปอดทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ เป็นต้น

การช่วยชีวิตด้วยวิธีCPR จะใช้เมื่อ
- ไม่หายใจ
- ชีพจรหยุดเต้น
- ผู้ป่วยไม่ได้สติ
ดังนั้นหากไม่เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการ ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องทำ CPR เพราะจะก่อให้เกิดผลเสีย มากกว่าผลดี

การกดหน้าอกในขณะที่หัวใจของผู้ประสบอุบัติเหตุยังเต้นอยู่ เป็นสาเหตุให้หัวใจหยุดเต้นได้ และถ้าสงสัยว่าผู้ป่วยบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง ไม่ควรขยับศรีษะหรือคอของผู้บาดเจ็บ

ซีพีอาร์

ขั้นตอนการทำ CPR
1. ตรวจสอบผู้บาดเจ็บ ว่ามีสติหรือไม่ด้วยการสัมผัสผู้ป่วย หรือเขย่าเบาๆ ตะโกนถามว่า”คุณเป็นไงบ้าง”

2. ถ้าไม่มีการตอบสนอง ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น ติดต่อเรียกรถฉุกเฉินทันที ถ้าไม่มีใครให้ใช้โทรศัพท์ติดต่อโดยด่วน

3. จัดท่านอนผู้บาดเจ็บให้นอนหงายบนพื้น ลำตัวตรง (ระวังศรีษะและคอ ของผู้บาดเจ็บด้วย )

4. คลายเสื้อผ้าผู้บาดเจ็บถ้าจำเป็น (เพื่อสังเกตุการเคลื่อนไหวของหัวใจบริเวณหน้าอก และนวดหัวใจ)

5. เอาหูแนบบริเวณปากของผู้บาดเจ็บเพื่อฟังเสียงลมหายใจ พร้อมกันนั้นก็สังเกตุการเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้าอกผู้บาดเจ็บไปด้วย 5 วินาที

6. หากผู้บาดเจ็บไม่หายใจ ให้เริ่มต้นช่วยทำการหายใจ ด้วยการเงยศีรษะผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ใช้มือล้วงหาเศษอาหาร หรือฟันปลอมออกให้หมด จากนั้นปิดจมูกของผู้บาดเจ็บด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ใช้ปากประกบปากผู้ที่ต้องการการช่วยเหลือ แล้วเป่าลมช้าๆเข้าไปให้เต็มลมหายใจ 2 ครั้ง (หยุดระหว่างครั้ง เล็กน้อย)

7. ถ้าบริเวณหน้าอกผู้บาดเจ็บไม่ขยับขึ้น ให้จัดศัรษะใหม่ แล้วเป่าปากอีก 2 ครั้ง ถ้าบริเวณหน้าอกยังไม่ขยับ แสดงว่ามีการอุดตันของทางเดินหายใจ (ให้ล้วงสิ่งแปลกปลอมออกให้หมด)

8. ถ้าหน้าอกขยับ ให้วางนิ้วสองนิ้วที่ลำคอของผู้บาดเจ็บ (ข้างลูกกระเดือก) เพื่อตรวจสอบชีพจร 5-10 วินาที

9. ถ้าชีพจรเต้นครั้งแรก ให้เป่าปาก 1 ครั้ง ทุก 5 วินาที  , ตรวจสอบชีพจร 1 ครั้ง เมื่อเป่าปากถึง 12 ครั้ง

10. ถ้าผู้ประสบเหตุยังไม่มีชีพจร ให้เริ่มทำการปั๊มหัวใจ โดยวางส้นมือที่หน้าอกข้างซ้าย (ห่างจากบริเวณกระดูกซีโครงตรงกลางหน้าอก ชิ้นล่างสุด ประมาณ 2 นิ้ว) วางส้นมือของมืออีกข้างทับมือที่วางอยู่บริเวณอกผู้บาดเจ็บ กำนิ้วเข้าด้วยกันให้แน่น ตั้งข้อศอกให้ตรง ให้ไหล่อยู่ตรงกับมือที่ที่จะปั๊มหัวใจ ออกแรงกดลงไปที่หน้าอก ให้ึลึกประมาณ 2 นิ้ว ทำซ้ำ 15 ครั้ง (การกดหน้าอก เพื่อปั๊มหัวใจต้องทำอย่างนุ่มนวล เป็นจังหวะ และทำติดกันกันโดยไม่หยุด)

11. ผายปอดผู้บาดเจ็บ 2 ครั้ง และปั๊มหัวใจ 15 ครั้ง ทำซ้ำเช่นนี้ 4 รอบ

นับดังๆ ระหว่างที่ปั๊มหัวใจ อัตราความเร็วในการปั๊มหัวใจควรอยู่ที่ 80-100 ครั้ง ต่อนาที (นับทุกครั้งที่ปั๊มเป็นจังหวะดังนี้  “1 และ 2 และ 3 และ 4 และ 5……11 ,12 ,13 ,14 ,15″)

12. ตรวจสอบการเต้นของชีพจร 5-10 วินาที

13. ทำซ้ำ ตามขั้นตอนที่ 11 และ 12 จนกระทั่งชีพจรกลับมาเต้น และถ้าชีพจรกลับมาเต้น ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ 9

14. เมื่อชีพจร และการหายใจเข้าสู่ภาวะปกติ ให้รอการช่วยเหลือ เพือนำส่งโรงพยาบาล ระมัดระวังการเคลื่อนย้ายในกรณีที่มีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง

วันนี้หลานสาวผม โดนหมากัด ขณะที่กำลังขี่จักรยานเล่นอยู่หน้าบ้าน

โดนกัดที่บริเวณ ข้อพับของขาซ้าย อาการตามภาพเลยครับ

หมากัด

หลังจากโดนหมากัด ก็ใส่ยาแดงแล้วพาไปโรงพยาบาลทันที

ซึ่งหลานผมคนนี้ แม่ของน้องเขาบอกว่าเคยโดนหมากัดมาแล้ว และทำการฉีดวัคซีนมาแล้ว เมื่อ 2 ปีก่อน

ดังนั้น เมื่อถึงโรงพยาบาล ผมจึงได้ถามกับหมอว่า วัคซีนที่ฉีดไปยังมีผลคุ้มครองอยู่อีกหรือไม่ หมอบอกว่าถ้าเกิน 6 เดือนแล้ว ควรฉีดใหม่ แต่ถ้าไม่เกิน 6 เดือนอาจจะฉีดกระตุ้นแค่ 1 เข็มได้

ก็เป็นอันว่าต้องโดนฉีดยา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความรู้ถัดมาที่ได้จากแพทย์ คือ ไม่ควรใส่ยาแดง เพราะมีสารปรอท ควรทำการล้างน้ำฟอกสบู่แล้วส่งแพทย์ันทีโดยไม่ต้องใส่ยาแดง เพราะหมอต้องล้างยาแดงอยู่ดี (ขอโทษด้วยคับ หมอ)

สำหรับวันนี้ หลานผมก็โดนฉีดยาไป 2 เข็ม (ที่แขนข้างขวา และซ้าย อย่างละเข็ม)

โดยหลังจากนี้ ยังมีนัดต้องพาไปฉีดยาอีก 3 ครั้ง ซึ่งหมอบอกว่าห้ามผิดนัด ถ้าผิดนัดต้องเริ่มฉีดยาใหม่

เมื่อฉีดยาเสร็จหมอจ่ายยาให้ เป็นยาน้ำป้องกันการติดเชื้อ 2 ขวด (เป็นยาชนิดเดียวกัน แต่ขวดแรกผสมน้ำแล้ว ขวดที่สองยังไม่ผสมน้ำ รอทานยาขวดแรกหมดก่อน หลังจากนั้นหมอบอกว่าให้ผสมน้ำต้มสุกลงในขวดยาที่สองแล้วรับประทานต่อจนหมด)

ก็เป็นคราวเคราะห์ของเด็กดื้อ ที่ห้ามแล้วไม่ให้ออกไปขี่จักรยานเล่น ก็ยังแอบหนีออกไป คราวนี้หวังว่าคงจะเชื่อฟังมากขึ้น