Friday, April 30th, 2010 at
12:00 pm
สิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ผงดินทราย เศษเหล็ก สะเก็ดปูน เศษไม้เล็กๆ แมลง เป็นต้น เมื่อเข้าตาจะทำให้มีอาการเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดง และอาจติดเชื้ออักเสบเป็นหนองได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้กลายเป็นแผลที่กระจกตา หรือเชื้อโรคอาจลุกลามเข้าไปในลูกตา ทำให้ลูกตาอักเสบทั่วไป

การช่วยเหลือ
ล้างตาด้วยวิธีน้ำไหล (flowing water) มีวิธีทำที่ง่ายที่สุด คือ ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงหน้าไปทางฝั่งที่ต้องการจะล้างตา (จะล้างตาขวา ก็นอนตะแคงขวา) แล้วค่อยๆเทน้ำสะอาดจากแก้วลงที่หัวตาผู้ป่วยช้าๆ และนุ่มนวล ให้ปากแก้วห่างจากหัวตาประมาณ 1.5 นิ้ว หลังจากล้างตาให้แล้ว ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังไม่ออกให้ใช้อีกวิธีหนึ่ง คือ วิธีเขี่ย ซึ่งมีวิธีการดังนี้
ที่หนังตาบน (uper eye lid) ให้จับหนังตาบนด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ แล้วพับหนังตาขึ้นโดยใช้ไม้พันสำลีกด ก่อนที่จะกดไม้พันสำลีต้องบอกให้ผู้ป่วยมองต่ำ แล้วจึงพลิกหนังตาขึ้น วิธีนี้ทำให้ มองเห็นว่าผิวของเปลือกตาบนและผิวของดวงตามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีให้ใช้มุมผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆและบางๆเขี่ยออก
ที่หนังตาล่าง (lower eye lid) กดหนังตาล่างด้วยนิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้แล้วดึงลงข้างล่าง พร้อมบอกให้ผู้ป่วยเหลือบตามองสูง วิธีนี้จะทำให้มองเห็นว่าผิวเปลือกตาล่าง และผิวดวงตามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีให้ใช้มุมผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆและบางๆเขี่ยออก เช่นเดียวกัน
ถ้าปฏิบัติโดยวิธีดังกล่าวแล้ว สิ่งแปลกปลอมยังไม่ออก ควรปิดตาผู้ป่วยทั้งสองข้างอย่างหลวมๆ ด้วยผ้าที่บางและเบา (เพราะตาทั้งสองข้างทำงานไปพร้อมๆกัน จึงต้องปิดสองข้าง) จากนั้นนำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป
และถ้าสิ่งแปลกปลอมมีขนาดใหญ่ปักค้างอยู่ที่ดวงตาหรือที่เนื้อเยื่ออ่อนรอบๆตา ผู้ปฐมพยาบาลไม่ควรพยายามดึงออก แต่ควรปฏิบัติตามที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยพยายามให้สิ่งแปลกปลอมอยู่ให้นิ่งที่สุด (ปิดตาเพื่อไม่ให้ผู้บาดเจ็บขยับดวงตา) การบาดเจ็บรุนแรงเช่นนี้ทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นการดูแลรักษาทุกขั้นตอนจะต้องทำด้วยความมั่นใจและถูกต้องที่สุด
Thursday, April 29th, 2010 at
2:19 pm
คนที่ถูกแมงป่องต่อยจะมีอาการ ไม่เหมือนกัน อาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุ์ จำนวนพิษ อายุของแมงป่อง น้ำหนักและการแพ้ของคนที่ถูกแมงป่องต่อย โดยทั่วๆไป คนที่ถูกต่อยจะมีอาการปวดบวมขึ้นมาทันที บางรายที่แพ้มากอาจปวดเป็นชั่วโมงได้ และในรายที่มีอาการรุนแรงจะปวดมาก คันและมีกล้ามเนื้อกระตุก อาเจียน ชัก มีน้ำลายฟูมปาก กระหายน้ำมาก ในรายที่ถึงแก่กรรมเป็นเพราะมีน้ำคั่งในปอดและเป็นอัมพาตที่ระบบหัวใจ

การปฐมพยาบาลเมื่อแมงป่องต่อย
ในรายที่ไม่รุนแรง ล้างบริเวณที่ถูกต่อยด้วยน้ำและสบู่ เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ จากนั้นทาด้วยแอนตี้ ฮิสตามีน ครีม (antihistamine cream)
ถ้าถูกแมงป่องพันธุ์ที่มีพิษมากต่อย จะมีอาการรุนแรง ให้ใช้สายรัด รัดเหนือแผลทันที แล้วพ่นบริเวณที่ถูกต่อยด้วย เอธิล คลอไรด์ (ethyl chloride) เพื่อลดอาการปวด คอยสังเกตุอาการ ถ้ามีอาการผิดปกติ หรือ รุนแรงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
Thursday, April 29th, 2010 at
1:35 pm
การห้ามเลือด หมายถึง การลดการสูญเสียเลือดไปจากร่างกายทางบาดแผล มีหลายวิธีด้วยกัน
1. การยกอวัยวะที่มีบาดแผลให้สุงกว่าระดับหัวใจ
เป็นการห้ามเลือดโดยการลดแรงการไหลเวียนของเลือดให้ช้าลง ลดปริมาณการเสียเลือดของบาดแผลขณะเดียวกันให้ใช้ผ้าสะอาดวางทับลงบนบาดแผล และใช้ผ้าพันรัดให้แน่นพอควรเลือดก็หยุด วิธีนี้ใช้ในกรณีที่เลือดออกไม่มากนัก
2. การกดบนบาดแผลโดยตรง
ใช้ในกรณีที่มีเลือดไหลรินจากบาดแผลตลอดเวลา ทำการห้ามเลือดโดยการใช้นิ้วมือกดลงบนบาดแผลโดยตรง หรือใช้ผ้าสะอาดปิดปากแผลกดลงโดยตรง เมื่อเลือดไหลซึมช้าลงให้ใช้ผ้าสะอาดอีกผืน ปิดทับลงบนผ้าปิดแผลเดิม และใช้ผ้าพันรัดบาดแผลให้แน่นพอควร ถ้ามีเลือดชุ่มออกมาให้เห็นให้เปลี่ยนเฉพาะผ้าปิดแผลผืนนอก เพราะถ้าเอาผ้าชิ้นแรกออกด้วย อาจทำให้ปากแผลแยกจากกันง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้เลือดออกเพิ่มขึ้นได้
3. การใช้แรงกดบนหลอดเลือดแดงใหญ่
ในกรณีที่ห้ามเลือดโดยกดที่บาดแผลโดยตรงและยกอวัยวะให้สูงขึ้นแล้วไม่ได้ผล อาจใช้แรงกดบนเส้นเลือดแดงใหญ่ ในตำแหน่งระหว่างบดแผลกับหัวใจ การกดโดยใช้แรงนิ้วมือกดลงบนหลอดเลือดแดงกับกระดูก
4. การใช้สายรัดห้ามเลือด หรือ วิธีขันเชนาะ
เป็นวิธีห้ามเลือดวิธีสุดท้ายในกรณีที่ห้ามเลือดด้วยวิธีอื่นๆข้างต้นแล้วไม่สามารถหยุดการเสียเลือดได้ ทั้งนี้เพราะว่าการห้ามเลือดวิธีนี้ ถ้าทำไม่ถูกวิธี เช่น รัดแน่น หรือ นานเกิน 6-8 ชั่วโมง อวัยวะที่ต่ำกว่าบริเวณที่รัดไว้อาจขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อตายได้ วิธีขันเชนาะมีดังนี้
4.1) หุ้มบริเวณที่รัดด้วยผ้า เพื่อป้องกันการเจ็บปวดจากการรัด หรือเกิดแผลที่ผิวหนังตามรอยรัดได้
4.2) ใช้เชือก สายยาง ผ้าเช็ดหน้า หรือ เนคไท รัดเหนือบาดแผล ไม่ควรให้ชิดบาดแผลเเกินไป การขันเชนาะทำได้ดังนี้
- รัดเหนือแผลให้แน่น 2 รอบ แล้วผูก 1 ครั้ง
- ใช้ไม้ที่แข็งแรง เช่น ตะเกียบ ดินสอ ปากกา ฯลฯ วางลงและผูกซ้ำอีกครั้ง
- หมุนไม้ เพื่อรัดให้แน่นจนเลือดหยุดไหล
- ผูกปลายไม้อีกด้าน มัดกับแขนเพื่อให้ไม้อยู่กับที่
4.3) ไม่รัดแน่นหรือหลวมเกินไป โดยรัดให้แน่นพอที่เลือดจะหยุดไหลออกจากแผล
4.4) เมื่อรัดเหนือบาดแผลแล้ว ให้ยกปลายแขนหรือปลายขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยลดการไหลเวียนของเลือดมาที่แผลให้น้อยลง
4.5) คลายรัดทุก 15-30 นาที โดยคลายนาน 1/2 – 1 นาที ถ้ายังมีเลือดออก อาจคลายเพียง 1-3 วินาที
4.6) ภายหลังการห้ามเลือด รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
Thursday, April 29th, 2010 at
10:10 am
เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไปสามารถแยกประเภทตามการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด ซึ่งกำหนดโดยมาตรฐาน IEC 60536 ได้ดังนี้
1. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท O คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเพียงฉนวนมูลฐาน และไม่สามารถที่จะต่อสายดินเข้ากับส่วนของเปลือกที่เป็นโลหะได้
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท OI คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉนวนมูลฐานเป็นอย่างน้อยและมีขั้วสำหรับการต่อสายดินที่เปลือกโลหะไว้แล้ว (สัญลักษณ์
) แต่ใช้สายไฟฟ้าและเต้าเสียบที่ไม่มีสายดิน
3. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท I คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นอกเหนือจากมีฉนวนมูลฐานแล้วยังมีการป้องกันไฟฟ้าดูดด้วยการต่อสายดินจากส่วนที่เป็นเปลือกโลหะให้ลงดินเข้ากับสายดินของการติดตั้งทางไฟฟ้า
4. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท II คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ฉนวนสองชั้น หรือฉนวนเสริม โดยไม่ต้องมีการต่อสายดิน เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้มักใช้สัญลักษณ์ 
5. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท III คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำพิเศษขั้นปลอดภัย (Safety Extra-low voltage, SELV) ซึ่งมีแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับไม่เกิน 50 โวลต์ โดยจะต้องจ่ายผ่านหม้อแปลงนิรภัยชนิดแยกขดลวด เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ต้องมีสายดิน สัญลักษณ์ที่มักใช้คือ 
+++
ข้างต้นก็เป็นความรู้ด้านไฟฟ้าครับ ซึ่งการที่เราเข้าใจมาตรฐานของเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบต่างๆ ก็จะทำให้เราสามารถเลือกวิธีป้องกันอันตรายจากอุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
ที่มาของข้อมูล : หนังสือการตรวจความปลอดภัย ระบบไฟฟ้า
Thursday, April 29th, 2010 at
9:09 am

1. สลิงอ่อนชนิดกลม เปลือกนอกมีรอยฉีกขาด หรือชำรุดหรือไม่ ถ้ามีเกิน 10% ของเส้นสลิง ควรเลิกใช้
2. สลิงอ่อนชนิดแบน พลิกดูทั้งสองด้านตลอดทั้งเส้น ถ้าชำรุดเกิน 10% ควรเลิกใช้
3. สลิงอ่อนชนิดแบน ถ้ามีรอยตัดขาดในแนวขวาง ซ่อมไม่ได้
4. วัดความยาวสลิงอ่อน ทุกๆ 6 เดือน ว่าจุดยืดตัว (Elasticity) ต้องไม่เกิน 8-12% ของความยาวปกติ
5. ควรเก็บขึ้นในลักษณะแขวน
6. ห้องเก็บ ห่างจากความร้อนและสะเก็ดไฟ
7. เมื่อโดนด่างเข้มข้น ควรล้างออกด้วยน้ำเย็นทันที
Tuesday, April 27th, 2010 at
7:51 pm

ในวันที่ 28 เมษายนของทุกปีเป็นวันที่ องค์การแรงงานนานาชาติ(the International Labour Organization) หรือ ILO กำหนดให้เป็นวันแห่งความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงาน (World Day for Safety and Health at Work)
สำหรับวันแห่งความปลอดภัยฯ นี้ ถูกเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีจุดมุ่งหมายในการป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยในสถานประกอบการ
สำหรับปีนี้วันแห่งความปลอดภัยถูกกำหนดให้อยู่ในแนวคิด “ความเสี่ยงฉุกเฉินและรูปแบบในในการป้องกัน สำหรับการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงาน” (”Emerging risks and new patterns of prevention in a changing world of work”)
ภายใต้แนวคิดดังกล่าวจะมุ่งเน้นความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน และรูปแบบใหม่สำหรับความปลอดภัยในการทำงานและหลักการปฏิบัติด้านสุขภาพ
++
ผมเห็นด้วยครับว่า ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆในการทำงานที่เกิดขึ้น แนวทางสำหรับความปลอดภัยในการทำงานและเรื่องสุขภาพจำเป็นต้องมีการพัฒนาควบคู่ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป
ยังไงไปติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บบอร์ดนะครับ : Safety Day
Tuesday, April 27th, 2010 at
6:54 pm

1. ห้ามใช้รับน้ำหนักเกินกำหนดที่สลิงลวดขนาดนั้นๆ จะสามารถรับได้
2. ขณะทำการยกอย่าให้เกิดการกระชากกระทันหัน ดึงสลิงขึ้นช้าๆ ค่อยๆเพิ่มแรงดึง
3. ระวังไม่ให้สลิงไปเกี่ยวของมีคม หรือกระทบชนกับมุม หรือขอบต่างๆ
4. การขนย้ายสลิง ห้ามใช้วิธีโยนสลิง
5. เก็บลวดสลิงในที่สะอาดและมีความชื้นน้อย
6. ใช้ขนาดของโรลเก็บสลิง และรอกให้พอดีกับขนาดของสลิง
7. หลีกเลี่ยงการหักมุมของลวดสลิง
8. ล้างด้วยน้ำมันใส และชโลมด้วยจารบีสำหรับลวดสลิง อย่างสม่ำเสมอ
Monday, April 26th, 2010 at
7:56 pm
การมีไข้ (Fever หรือ Pyrexia)
เป็นสภวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส อาจเกิดขึ้นจากการที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน มีความผิดปกติในเนื้อสมอง เช่น มีเนื้องอก การผ่าตัดสมอง ร่างกายขาดน้ำ หรือเกิดจากสารพิษไปรบกวนการทำงานของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง แต่โดยทั่วไปมักเกิดอาการนี้จากการติดเชื้อต่างๆ นอกจากนี้ไข้อาจเกิดจากการได้รับยา หรือสารเคมีบางอย่าง
ลมแดด (Heat Stroke) และ การเป็นลม (Heat Syncope)
เกิดขึ้นในภาวะที่ร่างกายต้องเผชิญกับอากาศร้อน เป็นเวลานาน ความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่อยู่ในสมองจะลดลง และห่างมีอุณห๓มิในความชื้นสัมพัทธ์สูง จะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 41 – 42 องศา เซลเซียส ถ้าไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิลง บุคคลนั้นจะมีอาการของลดแดด คือ มีอาการมึนงง คลื่นไส้ บางครั้งเพ้อ อาจมีอาการไม่รู้สึกตัว และโคม่าในเวลาต่อมา หากยังไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชึวิตได้ ซึ่งเกิดภาวะช็อก (Shock) เพราะเสียน้ำและเกลือแร่ที่สำคัญทางเหงื่อ
การเป็นลม (Fainting หรือ Heat Syncope)
เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง มีสาเหตุมาจากการที่หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัวมากหลายแห่ง มักพบร่วมกับการมีความดันต่ำในท่ายืน คนที่มีความไวต่อยานอนหลับและยากล่อมประสาท เพราะขณะใช้ยา หลอดเลือดจะขยายตัวมากกว่าปกติ ความดันโลหิตจะต่ำ อัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลง คนกลุ่มนี้จึงมีโอกาสเป็นลมได้ง่าย
การอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion)
เกิดขึ้นจากระบบหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เต็มที่
การขาดน้ำ (Dehydration)
การสูญเสียเหงื่อ เป็นการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายไปมาก รู้สึกกระหายน้ำ ผิวหนังแห้ง รู้สึกไม่สบาย นอกจากนี้ ยังพบอาการอื่นๆ เช่น อาการผดผื่นขึ้นตามผิวหนัง เป็นต้น
ตะคริวเนื่องจากความร้อน (Heat Cramp)
เกิดจากร่างกายสูญเสียเกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ขาดเกลือแร่ที่จะไปควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อไม่สมดุลกัน
Friday, April 23rd, 2010 at
9:51 pm

การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดบการขับเหงื่อออกจากร่างกาย เพื่อต้องการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับความร้อนมากเกินไป เมื่ออากาศร้อนอัตราการขับเหงื่อจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (1.5 – 4.0 ลิตรต่อชั่วโมง) คนที่อาศัยในเขตร้อนจะมีต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก การขับเหงื่อออกจากร่างกายนอกจากเป็นการระบาย ความร้อนแล้วในขณะเดียวกันร่างกายก็สูญเสียน้ำ ยูเรีย กรดแลคติค และแร่ธาตุที่สำคัญบางชนิดออกไปต้วย เช่น โซเดียม โปแตสเซียม และคลอไรด์ เป็นต้น
คววมผิดปกติที่เกิดจากการมีอุณหภูมิสูง เมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 41 องศาเซลเซียส จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เซลล์ประสาทบางส่วนในระบบประสาทส่วนกลางจะถูกทำลายอย่างถาวร และถ้ายังได้รับความร้อนเพิ่มขี้นอีกศูนยควบคุม อุณหภูมิทั้อยู่ในสมองจะเสียไป ไม่สามารถระบายความร้อนออก จะทำให้เกิดความรู้สึกมึนงงและ อาจเกิดอาการชักอย่างรุนแรงได้ (severe convulsion) ซึ่งอาจช่วยลดอุณหภมิโดยการเช็ดตัวด้วยน้ำผสมแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ป็นอุณหภูมสูงสุดที่คนจะทนอยู่ได้ หากไม่ได้ช่วยลดความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ เขลล์ทั่วไปจะถูกทำลายและ อาจถึงแก่ชีวิตได้
ในภาวะที่ร่างกายต้องสัมผัสกับความร้อนเป็นระยะเวลานาน อาจพบอาการต่างๆได้แก่
การมีไข้
ลมแดด
การเป็นลม
การอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน
การขาดน้ำ
ตะคริวเนื่องจากความร้อน เป็นต้น
ที่มา : คู่มือการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดถัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
Friday, April 23rd, 2010 at
11:56 am

อุบัติเหตุที่เห็นในภาพเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ปีที่แล้ว (สงกรานต์พอดี)
เหตุเกิดที่โรงจอดรถใกล้หอพัก ซึ่งผมได้เช่าไว้จอดรถ เนื่องจากที่หอพักไม่มีที่จอดรถ (แถวมาบตาพุด) ซึ่งแต่ละช่องสำหรับจอดรถ ก็จะมีเสาปูนกั้น เหมือนในภาพ
โดยปกติแล้วก็จอดอยู่ประจำ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อจอดประจำทุกวัน ความเร็วในการนำรถเข้าจอดในช่องจอดรถก็เพิ่มขึ้นทุกวัน (แบบว่ามั่นใจ)
เมื่อความประมาทเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง ขณะที่นำรถเข้าจอดอย่างมั่นใจ ด้วยการตีโค้งซ้ายเข้าจอดโดยไม่เบรก ขอบรถประตูหลังฝั่งซ้ายก็ขูดกับเสาปูนเข้าเต็มๆ เสียงดังครืดๆ
ผลที่เกิดขึ้นก็ตามภาพครับ เป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยมีคู่กรณี คือ เสาปูน
ปล. วิเคราะห์สาเหตุวิบัติเหตุแล้ว เกิดจากเสาปูนไม่ยอมหลบ 555