Friday, April 23rd, 2010 at
10:25 am
คนงานชาวสหรัฐอเมริกา ยังคงหายไป ภายหลังเหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมันระเบิด ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันทรานโอเชี่ยน(Transocean) ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งหลุยเซียนา(Louisiana) นอกจากนี้ ยังมี 17 คนที่ได้รับบาดเจ็บ
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของชายฝั่งทะเลสหรัฐได้นำเฮลิคอปเตอร์ออกค้นหาผู้ที่หายไป สำหรับสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุยังรอการสอบสวนต่อไป
Thursday, April 22nd, 2010 at
8:21 am

วันนี้ (22 เมษายน 2553) เป็นวันครบรอบ 10 ปี วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day
สำหรับวันคุ้มครองโลก เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ ประกาศไว้ ตั้งแต่ 22 เมษายน พ.ศ. 2543 ให้ทุกๆวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี เป็นวันที่ทุกคนจะร่วมกันระลึกถึงสิ่งแวดล้อมของโลก
สำหรับรายละเอียดของวันนี้เข้าไปอ่านกันได้ที่ วันคุ้มครองโลก
ปัจจุบันมนุษย์เริ่มที่จะใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลังจากรู้ว่าหากมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมก็จะกลับมาทำลายมนุษย์เช่นกัน พลังงานสะอาดต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ , พลังงานลม ถูกนำมาใช้มากขึ้น แต่ด้วยต้นทุนที่แพง ทำให้การใช้งานพลังงานเหล่านี้ยังไม่แพร่หลาย
ลำพังคนเพียงคนเดียว คงไม่สามารถทำสิ่งแวดล้อมของโลกให้ดีขึ้น แต่หากเราทุกคนร่วมมือกัน ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน หรือ ที่ทำงาน โลกเราก็คงจะสดใสขึ้น
Tuesday, April 20th, 2010 at
11:29 am

มีผู้ปฏิบัติงานหลายท่าน ที่เมื่อปิดสวิทซ์การทำงานของเครื่องจักร หรือเครื่องมือในการทำงาน แล้ว มักจะใช้มือเข้าไปหยุดการทำงานของเครื่องจักร (ไม่รู้ทำไมใจร้อนขนาดนั้น ปล่อยไว้แป๊บเดียวเครื่องจักร ก็หยุดหมุนแล้ว)
การกระทำแบบนี้อาจจะไม่ได้เกิดการบาดเจ็บทุกๆครั้ง แต่ก็ไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับอุบัติเหตุ ยกตัวอย่าง เช่น การใช้มือเปล่าจับดอกสว่านที่ยังหมุนอยู่หลังจากปิดสวิทซ์ทำงานแล้ว หากมือไปจับโดนส่วนที่คม ก็ทำให้มือโดนบาดได้
ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาจจะมีช่องที่นิ้วสามารถเข้าไปได้ ซึ่งหากนิ้วติดเข้าไป ก็นึกเอาเองละกันครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ดังนั้น ปล่อยให้เครื่องจักร หรือเครื่องมือต่างๆ หยุดหมุนด้วยตัวของมันเองแหละครับ ดีที่สุดแล้ว
Tuesday, April 20th, 2010 at
11:03 am

การเหวี่ยงค้อนในขณะที่มือเปื้อนน้ำมัน เป็นการกระทำที่ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้
การใช้ค้อนในขณะที่มือเปื้อนคราบน้ำมันจะทำให้มือลื่น ซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะต้องใช้แรงมากกว่าปกติในการถือค้อน ด้วยเหตุนี้ทำให้มือของผู้ปฏิบัติงานเกิดความเมื่อยล้าได้มากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ค้อนลื่นหลุดมือ , ตีค้อนผิดเป้าหมาย(โดนนิ้วมือ) เป็นต้น
++
แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับความปลอดภัยแล้ว เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยก็ไม่ควรมองข้าม และควรที่จะหาทางป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อน
เจอค้อนแบบในภาพข้างล่างหลุดมือ อย่ามาหาว่าผมไม่ได้เตือนนะครับ

Monday, April 19th, 2010 at
6:39 pm
องค์กรการเดินเรือนานาชาติ ได้ประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไป เรือที่เดินทางผ่านทะเลแคริบเบียน จะถูกห้ามทิ้งของเสียลงทะเล
ทะเลแคริบเบียนเป็นทะเลเป็นทะเลแห่งที่หก ที่มีการนำมาตรการห้ามทิ้งของเสียลงทะเลมาใช้ เช่นเดียวกับ ทะเล Baltic , ทะเลเหนือ, the Antarctic area, the Gulf region และ ทะเล Mediterranean.
ภายใต้มาตรการนี้ เรือจะถูกห้ามทิ้งน้ำมัน ,น้ำเสีย ,ขยะ และของเหลวมีพิษลงทะเล
ทะเลแคริบเบียน เป็นทะเลที่มีการเดินเรือมากที่สุดในโลก (มีเรือเดินทางผ่านทะเลแคริบเบียนปีละ ประมาณ 50,000ลำ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 14.5 ล้านคน )
การทิ้งขยะลงทะเลแคริบเบียนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชาวประมงอย่างมาก จึงเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งที่มีมาตรการเช่นนี้ออกมา
(หวังว่าคงไม่มาทิ้งแถวๆประเทศไทยแทน 555)
Monday, April 19th, 2010 at
1:01 pm

วันนี้บังเอิญไปเห็นรถสองแถวคันนึงอยู่บนรางรถไฟ ตอนแรกเห็นไกลๆก็สงสัยว่าขึ้นไปข้างบนได้ยังไง พอไปดูใกล้จึงรู้ว่าเป็นรถรางที่ทำออกมาคล้ายรถสองแถว
คงเป็นรถสำหรับเจ้าหน้าที่รถไฟ ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเมื่อก่อนผมมักจะเห็นเจ้าหน้าที่รถไฟใช้รถที่วิ่งบนราง เป็นรถเล็กๆ คล้ายแพติดล้อวิ่งไปตามรางรถไฟ เปลี่ยนมาใช้แบบนี้ก็ดีครับ ปลอดภัยขึ้น
สำหรับเส้นทางการเดินทางใกล้ๆ ผมว่าถ้าการรถไฟ จะนำรถแบบนี้ออกมาบริการประชาชนก็น่าจะดีนะครับ เพราะหลายครั้งที่เห็นรถขบวนยาวๆ แต่มีคนขึ้นไม่เยอะ ไม่น่าจะคุ้มทุนในการวิ่งแต่ละเที่ยว
Sunday, April 18th, 2010 at
6:22 pm
วิธีการสวมหน้ากากชนิดไม่ต้องบำรุงรักษา

หน้ากากนิรภัยชนิดไม่ต้องบำรุงรักษา มี 5 ขั้นตอน
1. หงายหน้ากากขึ้น ให้สายรัดทั้งสองเส้นตกห้อยอย่างอิสระ สอดมือซ้ายรอดสายคล้้องทั้งสอง
2. ประกบหน้ากากเข้ากับใบหน้า ให้ส่วนล่างคลุมคาง และแถบอลูมิเนียมอยู่บนสันจมูก ดึงสายรัดเส้นบนไปด้านหลังศีรษะ โดยพาดเฉียงเหนือใบหู
3. จากนั้นดึงสายรัดเส้นล่างไปรัดบริเวณต้นคอ จัดสายรัดให้เรียบร้อย
4. ใช้นิ้วทั้งสองรีดแถบอลูมิเนียมให้แนบกับสันจมูก
5. ตรวจสอบความแนบสนิทโดยใช้มือทั้งสองข้างโอบรอบหน้ากาก หายใจออกแรงกว่าปกติเล็กน้อย ถ้ามีอากาศรั่วไหลที่ขอบหน้ากาก ให้รีดแถบอลูมิเนียมหรือปรับตำแหน่งของหน้ากากใหม่
วิธีการสวมหน้ากากชนิดปรับสายรัดได้ (รุ่น 8514 )


1. สอดสายรัดทั้งสองเส้น เข้าไปในแผ่นควบคุมสายรัด
2. ประกบหน้ากากเข้ากับใบหน้า ให้ส่วนล่างคลุมคางและแถบอลูมิเนียมอยู่บนสันจมูก ดึงสายรัดเส้นล่างไปรัดระดับต้นคอ จากนั้นดึงสายรัดเส้นบนพาดเฉียงเหนือใบหู
3. ปรับความแนบสนิทของสายรัดโดยการดึงเข้าหาตัว
4. ลดความแน่นของสายรัดได้ โดยการดันที่ด้านหลังของแผ่นควบคุมสายรัด
5. ใช้นิ้วทั้งสองรีดแถบอลูมิเนียมให้แนบสนิทกับสันจมูก
6. ตรวจสอบความแนบสนิทโดยใช้มือทั้งสองข้างโอบรอบหน้ากาก หายใจออกแรงกว่าปกติเล็กน้อย ถ้ามีอากาศรั่วไหลที่ขอบหน้ากาก ให้ปรับตำแหน่งของหน้ากากใหม่
วิธีการสวมหน้ากากชนิดไส้กรองคู่

1. สวมหน้ากากคลุมจมูก ปาก และคาง โดยให้ห่วงพลาสติกของสายรัดเส้นบนครอบอยู่บนกระหม่อม
2. ดึงสายรัดเส้นล่างทั้งสองเส้นไปเกี่ยวกันด้านหลังของลำคอ
3. ปรับความแนบสนิท โดยดึงที่ปลายสายรัดด้านบน ให้หน้ากากสัมผัสกับผิวหน้า (อย่าให้แน่นเกินไป)
4. จากนั้นจึงดึงปลายสายรัดด้านหลัง
5. ตรวจสอบความแนบสนิทโดยใช้อุ้งมือ ปิดลิ้นระบายอากาศออก (อย่ากด) หายใจออกแรงกว่าปกติเล็กน้อย ถ้ามีอากาศรั่วไหล ให้ปรับตำแหน่งของหน้ากาก และ/หรือ ปรับความตึงของสายรัด จากนั้นตรวจสอบความแนบสนิทอีกครั้ง
วิธีการสวมหน้ากากชนิดไส้กรองเดี่ยว

1. วางห่วงครอบศีรษะบนกระหม่อม ให้มุมแหลมของหน้ากากอยู่บนจมูกและด้านล่างคลุมคาง
2. ดึงปลายสายรัดทั้งสองไปด้านหลัง เกี่ยวห่วงล็อคพลาสติกที่บริเวณต้นคอ
3. ดึงปลายสายรัดทั้งสอง เพื่อให้หน้ากากอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและแนบสนิทพอดีกับใบหน้า แต่อย่ารีดแน่นจนเกินไป
4. ตรวจสอบความแนบสนิท โดยใช้อุ้งมือปิดคลุมผิวหน้าของตลับกรองให้มิดชิด หายใจเข้าลึกๆอย่างช้าๆ ถ้ามีอากาศรั่วไหลเข้าทางขอบหน้ากาก ให้ปรับตำแหน่งของหน้ากากและ/หรือปรับความตึงของสายรัดใหม่ จากนั้นตรวจสอบความแนบสนิทใหม่อีกครั้ง
ที่มา : แผ่นพับของบริษัท 3M เรื่องหน้ากากนิรภัย
Sunday, April 18th, 2010 at
4:54 pm
อะเซทิลีน (C2 H2)
ค่าคงที่ทางกายภาพ (Physical Constants)
มวลโมเลกุล 26.038
ความหนาแน่นที่ 0 ◦c 1.171 kg/m3
ปริมาตรจำเพาะที่ 15 ◦c 0.903 m3/kg
ให้ความร้อนสูง 3100 ◦c
คุณสมบัติทั่วไป
อะเซทิลีนเป็นก๊าซที่มีความไวไฟมาก ไม่มีสี มีกลิ่น (ฉุนคล้ายกระเทียม) จากคุณสมบัติของอะเซทิลีนที่มีความสามารถละลายได้ดีในอะซิโตน (300:1 โดยปริมาตรที่ 175 PSI ) ทำให้เราสามารถจัดจำหน่ายอะเซทิลีน โดยอาศัยอะซิโตนได้ ดังนั้นในท่อก๊าซอะเซทิลีนจึงบรรจุวัสดุซึมซับที่สามาร ถจับสารละลายอะซิโตนไว้อยู่ภายใน ซึ่งทำให้ท่อก๊าซอะเซทิลีนแตกต่างไปจากท่อก๊าซทั่วไป
ก๊าซอะเซทิลีนใช้ป็นก๊าซเชื้อเพลิงด้วยการผสมอ๊อกซิเจน/อะเซทิลีน (Oxy-acetylene welding) ใช้ในงานตัด (Cutting), งานเซาะร่อง(Gouging), งานเชื่อม (Welding) , การเผาให้ความร้อน ,งานทำความสะอาดด้วยเปลวไฟ ,เคลือบผิวแข็งที่ผิวหน้าโลหะ (Surface Hardening) , ปัดเป่าผงฝุ่นจากโลหะ และอีกหลายกระบวนการ
นอกจากนี้ ยังใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับอุปกรณ์ที่เรียกว่า “atomic absorbtion” และใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรม และยังเป็นสารประกอบทางเคมีของสารเคมีต่างๆ อาทิ ไวนีลคลอไรด์ไวนีล อะซีเตรด และทรีคลอรีไทสัน
ข้อควรระวังในการใช้อะเซทิลีน
อะซิเทลีนในสถานะก๊าซภายใต้ความดัน อาจเกิดการระเบิดขึ้นได้ ดังนั้น
- อย่าใช้ก๊าซอะเซทิลีนอิสระที่ความดันในการใช้งานนอกท่อก๊าซเกิน 15 psi
- อย่าใช้ก๊าซอะเซทิลีนโดยตรงกับทองแดงที่ไม่มีอัลลอยผสมอยู่ เพราะมีความเสี่ยงต่อการระเบิดจากผลของปฏิกิริยา “อะเซทีไลต์” (Acetylide)
- เมื่อปฏิบัติงานกับก๊าซอะเซทิลีนควรตั้งท่อก๊าซไว้ทุกครั้ง
ข้อมูลจาก : แผ่นพับบริษัท tig
Saturday, April 17th, 2010 at
9:33 am

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศจีน ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดนรายงานล่าสุด คือ 1,144 คน
นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 11,744 คน โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บ มีผู้ที่อาการสาหัสถึง 1,192 คน
ขณะนี้คาดว่ายังมีผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคารอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยก็เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่
เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนับ 1,000 คน ต้องต่อสู้กับอาการป่วย และอากาศที่หนาวเย็น เพื่อเร่งเวลาในการช่วยผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคารให้เร็วที่สุด เพราะเป็นที่ทราบกันดีในระดับสากลว่า ผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคารจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 72 ชั่วโมง ถ้าผ่านเวลานี้ไปแล้ว ก็ยากที่จะมีผู้รอดชีวิต
Friday, April 16th, 2010 at
10:25 am

หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเลี้ยงร่างกาย โดยอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ตัวกล้ามเนื้อหัวใจเองนั้นต้องอาศัยเลือดไปเลี้ยงเช่นกัน โดยผ่านทางหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจที่มีชื่อว่า “โคโรนารี่”
โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลง หรือไม่มีเลย เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หากรุนแรง ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วนได้
การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหลอดเลือดแข็งตัว เนื่องจากมีไขมันสะสมในผนังด้านในของหลอดเลือด เป็นผลให้เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจจึงได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดมีอาการอย่างไร ?
อาการที่สำคัญของภาวะโรคหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะออกแรง พักแล้วดีขึ้น โดยจะรู้สึกแน่นๆ อึดอัดบริเวณกลางหน้าอก หรือค่อนมาทางซ้าย เจ็บลึกๆ หายใจไม่สะดวก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจากแน่นบริเวณหน้าอกแล้ว ยังเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือคอ
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ ?
หากท่านมีอาการต่างๆเหล่านี้ เรียกว่าท่านมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ โอกาสเกิดโรคมากขึ้นตามปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
- เพศชาย หรือ เพศหญิงในวัยหมดประจำเดือน
- ประวัติครอบครัวมีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- การสูบบุหรี่
- ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ปัจจัยอื่นๆที่ส่งเสริมโรคนี้เช่นกัน เช่น ความอ้วน ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง
ตรวจอย่างไรจึงจะทราบว่าเป็นโรคนี้ ?
แพทย์จะซักประวัติโดยละเอียด ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้าขณะพักนั้น บ่อยครั้งที่ให้ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยยโรค แพทย์จะแนะนำให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังเพิ่มเติม เรียกว่า “Exercise Stress Test”
รักษาอย่างไร ?
แนวทางการรักษาที่สำคัญมี 3 ประการ คือ รักษาด้วยยา รักษาโดยการขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลผ่านได้มากขึ้นโดยอาจใช้ลูกโป่ง หรือวิธีอื่นๆ และสุดท้ายรักษาโดยการผ่าตัดทำทางเบี่ยงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจ เรียกว่าทำ “บายพาส” (By Pass Graft) โดยมากแล้วแพทย์จะเริ่มต้นการรักษาด้วยยาก่อนเสมอ เมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์จะแนะนำให้ใช้ “การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ” จะได้ทราบว่าตีบ หรือตัน จุดใดบ้าง เพื่อสามารถเลือกวิีรักษาให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย
จะป้องกันไม่ให้เป็นได้อย่างไร ?
ท่านสามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ โดยการหลีกเลี่ยงหรือลดปัจจัยต่างๆ เช่น
- ไม่สูบบุหรี่
- ความคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- บริโภคอาหารไขมันต่ำ หรือรับประทานยาลดไขมันในรายที่จำเป็น
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจผ่องใส
หากท่านโชคร้ายเกิดโรคขึ้นมาแล้ว การปฏิบัติตัวดังกล่าวอย่างเคร่งครัด จะช่วยชะลอการดำเนินโรคให้รุนแรงช้าลงได้