Archive for May, 2010

เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกเหมือนกัน เมื่อนายบัน คี มุน เลาขาธิการ สหประชาชาติ ประกาศห้ามพนักงานของสหประชาชาติส่งข้อความสั้น(SMS)ทางโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ โดยคำสั่งนี้จะมีผลต่อพนักงานของสหประชาชาติกว่า  70,000 คน

สำหรับประเทศไทย เรามีกฏหมายเรื่องการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่า ห้ามโทรศัพท์แต่ส่งข้อความได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

กฏหมายไทยกล่าวไว้ดังนี้

ตามจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 43 (9) ห้ามมิให้ผู้ขับรถในขณะที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์ เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น หากผู้ใดฝ่าฝืนถือว่ามีความผิด มาตรา 157 ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (9) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท”

จากรายละเอียดข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า กฏหมายได้ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ซึ่งมีความหมายรวมถึงการส่งข้อความทางมือถือด้วย  โดยอนุญาตให้ใช้ได้ในกรณีเดียว คือ การใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องจับโทรศัพท์

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าดีใจที่กฏหมายความปลอดภัยเรื่องการห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถในประเทศไทย ถูกนำออกมาใช้ก่อนสหประชาชาติเสียอีก

แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ดูเหมือนว่าการทำตามกฏหมายของไทยในเรื่องนี้ ยังมีน้อยอยู่มาก

ท้ายนี้ผมขอแนะนำให้ทุกท่านลองไปเล่นเกมส์ ที่เว็บไซท์ของนิวยอร์กไทม์ ที่แสดงให้เห็นว่าการรับส่งข้อความสั้น ขณะขับรถ ทำให้ความสามารถในการควบคุมรถ ลดลงอย่างมาก

ไปเล่นกันได้ที่ เกมส์ทดสอบการส่งข้อความขณะขับรถ

1. ห้ามบุคคล ซึ่งไม่มีหน้าที่ หรือไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาทำการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์โดยเด็ดขาด

2. ในขณะที่มีการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์ ห้ามบุคคลอื่นโดยสาร หรือขึ้นไปอยู่บนรถ

3. ก่อนใช้โฟล์คลิฟท์ในแต่ละวัน ผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่ขับขี่  ต้องทำการตรวจสอบสภาพรถทุกครั้ง (สภาพภายนอก ,ระบบบังคับการ , ระบบห้ามล้อ)

4. เมื่อยกของที่มีขนาดใหญ่กว่า ช่วงยาวของงา จะต้องทำการผูกมัดของที่ยกให้ยึดติดมั่นคงกับโฟล์คลิฟท์

5. การขับรถโฟล์คลิฟท์ลงตามทางลาด ผู้ขับขี่จะต้องใช้เกียร์ต่ำ

โฟล์คลิฟท์

6. การบรรทุกของ  ห้ามบรรทุกของหนักเกินกว่าพิกัดที่กำหนดไว้ และห้ามบรรทุกของสูงเกินไป เพราะจะบังสายตาของผู้ขับขี่

7. ห้ามทำการยก หรือบรรทุกของเกินอัตราที่พื้น หรือกระดานทางลาดจะรับน้ำหนักไว้ได้

8. พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ต้องสวมหมวกนิรภัย  โฟล์คลิฟท์ต้องมีหลังคาโครงเหล็กปกคลุมเหนือตัวคนขับ ทั้งนี้เพื่อป้องกันของตกใส่จากที่สูง

9. ผู้ขับขี่โฟร์คลิฟท์ต้องสำรวจเส้นทางให้แน่ใจว่า เส้นทางที่จะควบคุมรถให้วิ่งไปนั้น มีความกว้างเพียงพอที่รถ จะวิ่งผ่านไปได้ และไม่มีสิ่งกีดขวาง

10. ก่อนจะเคลื่อนรถโฟร์คลิฟท์ ต้องยกงาให้พ้นจากพื้นไม่น้อยกว่า 10 เซ็นติเมตร และเมื่อรถโฟร์คลิฟท์วิ่งให้ยกงาสูงกว่าระดับพื้นไม่เกิน 30 เซ้นติเมตร พร้อมทั้งยกปลายงาเข้าหาคนขับ เพื่อป้องกันวัตถุที่ยกไหลตกลงมา

11. เมื่อเลิกใช้งาน ต้องปล่อยงาให้ลงต่ำแตะพื้น ในลักษณะวางขนานกับพื้น ดับเครื่อง ห้ามดึงล้อมือ ถ้าจอดไว้ในบริเวณที่เป็นพื้นเอียงต้องใช้ไม้หมอนยันล้อไว้ เพื่อป้องกันรถไหล

12. ต้องให้สัญญาณเสียงและไฟกระพริบ เมื่อรถโฟร์คลิฟท์วิ่งถอยหลัง

13. ควรปรับระยะกว้างของงาให้กว้างที่สุดและพอเหมาะกับพื้นรองยก เพื่อไม่ให้วัสดุเอียงตก และเพื่อกระจายน้ำหนัก

14. การสอดงา ควรให้งาทั้งสองห่างจากศูนย์กลางพื้นรองยกเท่ากัน เพื่อรักษาสมดุลของวัตถุ

15. เมื่อต้องการใช้โฟร์คลิฟท์ ในสถานที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือ ในเวลากลางคืน ต้องจัดให้มีไฟส่องสว่างทางข้างหน้า และรอบบริเวณทำงาน

1. หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ให้ผู้ป่วยนั่งเอนตัวไปด้านหลัง ควรหนุนศรีษะ เข่า และไหล่ ด้วยหมอนเล็กๆ

ปฐมพยาบาลโรคหัวใจ

2. ปลอบโยนให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย

3. ตะโกนขอความช่วยเหลือ และให้ผู้ช่วยเหลืออีกคน โทรศัพท์เรียกรถพยาบาล โดยให้แจ้งว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจวาย

4. คลายเสื้อผ้าที่คอ หน้าอก และเอว ออก

ปฐมพยาบาลโรคหัวใจ-2

5. คลำดูชีพจรและการหายใจ

6. หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จัดผู้ป่วยอยู่ในท่าพัก ประเมินการหายใจและคลำชีพจรบ่อยๆึ

7. หากผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ ผายปอดแบบปากต่อปาก

8.  หากหัวใจหยุดทำงานให้ นวดหัวใจ บริเวณทรวงอก

9. เมื่อรถพยาบาลมาถึง รีบนำส่งโรงพยาบาล

การบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุ เป็นภารกิจอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ที่บางครั้งเจ้าของกิจการอาจจะไม่ชอบนัก เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในสถานประกอบการจะส่งผลเสียต่อการดำเนินกิจการของสถานประกอบการนั้นๆ

การพยายามปกปิดตัวเลขดูเหมือนว่า จะเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีกับสถานประกอบการ แต่ความจริงแล้วเป็นการกระทำที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำขึ้นอีกในอนาคตได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน  เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยฯ ท่านใหม่ที่เข้ามาทำงาน ก็จะไม่ทราบถึงอุบัติเหตุ หรืออุบัติการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสถานประกอบการ ทำให้การปฏิบัติงานอาจจะป้องกันอุบัติเหตุได้ไม่ทันท่วงที

นอกจากนี้การพยายามปกปิดการเกิดอุบัติเหตุยังอาจส่งเสียผลอื่นๆ ที่เห็นได้บ่อย ก็เช่น ส่งผลเสียต่อผู้เกิดอุบัติเหตุ ที่จะไม่ไ้ด้หยุดงานตามคำวินิจฉัยของแพทย์ เพราะบริษัทกลัวเสียสถิติการไม่เกิดอุบัติเหตุ (บางแห่งถึงขนาดนำคนเจ็บมานอนในที่ทำงาน เพื่อให้ขึ้นชื่อว่าไม่ได้หยุดงาน) การห่วงสถิติอุบัติเหตุมากกว่าผู้บาดเจ็บไม่น่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องด้านมนุษยธรรม

ผมเองอยากให้ทุกสถานประกอบการเลิกปกปิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่า

รถปรับดิน

กฏข้อบังคับในการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยของรถปรับดิน

1. ก่อนปฎิบัติงาน ต้องได้รับอนุญาตจากผู้รับผิดชอบ หรือหัวหน้างานในการทำงานนั้นๆ

2. จัดทำรั้วล้อมรอบบริเวณที่เครื่องจักรทำงาน และมีผู้ให้สัญญาณในที่สาธารณะ

3. ห้ามปีนป่ายและโดยสารเครื่องจักรกล ขณะมีการปฏิบัติงาน

4. ตรวจสอบเครื่องจักรกล เช่น ระดับน้ำมันหล่อลื่น ระบบเบรก ระบบไฮโดรลิก สัญญาณเตือนอันตราย สมรรถนะของเครื่องจักรกล ฯลฯ ก่อนทำงานทุกครั้งโดยผู้ผู้ควบคุมเครื่องจักร และตรวจสอบตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด หรือศูนย์เครื่องมือกลกำหนด

5. ห้ามนำเครื่องจักรกลที่ชำรุดเสียหายมาใช้งานโดยเด็ดขาด ให้ดำเนินการซ่อมแซมให้เรียบร้อยจึงสามารถนำมาใช้งานได้

6. ถ้าปฎิบัติงานในเวลากลางคืนควรจัดการเกี่ยวกับเรื่องของแสงสว่าให้เพียงพอ

7. ดับเครื่องยนต์เมื่อเติมน้ำมัน ห้ามสูบบุหรี่หรือจุดประกายไฟ ในบริเวณที่ที่จัดเติมน้ำมันและที่เก็บน้ำมัน

8. ห้ามดัดแปลงแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใดของเครื่องกล

9. ผู้บังคับเครื่องจักรกล ควรจะอยู่ในสภาพที่พร้อมปฎิบัติงาน ไม่ควรมีอาการมึนเมา หรือง่วงนอน ฯลฯ

กฎระเบียบความปลอดภัยในงานเชื่อมที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้

1. ก่อนเริ่มงานเชื่อมต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายให้เหมาะสมกับการทำ งาน เช่น หน้ากากเชื่อม , ถุงมือหนัง , ปลอกแขนหนัง , ผ้าหน้ากากกรองควันเชื่อม เป็นต้น

2. ก่อนที่จะเริ่มทำการเชื่อม จะต้องแน่ใจว่า ไม่มีวัสดุติดไฟอยู่ใกล้กับบริเวณที่จะทำการเชื่อม

3. งานเชื่อมภาชนะที่มีสารไวไฟอยู่ภายใน เช่น ถังน้ำมัน  จะต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน และก่อนเชื่อมต้องแน่ใจว่าไม่มีไอระเหยของสารไวไฟ ตกค้างอยู่

4. งานเชื่อมวัสดุ หรือ ภาชนะที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น ตะกั่ว โลหะอาบสังกะสี จะต้องมีเครื่องดูดควัน หรือสวมเครื่องกรองอากาศ หรือจัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม เพราะควันของงานเชื่อมมีอันตรายต่อสุขภาพ

welding

5. เครื่องเชื่อมจะต่อต่อหลักดิน ให้ถูกต้อง

6. สายไฟเชื่อมจะต้องอยู่ในสภาพดี ข้อต่อต้องแน่นหนาและหุ้มฉนวนให้เรียบร้อย

7. ขณะที่ทำงานอยู่ สายไฟเชื่อมจะต้องไม่แช่น้ำ

8. ในกรณีที่ต้องเชื่อมในที่เปียกชื้น ต้องสวมรองเท้ายาง และหาวัสดุที่้เป็นฉนวนไฟฟ้ารองพื้น ในบริเวณที่ทำงานเชื่อม

9. การทำงานเชื่อมในที่สูง ต้องสวมเข็มขัดนิรภัย และคล้องเกี่ยวกับสิ่งที่มั่นคงแข็งแรง ยึดไว้ตลอดเวลา

10. งานเชื่อมบนที่สูงจะต้องจัดให้มีผ้ากันไฟ หรือถาดรองไฟ ป้องกันสะเก็ดไฟร่วงหล่น]’,k

11. จัดเตรียมถังดับเพลิงไว้ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน ตลอดเวลา

12. ห้ามมองแสงเชื่อมด้วยตาเปล่าเด็ดขาด

13. เมื่อทำงานเชื่อมเสร็จ ต้องปิดสวิตซ์ที่จ่ายไฟไปยังเครื่องเชื่อมทันที

14. ก่อนเลิกงาน ตรวจสอบบริเวณที่ปฏิบัติงานให้แน่ใจว่าวัสดุต่างๆในบริเวณที่ทำงาน ไม่ได้มีสะเก็ดไฟลุกติดอยู่

ทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างกฏระเบียบคร่าวๆ สำหรับการทำงานเชื่อมครับ เพื่อนๆสามารถนำไปดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับการทำงานในสถานที่ทำงานของตนได้ครับ

แหล่งความรู้ด้านsafety ในประเทศไทย เท่าที่สังเกตเห็น พบว่าโดยส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบ เว็บไซท์มากที่สุด ในรูปแบบหนังสือจะมีน้อยมากเมื่อเทียบกับศาสตร์ความรู้ด้านอื่น อาจจะเป็นเพราะว่าอาชีพความปลอดภัยในการทำงาน ยังเป็นอาชีพที่หลายคนไม่รู้จักกันมากนัก

การหาความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ที่นิยมมากที่สุด เห็นจะเป็นการเข้าอบรมหลักสูตรความปลอดภัยต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากการอบรมเพื่อเป็น จป.

ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดี เพราะนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้รับใบรับรอง ซึ่งนำไปใช้ยืนยันความรู้เพิ่มเติมในการสมัครงานได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือ หลายคนอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางไปอบรม และไม่มีเวลาพอเพียงในการไปอบรม เพราะต้องทำงาน

(สำหรับในต่างประเทศพบว่ามีการอบรมความปลอดภัยออนไลน์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์กันแล้ว ซึ่งเชื่อว่าในประเทศไทยอาจจะมีการอบรมรูปแบบนี้ขึ้นในอนาคต)

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเข้าอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน แต่ต้องการหาความรู้เพิ่มเติม ขอแนะนำให้เข้าเว็บไซท์ ดังต่อไปนี้ครับ

www.jorpor.com
www.siamsafety.com

หรือ ร่วมสนทนาในเว็บบอร์ด ที่ http://forums.thaisafetywork.com

เด็กทารกแม้จะมีน้ำหนักเบาแต่การอุ้มนานๆก็เมื่อยล้าได้ และอาการเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลเสียทั้งต่อพ่อแม่ ซึ่งทำให้เกิดการปวดกล้ามเนื้อ และการอุ้มที่ผิดท่าทางก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา

นอกจากนั้นยังอาจส่งผลให้เกิดอันตรายกับเด็ก เพราะเมื่อแขนของผู้อุ้มเมื่อยล้า โอกาสที่เด็กจะหลุดจากมือก็มีสูง สำหรับทารกที่บอบบางแล้ว การตกหล่นจากที่สูง แม้จะไม่ได้สูงมากก็เกิดอันตรายรุนแรงได้

สมัยก่อนในไทยเราจะใช้ผ้าขาวม้าในการช่วยอุ้มเด็กทารก แต่ปัจจุบันมีสินค้าที่ผลิตออกมาเพื่อช่วยในการอุ้มเด็ก เมื่อต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ อย่างเช่นในภาพข้างล่างเป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Baby Carrier

baby cariier

baby cariier2

หรือ ถ้าจะนำผ้ามาช่วยในการอุ้มเด็กก็ได้ แต่ขั้นตอนการถอดอาจจะลำบากกว่าการใช้ baby carrier

ผ้าอุ้มเด็ก

เว็บไซท์ พันทิพ ดอทคอม เป็นเว็บไซท์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ที่เปิดมายาวนาน มีลักษณะเป็นเว็บบอร์ดที่แบ่งเป็นห้องต่างๆ ให้สมาชิกของเว็บมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลข่าวสารต่างๆ

ณ วันนี้ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เว็บไซท์ pantip.com ได้ประกาศปิดห้อง ราชดำเนิน ซึ่งเป็นห้องที่พูดคุยกันในเรื่องการเมือง

โดยทางพันทิพมีข้อความแจ้งสมาชิกทุกท่าน ดังนี้ …

เนื่องจากขณะนี้มีความไม่สงบในบ้านเมือง ทางเว็บพันทิปเองก็มองดูด้วยความเป็นห่วงมาตลอด และเรารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากที่ต้องรับรู้อยู่ทุกวันว่าเราเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้คนไทยรู้สึกแตกแยก

เท่าที่ผ่านมาเราเฝ้ามองและเฝ้าหวังว่าการที่มีเวทีสาธารณะ น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งช่วยให้เกิดการ แสวงหาหนทางในการสมานความแตกแยกได้ แต่จนถึงวันนี้กลับรู้สึกว่าสถานะการณ์กลับดู ย่ำแย่ลงดังนั้น จึงขออภัยต่อทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ต้องของดให้บริการเว็บบอร์ดราชดำเนินไปก่อน จนกว่า สถานะการณ์จะดีขึ้น

สืบเนื่องจากตัวผมเองเริ่มมีอาการปวดหลัง เนื่องมาจากเก้าอี้ที่นั่งทำงานไม่ถูกหลักการยศาตร์ และผมเองมีความจำเป็นต้องนั่งเก้าอี้ตัวนั้นทำงานทั้งวัน

เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้บาดเจ็บ จึงได้ไปหาซื้อเก้าอี้ที่เหมาะสมที่โลตัส ซึ่งก็ซื้อมาได้ 1 ตัว ราคาเกือบ 900 บาท

ระหว่างเดินซื้อเก้าอี้ ก็ได้ไปเห็นสินค้าตัวนึง คือ back support หรือที่เรียกกันว่า เข็มขัดพยุงหลัง ,เครื่องพยุงหลัง

backsupport

อุปกรณ์พยุงหลังตัวนี้ มีหน้าที่ประคองหลังของผู้สวมใส่ เพื่อลดการบาดเจ็บของผู้สวมใส่ ในขณะทำการยกของ หรือเคลื่อนไหว

backsupport2

ถ้าใครมีความจำเป็นต้องใช้งาน ก็ลองหามาใช้นะครับ ดีกว่าปล่อยให้เกิดการบาดเจ็บที่รุงแรงภายหลัง