Archive for May 28th, 2010

เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกเหมือนกัน เมื่อนายบัน คี มุน เลาขาธิการ สหประชาชาติ ประกาศห้ามพนักงานของสหประชาชาติส่งข้อความสั้น(SMS)ทางโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ โดยคำสั่งนี้จะมีผลต่อพนักงานของสหประชาชาติกว่า  70,000 คน

สำหรับประเทศไทย เรามีกฏหมายเรื่องการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่า ห้ามโทรศัพท์แต่ส่งข้อความได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

กฏหมายไทยกล่าวไว้ดังนี้

ตามจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 43 (9) ห้ามมิให้ผู้ขับรถในขณะที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์ เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น หากผู้ใดฝ่าฝืนถือว่ามีความผิด มาตรา 157 ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (9) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท”

จากรายละเอียดข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า กฏหมายได้ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ซึ่งมีความหมายรวมถึงการส่งข้อความทางมือถือด้วย  โดยอนุญาตให้ใช้ได้ในกรณีเดียว คือ การใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องจับโทรศัพท์

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าดีใจที่กฏหมายความปลอดภัยเรื่องการห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถในประเทศไทย ถูกนำออกมาใช้ก่อนสหประชาชาติเสียอีก

แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ดูเหมือนว่าการทำตามกฏหมายของไทยในเรื่องนี้ ยังมีน้อยอยู่มาก

ท้ายนี้ผมขอแนะนำให้ทุกท่านลองไปเล่นเกมส์ ที่เว็บไซท์ของนิวยอร์กไทม์ ที่แสดงให้เห็นว่าการรับส่งข้อความสั้น ขณะขับรถ ทำให้ความสามารถในการควบคุมรถ ลดลงอย่างมาก

ไปเล่นกันได้ที่ เกมส์ทดสอบการส่งข้อความขณะขับรถ

1. ห้ามบุคคล ซึ่งไม่มีหน้าที่ หรือไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาทำการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์โดยเด็ดขาด

2. ในขณะที่มีการขับขี่รถโฟร์คลิฟท์ ห้ามบุคคลอื่นโดยสาร หรือขึ้นไปอยู่บนรถ

3. ก่อนใช้โฟล์คลิฟท์ในแต่ละวัน ผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่ขับขี่  ต้องทำการตรวจสอบสภาพรถทุกครั้ง (สภาพภายนอก ,ระบบบังคับการ , ระบบห้ามล้อ)

4. เมื่อยกของที่มีขนาดใหญ่กว่า ช่วงยาวของงา จะต้องทำการผูกมัดของที่ยกให้ยึดติดมั่นคงกับโฟล์คลิฟท์

5. การขับรถโฟล์คลิฟท์ลงตามทางลาด ผู้ขับขี่จะต้องใช้เกียร์ต่ำ

โฟล์คลิฟท์

6. การบรรทุกของ  ห้ามบรรทุกของหนักเกินกว่าพิกัดที่กำหนดไว้ และห้ามบรรทุกของสูงเกินไป เพราะจะบังสายตาของผู้ขับขี่

7. ห้ามทำการยก หรือบรรทุกของเกินอัตราที่พื้น หรือกระดานทางลาดจะรับน้ำหนักไว้ได้

8. พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ต้องสวมหมวกนิรภัย  โฟล์คลิฟท์ต้องมีหลังคาโครงเหล็กปกคลุมเหนือตัวคนขับ ทั้งนี้เพื่อป้องกันของตกใส่จากที่สูง

9. ผู้ขับขี่โฟร์คลิฟท์ต้องสำรวจเส้นทางให้แน่ใจว่า เส้นทางที่จะควบคุมรถให้วิ่งไปนั้น มีความกว้างเพียงพอที่รถ จะวิ่งผ่านไปได้ และไม่มีสิ่งกีดขวาง

10. ก่อนจะเคลื่อนรถโฟร์คลิฟท์ ต้องยกงาให้พ้นจากพื้นไม่น้อยกว่า 10 เซ็นติเมตร และเมื่อรถโฟร์คลิฟท์วิ่งให้ยกงาสูงกว่าระดับพื้นไม่เกิน 30 เซ้นติเมตร พร้อมทั้งยกปลายงาเข้าหาคนขับ เพื่อป้องกันวัตถุที่ยกไหลตกลงมา

11. เมื่อเลิกใช้งาน ต้องปล่อยงาให้ลงต่ำแตะพื้น ในลักษณะวางขนานกับพื้น ดับเครื่อง ห้ามดึงล้อมือ ถ้าจอดไว้ในบริเวณที่เป็นพื้นเอียงต้องใช้ไม้หมอนยันล้อไว้ เพื่อป้องกันรถไหล

12. ต้องให้สัญญาณเสียงและไฟกระพริบ เมื่อรถโฟร์คลิฟท์วิ่งถอยหลัง

13. ควรปรับระยะกว้างของงาให้กว้างที่สุดและพอเหมาะกับพื้นรองยก เพื่อไม่ให้วัสดุเอียงตก และเพื่อกระจายน้ำหนัก

14. การสอดงา ควรให้งาทั้งสองห่างจากศูนย์กลางพื้นรองยกเท่ากัน เพื่อรักษาสมดุลของวัตถุ

15. เมื่อต้องการใช้โฟร์คลิฟท์ ในสถานที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือ ในเวลากลางคืน ต้องจัดให้มีไฟส่องสว่างทางข้างหน้า และรอบบริเวณทำงาน