Archive for May, 2010

อันตรายจากงานเชื่อมแก๊ส อันเนื่องมาจากข้อบกพร่องในการเตรียมเครื่องมือ-อุปกรณ์ มีดังนี้

เชื่อมแก๊ส

1. ไฟย้อนกลับทาง (ฺBack Fire) สาเหตุที่ทำให้ไฟย้อนกลับทาง มี 4 ประการ คือ
1.1 เกิดจากความดันภายในท่อบรรจุอ๊อกซิเจน (Oxygen Cylinder) และท่อบรรจุอะเซทิลีน (Acetylene Cylinder) มีน้อย และไม่อยู่ในสภาพที่สมดุล (อย่างหนึ่งอย่างใดมาก และอีกอย่างน้อย)

1.2 เกิดจากความดันภายในถังอ๊อกซิเจนและถังอะเซทิลีนที่นำมาใช้ ไม่เกิดความสมดุลในอัตรา 1:1 ทำให้เปลวไฟมีเสียงดังป๊อป ในขณะเดียวกันก็จะจะทำให้เปลวไฟย้อนกลับ โดยปกติในการปรับความดันอ๊อกซิเจนและความดันอะเซทิลีนให้มีความสมดุลจะให้ เปลวไฟที่รุนแรงและสิ้นเปลืองแก๊สโดยใช่เหตุ ถ้าปรับความดันแก๊สที่ต่ำกว่าความดันสมดุลจะทำให้มีเสียงดัง และไฟย้อนกลับทาง (Back Fire)

1.3 เกิดจากหัวทิพจ่อลงไปในบ่อหลอมละลายของโลหะขณะร้อน ทำให้เปลวไฟดับและย้อนกลับเข้าหัวเชื่อม ทำให้ห้องผสมแก๊สร้อน และอาจย้อนกลับถึงกันได้

1.4 หัวทิพอาจจะร้อนมากเกนไป โดยเฉพาะการเชื่อมแบ็คแฮนด์(back hand) ซึ่งเป็นกรรมวิธีในการเชื่อมที่ให้ลวดเชื่อมและแนวเชื่อมอยู่ในทิศทางเดียว กัน และอยู่ตรงกันข้ามกับหัวทิพ  หรือการเชื่อมแบบฟิลเลท (Fillet Weld) ต่อตัวที (T Joint) เมื่อไฟย้อนกลับจะผ่านหัวเชื่อม และสายเชื่อมแก๊ส อาจเข้าถังได้ จึงต้องมีตัวป้องกันไฟย้อน (Anti Back Fire) ติดตั้งไว้ระหว่างหัวเชื่อม(Torch) กับ สายแก๊ส (Hose)

อุปกรณ์ ป้องกันไฟย้อนกลับ อาจมีแบบท่อให้แก๊สไหลผ่านได้ทางเดียว เฉพาะแก๊สไหลออกมาใช้งาน ส่วนแก๊สไหลย้อนกลับไม่สามารถไหลผ่านได้ เครื่องป้องกันไฟย้อนกลับอีกชนิดหนึ่ง คือ ถังน้ำ ติดตั้งไว้ระหว่างแหล่งกำเนิดแก๊สและหัวเชื่อม มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ ป้องกันไม่ให้ไฟย้อนกลับ ถึงถังบรรจุแก๊สได้

2. การระเบิดตามข้อต่อ
เกิดขึ้นเนื่องจากข้อต่อแต่ละจุดไม่แน่นสนิทจะต้องไม่ลืมว่าอุปกรณ์เชื่อม แก๊สเป็นอุปกรณ์ที่มีแรงดันอยู่ภายใน เมื่อจุดใดไม่แน่นสนิทก็เกิดการระเบิดขึ้น ข้อต่อที่เกิดการระเบิดขึ้นบ่อยๆ เช่น ระหว่างหัวทิพ (Tip) กับหัวเชื่อม (Torch) หรือระหว่างสายยางกับหัวปรับความดัน  เป็นต้น เพราะฉะนั้นข้อต่อทุกๆจุด จึงต้องแน่นสนิท ตลอดเวลา

เครื่องบินตกที่ลิเบีย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เครื่องบินแอร์บัส A330 ของ สายการบิน Libya’s Afriqiyah ได้บินจาก โยฮันเนสเบิร์ก มาที่ ทริโบลี

บนเครื่องได้บรรทุกผู้โดยสาร 104 คน (รวมลูกเรือ 11 คน) โดยเครื่องบินได้ตกระหว่างลงจอดที่สนามบินทริโปลี ซึ่ีงตั้งอยู่ในเมืองหลวงของลิเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 103 คน ซึ่งในกลุ่มผู้เสียชีวิตเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ 62 คน นอกจากนั้นก็เป็นชาวฟินแลนดื แอฟริกาใต้ เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ซิมบับเว และ ลิเบีย

สำหรับผู้รอดชีวิต เป็นเด็กชาย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่โรงพยาบาลทริโปลี และยังคงสวมหน้ากากอ๊อกซิเจน มีการบาดเจ็บเนื่องจากกระดูกหัก แต่แพทย์มีความเห็นว่ายังอยู่ในอาการที่ไม่น่าเป็นห่วง

safetyweek.jpg

งาน Safety Week หรือ สัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ของประเทศไทย มีการจัดต่อเนื่องกันมาทุกปี 23 ครั้งแล้ว สำหรับปี 2553 นี้ ก็จะเป็นครั้งที่ 24

งานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานครั้งที่ 24 ในปีนี้จะถูกจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุม ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 8 ถึง 10กรกฏาคม 2553

ภายในงานก็จะมีการจัดแสดงสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งนับเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจะได้ชมเทคโนโลยีต่างๆในการป้องกันอุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน

นอกจากนั้นก็จะมีการแจกสื่อด้านความปลอดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ หนังสือ ซีดี ให้กับผู้ที่เข้าชมงาน

ที่พลาดไม่ได้อีกอย่างก็เห็นจะเป็นเรื่องของงานสัมนาที่ถูกจัดขึ้นในวันนั้น ท่านใดที่สนใจ ลองตามไปอ่านในกระทู้นี้นะครับ : งานสัมนาสัปดาห์ความปลอดภัย ครั้งที่ 24

+++
ทั้งหมดนี้ก็เป็นข่าวสารดีๆ สำหรับกิจกรรมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ของประเทศไทย ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ เป็นประจำทุกๆปี

ในการทำงานที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่ผมพบว่าเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหาร มุ่งหวังผลกำไรสูงสุดมากกว่า ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง

ถึงกระนั้น กลุ่มนายจ้าง หรือ ผู้บริหาร ก็ยังเกรงกลัวต่อกฏหมายความปลอดภัย เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลกรรมจึงมักจะเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ที่มักจะถูกบังคับให้แก้ไขรายงานบ้าง ปกปิดข้อมูลบ้าง

ไม่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานท่านไหนหรอกครับ ที่รู้สึกสบายใจเมื่อถูกบังคับให้แก้ไขรายงานจากผิดให้เป็นถูก ปกปิดข้อมูลอุบัติเหตุ เป็นต้น ทุกคนต่างรู้สึกผิดในวิชาชีพของตนเอง

แต่หลายคนไม่มีทางเลือก เพราะมีภาระในชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอยู่ หากไม่ทำตามก็อาจถูกกลั่นแกล้งจนต้องออกจากงานได้

ที่น่าเจ็บใจ คือ บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงานเป็นอย่างดี แต่ระดับบริหารที่เป็นคนไทยเอง กลับพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้งบประมาณด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเองบริหารงานได้ดี มีผลกำไรที่ดีเยี่ยม โดยไม่สนใจความปลอดภัยของคนไทยด้วยกัน

หนทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คงต้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยจัดการควบคุม สถานประกอบการให้อยู่ในระเบียบอย่างเคร่งครัด

กลุ่มพนักงานควรจะมีความรู้ ทราบถึงกฏหมายความปลอดภัย และสิทธิที่พึงมีพึงได้

อำนาจหน้าที่ของ safety offucer  ควรจะมีมากกว่านี้

ยังไงก็อย่าท้อแท้นะครับ สู้แต่ไป จป.ทุกท่าน

1. อย่าใช้อุปกรณ์ยกของเกินกำลังยก
2. ถ้าสงสัยน้ำหนักที่จะยกต้องสอบถามให้แน่ใจ
3. น้ำหนักที่จะยก จะต้องรวมอุปกรณ์ยกของด้วย
4. ขณะยกของ อุปกรณ์ช่วยต้องไม่ขัดตัว
5. เมื่อใช้บ่วงสลิงคล้องรัดของ ต้องระวังไม่ให้ห่วงเกี่ยวปลายบ่วงสลิงที่รัดของ
6. ใช้ไม้ หรือ แพ็คกิ้ง รองรับ มุมคม
7. อย่าแขวนสลิงเปล่าไว้ที่ขอเกี่ยวขณะยกของ
8. เมื่อใช้สลิงหลายเส้นยก ต้องให้ทุกกเส้นรับน้ำหนักเท่ากัน
9. ก่อนยกต้องให้ตะขออยู่ในแนวเดียวกับศูนย์ถ่วงของสิ่งของ
10. ดูว่าสิ่งของที่ยกไม่ขัดัวกับสิ่งอื่นๆ
11. อย่าใช้มือจับสลิงขณะยกของ และจะต้องยืนให้ห่าง
12. ใช้เชือกผูกสิ่งของไว้ เพื่อแต่งมุมสิ่งของให้เข้าที่
13. ห้ามโดยสารไปกับสิ่งของขณะยกลอยตัว หรือยืนใต้สิ่งของที่ยกลอยตัว
14. ผู้ควบคุมต้องเข้าใจและให้สัญญาณได้ถูกต้อง
15. ขณะวางสิ่งของควรมีไม้รองให้สูงพอที่จะดึงสลิงออกได้ง่าย

จากเหตุการณ์พายุฝนที่พัดถล่มตอนใต้ของประเทศจีนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว อย่างน้อย 70 คน

พายุฝนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน ที่อาศัยอยู่ใน เสฉวน , ฉงซิ่ง , กุ้ยโจว , เจียงซี , กวางตุ้ง และ หูหนาน นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าจะมีพายุมากกว่านี้ในวันต่อๆไป

พายุฝนเริ่มโจมตีตอนใต้ของจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

เมื่อถึงวันศุกร์ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 2.55 ล้านคน มีพื้นที่เพาะปลูกเสียหายกว่า 100,000 เฮกเตอร์ ,บ้านเรือน 9,900 หลัง พังทลาย

พายุฝนดังกล่าวก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลัน  โคลนและหินต่างๆถูกพัดมาตามกระแสน้ำ ,แม่น้ำต่างๆจมหายไปกับน้ำท่วม น้ำในฝายเก็บน้ำและอ่างเก็บน้ำล้นออกมา ทั้งหมดส่งผลให้ถนนถูกทำลาย สะพาน , ไฟฟ้า  , โทรศัพท์ ไม่สามารถใช้งานได้

rainstrom

rainstrom3

ในปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่น เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มาลงทุนทำกิจการในประเทศไทย

หลายคนที่ทำงานด้านความปลอดภัยกับชาวญี่ปุ่นก็จะสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ

แต่คงจะดีไม่น้อย ถ้าหากว่า ป้ายความปลอดภัยบางอย่าง เราใช้ภาษาญี่ปุ่นร่วมอยู่ด้วย

เช่นป้ายถังดับเพลิง

เผอิญว่าวันก่อน ผมไปพบเจอป้ายถังดับเพลิง เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งคิดว่าอาจจะมีประโยชน์กับบางท่านที่ทำงานร่วมกับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก จึงได้ถ่ายภาพเก็บมาฝากครับ

ถังดับเพลิงภาษาญี่ปุ่น

ปล. หากต้องการภาพที่ชัดกว่านี้ ให้แจ้งที่เว็บบอร์ดนะครับ จะนำมาลงไว้ให้

วันก่อนผมได้ไปเที่ยวเกาะสมุย ระหว่าอยู่บนเรือข้ามฟากก็ได้สังเกตุมาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่บนเรือ ซึ่งเตรียมไว้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งที่พบเห็นคร่าวๆมีดังนี้

1. มีการจัดเตรียมถังดับเพลิง หรือสายดับเพลิงรอบลำเรือ

2. มีการจัดเตรียมเสื้อชูชีพ และห่วงยางชูชีพไว้บนเรือ ซึ่งคาดว่ามีจำนวนเพียงพอกับทุกคนที่อยู่บนเรือ

3. มีการจัดพื้นที่เป็นจุดรวมพล ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น

4. มีบันไดฉุกเฉิน เป็นบันไดเชือกอยู่รอบลำเรือ

ก็เป็นมาตรการความปลอดภัยคร่าวๆสำหรับเรือข้ามฟาก ซึ่งขอนำมาเล่าสู้กันฟัง

ปล.ท้ายนี้ขอนำภาพบางส่วนมาให้ชมครับ

ความปลอดภัยบนเรือ

(ภาพสายฉีดดับเพลิง )

ความปลอดภัยบนเรือ3

(ภาพบันไดฉุกเฉิน (ที่จริงไม่น่ามีสิ่งกีดขวางวางไว้))

ความปลอดภัยบนเรือ2

สารเคมี

สภาพการณ์ที่บ่งชี้ถึงการได้รับสารพิษ

1. เกิดอาการผิดปกติขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น
1.1 ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน มีน้ำลายฟูมปาก มีรอยไหม้พองบริเวณริมฝีปาก
1.2 มีการเปลี่ยนแปลงของระดับสติ เช่น เพ้อคลั่ง ชัก หมดสติ อัมพาต ขนาดรูม่านตาผิดปกติอาจหดหรือขยาย
1.3 มีภาวะการหายใจขัดข้อง เช่น หายใจลำบาก มีอาการเขียวของปลายมือปลายเท้าหรือริมฝีปาก
1.4 ตัวเย็นชื้น เหงื่อออกมาก มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง

2. เกิดอาการผิดปกติคล้ายกันเป็นกลุ่มหลายคนหรือเป็นหมู่เหล่า หลังสัมผัสสารเคมีอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวกัน

3. พบภาชนะบรรจุสารเคมีอันตราย หรือวัสดุที่เป็นสารพิษอยู่ในบริเวณที่พบผู้บาดเจ็บ เช่น ขวดยา เข็มฉีดยา อาหาร หรือบริเวณนั้นเป็นแหล่งของสัตว์มีพิษ

4. มีปัญหาด้านจิตใจ เช่น เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย ผิดหวังในชีวิตการทำงาน เป็นต้น

สารเคมีอันตรายอาจแบ่งเป็นประเภทตามลักษณะการออกฤทธิ์ได้ดังนี้

1. ชนิดกัดทำลาย  ได้แก่  กรดหรือด่างเข้มข้น สารเคมีประเภทนี้สามารถทำลายเนื้อเยื่อ ร่างกายให้ไหม้พองได้ ส่วนมากจะออกฤทธิ์กัดทำลายทันทีเมื่อสัมผัส

2. ชนิดทำให้ระคายเคือง ได้แก่ สารหนู ก๊าซซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ ระยะแรกจะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน และเกิดอาการอักเสบในระยะต่อมา

3. ชนิดกดประสาท สารเคมีอันตรายประเภทนี้ทำให้ปวดศีรษะ ง่วงซึม หมดสติ หลับลึก ปลุกไม่ตื่น รูม่านตาหดเล็ก ได้แก่สารกลุ่มยาระงับประสาท เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติดพวกฝิ่น

4. ชนิดกระตุ้นประสาท สารเคมีชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการเพ้อคลั่ง ใบหน้าและผิวหนังแดง ชีพจรเต้นเร็ว รูม่านตาขยาย ชักเกร็ง ได้แก่ ยาบ้า สติกนิน ลูกเหม็น