Archive for September, 2010

งานก่อสร้าง

วันนี้ขอนำรายการตรวจสอบความปลอดภัยในการก่อสร้างมาให้ดู เป็นเพื่อเป็นแนวคิดให้กับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกท่าน นำไปประยุกต์ใช้ครับ

การบริหารจัดการ
ตรวจสอบความปลอดภัยในการทำงาน
อบรมพนักงานใหม่
ประชุมความปลอดภัย
อุปกรณ์ปฐมพยาบาล เวชภัณฑ์ต่างๆ
ติดประกาศ หมายเลขโทรศัพท์ กรณีฉุกเฉิน
แผนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
โปสเตอร์ความปลอดภัย การจัดบอร์ดความปลอดภัย
แผนอพยพ รวมถึงอุปกรณ์ในการแจ้งเตือน การอพยพ
รถพยาบาล

รักษาความสะอาด และ มาตรการป้องกันไฟไหม้
การจัดเก็บของเหลวไวไฟ
มีปริมาณถังขยะที่เหมาะสม
การจัดเก็บวัสดุต่างๆ ในคลังสินค้า และ พื้นที่ทำงาน
การดูแลรักษาอุปกรณ์ในการดับเพลิง
เส้นทางเดินไม่มีสิ่งกีดขวาง
มีการควบคุมการทำงานที่มีประกายไฟ
ป้องกันฝุ่นละออง
การควบคุมการจราจร
ถังดับเพลิง
การสูบบุหรี่และการควบคุมประกายไป
ใบอนุญาตทำงาน สำหรับงานที่มีประกายไฟ

อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
อุปกรณ์ป้องกันดวงตา และใบหน้า
หน้ากากกรองฝุ่น สารเคมี อุปกรณ์ช่วยหายใจ
หมวกนิรภัย
อุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง (ปลั๊กอุดหู , ครอบหู )
อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง
อุปกรณ์ป้องกันเท้า
เครื่องแต่งกายที่ปลอดภัย และ ถุงมือ

ที่อับอากาศ
ระบบการขออนุญาตในการทำงาน
การอบรมการทำงานในที่อับอากาศ
การตรวจสอบสภาพอากาศ และการระบายอากาศ
การช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน
การปิดกั้นพื้นที่ , ป้ายเตือน ป้ายห้าม ต่างๆ

สิ่งแวดล้อมในการทำงาน
การระบายอากาศของสถานที่ทำงาน
การจัดเก็บวัสดุอันตรายและการป้องกันอันตราย
การบรรจุ และจัดเก็บสารเคมีอันตราย
ข้อมูลสารเคมี (MSDS)
บรรจุภัณฑ์ของสารเคมีต่างๆ มีฉลกติดถูกต้อง
พนักงานทุกคนที่ทำงานกับสารเคมี ผ่านการอบรมเรื่องความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี

ปั้นจั่น (เครน)
ตรวจสอบสภาพเครนทุก 3 เดือน
มีตารางการรับน้ำหนัก อยู่ที่เครน
ใช้เชือกผูกมัดวัตถุที่ยก ไม่ให้แกว่ง (Tag Line)
ขาเครนยืดออกมาจนสุด
มีการป้องกัน หรือตัดไฟ เมื่อทำงานใกล้สายไฟฟ้า
กั้นพื้นที่ในรัศมีการทำงานของเครน
อุปกรณ์ในการยกของทั้งหมดอยู่ในสภาพสมบูรณ์

เครื่องจักรหนัก (รถบรรทุก ,Backhoe , รถบด , รถเกรด , เป็นต้น )
การบำรุงรักษาเป็นประจำ
มีการวางแผน และควบคุม เส้นทางเคลื่อนที่ของเครื่องจักร
คนถือธง คอยโบกรถ (ถ้าจำเป็น)
ถังดับเพลิง
เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้ควบคุมเครื่องจักร

งานระบบไฟฟ้า
ใช้การล็อค และ ติดป้ายเตือน เมื่อทำงานกับไฟฟ้า (Lock Out – Tag Out)
อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ มีการต่อสายดิน
มีการควบคุมการเข้าไปในบริเวณที่มีไฟฟ้าแรงสูง
ติดตั้งแสงสว่างอย่างพอเพียง และเตรียมอุปกรณ์ไว้เปลี่ยนในกรณีที่ชำรุด

เครื่องมือ อุปกรณ์ไฟฟ้า
จัดให้มีเครื่องมือที่เหมาะสม และใช้อย่างถูกต้อง
เครื่องมืออยู่ในสภาพดี ไม่ชำรุด
มีกำบังใบ
ผู้ใช้งานเครื่องมือ อุปกรณ์ไฟฟ้า ผ่านการอบรม
ทำการป้องกันอันตรายให้กับผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ใกล้ๆ

การป้องกันการตกจากที่สูง
ไม่มี ผนัง หรือ พื้นที่เปิดโล่ง
บันไดสภาพดี มีราวจับ
ควบคุมพื้นที่อันตราย ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป
ปิดล้อมกั้นบริเวณ ร่องลึก หลุมลึก
ติดป้ายเตือน

บันได
สภาพดี มีการตรวจสอบและบำรุงรักษา
ใช้งานอย่างถูกวิธี ตั้งบันไดให้ได้ความชันที่เหมาะสม
บันไดมีการผูกยึด หรือมีผู้จับบันได
บันไดโลหะ ต้องไม่นำมาใช้งานใกล้ไฟฟ้า

นั่งร้าน
โครงสร้างนั่งร้านไม่ชำรุด
ติดตั้งนั่งร้านถูกต้อง มีการโยงยึดโครงสร้างนั่งร้านอย่างแข็งแรง
มีป้ายบอกสถานะนั่งร้านว่า สามารถใช้งานได้หรือไม่
กั้นพื้นที่บริเวณด้านล่างนั่งร้าน ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ป้องกันวัตถุร่วงใส่
มีการคำนวณการรับน้ำหนักของนั่งร้าน และไม่ใช้งานเกินน้ำหนักที่คำนวนไว้

งานก่อสร้าง ที่ทำบนถนน
มีผู้เฝ้าระวัง แต่งกายอย่างถูกต้อง
อุปกรณ์ต่างๆไม่กีดขวางเส้นทางที่เหลืออยู่
มีการควบคุมการจราจรให้อยู่ในความเร็วที่กำหนด และเป็นไปตามกฏจราจร
ควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่น
มีแสงสว่างเพียงพอ ต่อการทำงานกลางคืน
เสื้อแจ็คเก็ตสะท้อนแสงสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

งานเชื่อม งานตัด งานเจียร
อุปกรณ์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ผ่านการตรวจสอบ
หน้ากากเชื่อม หน้ากากกันสะเก็ด ถุงมือ การแต่งกาย ต้องเหมาะสมกับการทำงาน
ต่อสายดิน
หัวเชื่อม สายเชื่อม ไม่ชำรุด
มีถังดับเพลิงจัดเตรียมไว้
ทำการป้องกันประกายไฟจากการทำงาน
ถังแก๊ส ถังลม จัดวางอย่างเหมาะสม ยึดไว้ให้แข็งแรง ไม่ล้ม
การจัดเก็บถังแก๊ส และถังลม ให้จัดเก็บแยกกัน

งานขุดหลุม
ทราบรายละเอียดสาธารณูปโภคใต้ดิน สายไฟ-ท่อน้ำ
ตรวจสอบโครงสร้างใกล้เคียงที่จะทำงานขุด
ตรวจสอบประเภทของดิน
จัดเตรียมเส้นทางเดิน และทางขึ้นลงหลุม ที่ปลอดภัย
ดินที่ขุดออกมา ห่างจากปากหลุมอย่างน้อย 2 ฟุต วัตถุอุปกรณ์ต่างๆต้องวางให้ห่างจากปากหลุม
ควบคุมการสะสมน้ำ
ป้องกันการพังทลายของดิน
มีการตรวจสอบสภาพหลุมทุกวัน ก่อนผู้ปฏิบัติงานลงไปทำงาน
จัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือไว้ภายในบริเวณ 10 เมตร (บันได , เชือก เป็นต้น )

งานตอกเสาเข็ม
ที่เก็บเสาเข็ม
การควบคุมการขนย้าย
ตรวจสอบสภาพปั้นจั่นตอกเสาเข็ม และอุปกรณ์ต่างๆ
สภาพพื้นที่ตั้งปั้นจั่นตอกเสาเข็ม
ตัดกระแสไฟฟ้าก่อนทำงาน หากมีสายไฟในบริเวณ
อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง
อุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง
มีการให้สัญญาณ หรือ สื่อสารที่ถูกต้อง เข้าใจกัน
กั้นพื้นที่ตอกเสาเข็ม

งานคอนกรีต ก่ออิฐ ฉาบปูน
การเข้าแบบ ค้ำยัน
เครื่องผสมคอนกรีต
เครื่องเทคอนกรีต เช่น ระบบปั๊ม หรือ รถปั๊มคอนกรีต
อุปกรณ์ในการเทคอนกรีต เช่น สลิง , ถังปูน
วางแผนเส้นทางจราจร
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น หมวก แว่นตา รองเท้า
ป้องกันไม่ให้ผงปูน เข้าสู่ร่างกาย หรือสัมผัสร่างกาย
กั้นพื้นที่ทำงาน พร้อมติดป้ายบอก

ข้างต้นก็เป็นรายการความปลอดภัยที่ควรจะต้องทำการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความปลอดภัย ผมเองจะนำรายการเหล่านี้ไปจัดเรียงลงแบบฟอร์มให้เพื่อนๆดาวน์โหลดกันไปใช้งานที่เว็บบอร์ดนะครับ ซึ่งเพื่อนๆสามารถเพิ่มเติม หรือ ตัดข้อมูลออกได้ตามใจชอบ เพื่อความเหมาะสม

The Karasek Model คือ ตัวแบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้วิเคราะห์และจัดการกับปัญหาความเครียดในการทำงาน โดย มุ่งเน้นการวิเคราะห์ และ จัดการกับปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาความเครียดในการทำงาน 2 ปัจจัย นั่นก็คือ

- ภาระงาน (Psychological Demands)
- การควบคุมจัดการ ( Decision Latitude [control] )

1. ภาระงาน (Psychological Demand)

คือ ภาระงานหรือความคาดหวัง ที่ส่งผลกระทบกับแต่ละบุคคล ซึ่งงานที่ทำให้เกิดภาระงานสูงได้แก่
- ปริมาณงานมากเกินไป
- เงื่อนไขตามระยะเวลาที่กำหนดน้อยเกินไป
- ลักษณะงานที่ต้องทำด้วยความเร่งรีบ
- งานที่มีลักษณะซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อหน่าย
- ลักษณะทางกายภาพที่ต้องฝืนบังคับ เช่น การทำงานท่าเดียวนานๆ

2. การควบคุมจัดการ (Decision Latitude )
คือ ความสามารถของบุคคลในการที่จะตอบสนองภาระงาน  ยกตัวอย่าง เช่น
- ความสามารถในการมอบหมายงาน
- มีอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหา
- สามารถที่จะปรับเปลี่ยนสภาพงานให้ตรงกับความคาดหวังของแต่ละบุคคล

จากปัจจัยทั้ง 2 อย่างข้างต้น จะได้มาเป็น The Karasek Model ดังภาพนี้

karasek-model

ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ความเครียดออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1. ความเครียดสูง
เป็นกลุ่มที่มีภาระงานสูง แต่มีความสามารถในการจัดการต่ำ
ส่งผลให้เกิดอาการทางกาย และทางจิต เช่น
- เหนื่อยล้า
- วิตกกังวล
- ซึมเศร้า
- ท้อแท้
- โรคจิตเวช

2. กระตือรือร้น
เป็นกลุ่มที่มีภาระงานสูง แต่ขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการจัดการควบคุมที่สูง
ความเครียดในกลุ่มนี้ อยู่ในระดับ ปานกลาง
ลักษณะงานจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ มีความก้าวหน้าในการทำงาน มีแรงจูงใจที่จะทำงานให้สำเร็จ
ตัวอย่าง อาชีพ ในกลุ่มนี้ เช่น
- งานในอาชีพที่มีความก้าวหน้าสูง
- งานในตำแหน่งสูง ฝ่ายบริหาร หรือเป็นผู้จัดการฝ่ายต่างๆ
- ผู้พิพากษา ,ศาสตราจารย์ ,วิศวกร เป็นต้น

3. ความเครียดต่ำ
งานที่มีภาระงานต่ำ และมีการควบคุมที่สูง จะส่งผลให้เกิดความเครียดน้อย
เป็นงานที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความสามารถ และมีความชำนาญเป็นพิเศษ
ตัวอย่าง อาชีพ เช่น
- นักวิทยาศาสตร์
- วิทยากร
เป็นต้น

4. เฉื่อยชา
งานที่มีภาระงานต่ำ และ การควบคุมต่ำ ผู้ปฏิบัติงานถูกปฏิเสธแนวความคิดริเริ่มต่างๆ ส่งผลให้
- ขาดแรงจูงใจ
-ไม่อยากเรียนรู้ เพิ่มเติม

ตัวอย่างอาชีพที่มีลักษณะลักษณะงาน เช่นนี้ คือ
- งานเสมียน - งานขับรถ ขนส่ง - งานบริการบุคคลอื่น เช่น ภารโรง

จากทฤษฏีข้างต้น เราก็จะทราบได้ว่า ความเครียดจะมากขึ้นหากภาระงานสูง และ ความสามารถในการควบคุมต่ำ เราสามารถนำมาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเครียดในการทำงาน ได้ดังนี้

1.  การกำหนดภาระงานให้เหมาะสม
2. เพิ่มความสามารถของพนักงานในการบริหารจัดการงานที่รับผิดชอบ
3. จัดสภาพการทำงานที่เอื้ออำนวยและมีการสนับสนุนทางสังคม
4. จัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม
5. จัดสวัสดิการ หรือ บริการ เพื่อให้การช่วยเหลือพนักงาน

ทำงานในที่อับอากาศ

ผู้ที่ต้องเข้าไปทำงานในที่อับอากาศ ต้องตรวจสอบว่าคุณมี 6 สิ่งนี้แล้วหรือยัง

1. ได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ สอดคล้องกับหน้าที่แล้ว

2. เข้าใจวิธีการปฏิบัติงานตามแผนการทำงานที่ผู้ควบคุมงานกำหนดไว้ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

3. มีการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อประเมินอันตราย ทั้งก่อนเข้าไป และ ตรวจเป็นระยะ ตลอดเวลาที่มีผู้ปฏิบัติงาน เพื่อหาปริมาณก๊าซ / สารพิษ ว่าไม่เกินมาตรฐานความปลอดภัย มีก๊าซออกซิเจนในระดับที่เพียงพอ และไอระเหยของสารไวไฟอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกไหม้ หรือระเบิดขึ้นได้

4. มีและใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและครบถ้วนตามข้อกำหนด

5. จัดให้มีผู้ช่วยเหลือที่มีคุณสมบัติพร้อมอยู่ด้านนอกตลอดเวลาที่จะสามารถติดต่อสื่อสารกัน พร้อมใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือที่จัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วน และมีทักษะที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ที่จะช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุผิดปกติขึ้น

6. มีระบบการจัดการระบายอากาศในสถานที่อับอากาศนั้น เพื่อให้สภาพอากาศนั้นไม่เป็นอันตราย รวมทั้งมีมาตรการป้องกันอันตรายจากภายนอก เข้าสู่ที่อับอากาศด้วย

ที่มา : แผ่นพับสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน

หลายท่านอาจสงสัยว่าในการใช้โฟร์คลิฟท์ยกของ เราจะทราบได้อย่างไรว่าโฟร์คลิฟท์สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้  เมื่อยกไปแล้วรถจะไม่หน้่าทิ่ม เรามาดูตัวอย่างการคำนวนกันครับ

ในการคำนวนความสามารถในการยกของรถโฟร์คลิฟท์นั้นเราต้องรู้ข้อมูล 2 ส่วน คือ ในส่วนของรถโฟร์คลิฟท์ และ สิ่งของที่จะยก

ข้อมูลของวัตถุที่จะยก เราต้องทราบน้ำหนักของวัตถุ และ ระยะจากขอบข้างใดข้างหนึ่งไปยังจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุ

สำหรับข้อมูลของรถโฟร์คลิฟท์เราสามารถดูได้จากแผ่นเพลทที่ติดอยู่ที่โฟร์คลิฟท์ได้เลยครับ ลองดูตัวอย่างในภาพข้างล่าง

คำนวนโฟร์คลิฟท์

ที่แผ่นเพลทจะบอกข้อมูลที่เราต้องใช้ ดังนี้

ประเภทของรถโฟร์คลิฟท์  เป็นแบบใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง (G / LP)
ความสามารถในการรับน้ำหนัก คือ 5000 ปอนด์ (LB)
ระยะห่างจากจุดที่รับน้ำหนักของโฟร์คลิฟท์(บริเวณหน้ารถ) ไปยังจุดศูนย์กลางในการรับน้ำหนักบรรทุก(กลางงา ที่ใช้ยก) คือ 24 นิ้ว
ความสูงในการยก คือ 173 นิ้ว

โฟร์คลิฟท์รับน้ำหนัก

จากภาพ รถโฟร์คลิฟท์กำลังยกของ หนัก 4000 ปอนด์ ซึ่งสิ่งของที่ยกมีระยะจากขอบถึงจุดศูนย์กลางที่สมดุล 18 นิ้ว

ส่วนรถโฟร์คลิฟท์ใช้ ค่าจากภาพด้านบน คือ รับน้ำหนักบรรทุกได้ 5000 ปอนด์ มีระยะจากจุดที่รับน้ำหนักของโฟร์คลิฟท์(บริเวณหน้ารถ) ไปยังจุดศูนย์กลางในการรับน้ำหนักบรรทุก(กลางงา ที่ใช้ยก) คือ 24 นิ้ว

จะคำนวนแรงที่มากระทำในการยก ที่เรียกว่าโมเมนท์ ได้ดังนี้

โมเม้นท์ ของ รถโฟร์คลิฟท์ = (24 นิ้ว x 5000 ปอนด์) = 120,000 นิ้ว-ปอนด์

โมเม้นท์ ของ วัตถุที่ยก       = (18 นิ้ว x 4000 ปอนด์) = 72,000 นิ้ว-ปอนด์

จากการคำนวนข้างต้น  พบว่ารถโฟร์คลิฟท์สามารถยกวัตถุนี้ได้อย่างปลอดภัย เพราะโมเมนท์ที่โฟล์คลิฟท์สามารถรับน้ำหนักได้ มีค่ามากกว่าโมเม้นท์ของวัตถุที่ยก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวัตถุที่ยกจะมีน้ำหนักเท่ากัน แต่ถ้าของที่ยกมีความกว้างมากขึ้น รถโฟร์คลิฟท์ก็อาจจะไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างปลอดภัย เช่น  สมมุติว่าวัตถุที่ยกมีความกว้าง 66 นิ้ว ซึ่งระยะจากขอบถึงจุดศูนย์กลางที่สมดุลก็จะเป็น 33 นิ้ว เมื่อคำนวนโมเม้นท์ออกมา ก็จะเป็น (33 นิ้ว x 4000 ปอนด์) = 132,000 นิ้ว-ปอนด์  เป็นค่ามากกว่าโมเม้นท์ที่รับได้ของโฟร์คลิฟท์

ดังนั้น พึงระลึกไว้เสมอว่า ของที่หนักเท่ากัน แต่ขนาดไม่เท่ากัน โฟร์คลิฟท์ไม่สามารถบรรทุกได้เหมือนกัน

ประเด็นถัดมาที่ควรจะให้ความสำคัญคือ เมื่อโฟร์คลิฟท์ยกงาตักขึ้นสูง จะส่งผลให้จุดรับน้ำหนักของโฟร์คลิฟท์ขยับไปด้านหน้า นั่นหมายความว่า ระยะจากจุดที่รับน้ำหนักของโฟร์คลิฟท์(บริเวณหน้ารถ) ไปยังจุดศูนย์กลางในการรับน้ำหนักบรรทุก(กลางงา ที่ใช้ยก) จะมีค่าลดน้อยลง (ตามตัวอย่างด้านบน คือ ค่าที่มีตัวเลขเท่ากับ 24 นิ้ว แต่ถ้ายกงาสูงขึ้น ค่าตรงนี้จะลดน้อยลง ความสามารถในการยกก็จะน้อยลง)

นอกจากการยกงาขึ้นสูงจะทำให้จุดศุนย์ถ่วงการรับน้ำหนักของโฟร์คลิฟท์ เปลี่ยนไปแล้ว ยังมีประเด็นอื่น เช่น

- วัตถุที่ยกเลื่อนไปที่ปลายงาของโฟล์คลิฟท์ (อาจจะวางสิ่งของไม่ดีตั้งแต่แรก หรือ สิ่งของเคลื่อนขณะยก)

- วัตถุที่ยก เอียง ไม่สมดุล

- การขับรถบนพื้นที่ลาดเอียง

- การเลี้ยว

- อื่นๆ

รับน้ำหนักโฟร์คลิฟท์

จากภาพด้านบน จะเห็นถึงจุดน้ำหนักที่สมดุลของโฟล์คลิฟท์ที่เปลี่ยนไปได้เข้าใจง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ก็ขอจบบทความเพียงเท่านี้ ครับ

พัฒนาการของไฟ

การพัฒนาของไฟ (Fire Development) หมายถึง การเริ่มขยายตัวของไฟไปจนถึงการมอดของไฟเป็นปฏิกิริยาทางเคมีและฟิสิกส์ ในการศึกษาเรื่องไฟจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ เพราะไฟเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหรือมีพลวัต (Dynamic)อยู่ตลอดเวลา เมื่อทำการศึกษา เราพบว่าไฟมีพฤติกรรมการเกิดไปจนถึงดับว่าเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อที่จะนำไปหาวิธีป้องกันและคุ้มครองอันตรายจากอัคคีภัยต่อไป

ในด้านการพัฒนาของไฟ จะเป็นการศึกษาในแต่ละขั้นตอนของการเกิดการขยายตัว และการมอดของไฟ ซึ่งเป็นไฟที่อยู่ในห้องหรือพื้นที่ที่มีการปกคลุมอยู่ โดยสังเกตุจากช่วงเริ่มต้นของไฟ แล้วพัฒนาจนเป็นไฟที่ลุกลามเต็มที่แล้วหลับลงหรือพัฒนาได้ไม่มากแล้วดับลง เป็นต้น

การพัฒนาของไฟแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

1. ไฟระยะเริ่มเติบโต (Growth Period)
เป็นระยะแรกเริ่มของไฟที่ลุกติดวัสดุเชื้อเพลิง   อยู่ในช่วง  1 – 2  นาที  ความร้อน (Heat) จะทำให้วัสดุใกล้เคียงเริ่มคายอนุภาคเล็กๆ เนื่องจากผลของความร้อน โดยถ้าสังเกตจะเห็นเป็นควันสีเทาลอยขึ้นมาจากนั้นจะเกิดเป็นเปลวไฟ อุณหภูมิประมาณ 38°c

2. ช่วงลุกไหม้อย่างต่อเนื่องและเริ่มพัฒนาเป็นไฟใหญ่
หลังจากลุกไหม้ผ่านมาในช่วง 4 – 5 นาที  ความร้อนจากการลุกไหม้ของวัสดุในห้องจะลอยขึ้นสู่เพดาน เมื่อกระทบเพดานจะไม่มีอ๊อกซิเจนบริเวณส่วนบริเวณตอนล่างที่สัมผัสกับอากาศ ก็จะเกิดการสันดาปลุกเป็นเปลวไฟม้วนเคลื่อนไปตามฝ้าเพดาน ในขณะเดียวกันก็แผ่รังสีความร้อนไปยังวัสดุอื่นๆในห้องจนเกิดออกมาเรื่อยๆ  โดยมีอุณหภูมิประมาณ  700°c

3. ช่วงลุกไหม้อย่างฉับพลันไปทั่วของควัน/ไอเชื้อเพลิง (FLASH OVER)

เป็นช่วงที่ผ่านการลุกไหม้มาแล้วประมาณ  7 – 8 นาที วัสดุเชื้อเพลิงต่างๆในห้องได้คายไอออกมาเป็นปริมาณมากเหมาะสมกับสัดส่วนของออกซิเจน และความร้อนที่มีอยู่แล้วในห้อง ทำให้เกิดการลุกไหม้อย่างฉับพลัน  โดยมีอุณหภูมิประมาณ 1000°c และแผ่รังสีความร้อนออกมาประมาณ 25KW/M2 โดยวัสดุเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นควันและไอในห้องจะถูกเผาไหว้เกือบหมด

4. ช่วงลุกไหม้เต็มที่
จะมีอุณหภูมิประมาณ 1300°c โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเชื้อเพลิง ความหนาแน่นของเชื้อเพลิง รูปร่างและตำแหน่งที่ตั้งของเชื้อเพลิง ปริมาณอากาศ ลักษณะทางเลขาคณิตของห้อง และคุณสมบัติของสิ่งต่างๆรอบบริเวณนั้น

5. ช่วงไฟเริ่มมอด
เมื่อพัฒนาถึงขั้นเต็มที่แล้ว และไม่มีเชื้อเพลิงหรือขาดออกซิเจน ไฟจะค่อยๆดับลง

ไฟที่คุไหม้

ไฟที่คุไหม้ แบ่งได้ 2 ระยะ คือ

1. ระยะเริ่มคุไหม้
หลังจากไฟเริ่มลุกติดเชื้อเพลิงในช่วงแรก ถ้าไฟขาดออกซิเจนหรือเชื้อเพลิง ไฟนั้นจะค่อยๆมอดดับลงแต่ถ้ายังมีเชื้อเพลิงและออกซิเจนอยู่ ไฟนั้นจะคงลุกไหม้แบบคุแต่ยังคงปล่อยความร้อนออกมาเรื่อยๆ เนื่องจากออกซิเจนเริ่มน้อยลงทำให้อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นและไอจากสารเชื้อเพลิงจะมีมากขึ้น อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 700°c

2. การลุกไหม้แบบระเบิดหวนกลับเนื่องจากอากาศวิ่งเข้ามาทำให้ไฟและควันไฟลุกไหม้รุนแรง (ฺBACKDRAFT)
เมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นและไอจากสารเชื้อเพลิงมีจำนวนมากแต่ยังขาดออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลุกไหม้ ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประตูหรือเจาะผนังทำให้ออกซิเจนกลับเข้าไปภายในได้และจะเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นมาก ซึ่งก็เป็นเสมือนการระเบิดนั่นเอง ซึ่งกรณีที่อากาศหวนกลับไปในห้องทำให้เชื้อเพลิงติดไฟอย่างรวดเร็วอีกครั้ง (backdraft) นักผจญเพลิงต้องเห็นความร้ายกาจและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ไฟที่จำกัด

เป็นไฟที่เกิดจากการลุกไหม้อย่างรวดเร็วทันทีทันใดเสมือนการระเบิด โดยสาเหตุมาจากการที่ไอร้อนจากการเผาไหม้ส่วนอื่นอัดเข้ามาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมานานจนมีแรงอัดมาก จนในที่สุดก็เกิดความร้อนสูงและระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เรียกว่า การติดไฟเอง (Autoignition) ของก๊าซต่างๆ

ที่มา : “หนังสือความรู้เรื่องไฟ” โดยอาจารย์ เอื้อนพร ภู่เพ็ชร์

หลับใน

การง่วงหลับใน

การง่วงหลับในขณะขับรถ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทั่วโลก เพราะคนง่วงมีประสิทธิภาพการขับรถแย่ลงเหมือนคนเมา ประสาทสัมผัสช้าลง การตัดสินใจผิดพลาด แต่ที่ร้ายที่สุดคือ การหลับใน ซึ่งสมองภายในหลับไปแวบหนึ่งโดยสังเกตจากภายนอกไม่ได้ คนหลับในเท่ากับคนหูหนวก ตาบอด เป็นอัมพาตและหมดสติชั่วครู่

การง่วงหลับใน เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ และเกิดขึ้นเองกับคนที่ง่วงจัด ซึ่งมีอาการหาวนอนไม่หยุด ลืมตาไม่ขึ้น สายตาโฟกัสภาพไม่ชัด และเริ่มควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ ถ้าฝืนขับต่อไปก็จะเกิดการหลับใน

ทำไมถึงง่วง เพราะ

1. การอดนอน นอนไม่พอเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจาก
- ทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง ติดต่อกันหลายวันโดยไม่ได้พัก
- ทำงานหลายกะ ไม่แน่นอน
- นอนดึก จากการดูหนัง ดูทีวี อ่านหนังสือ เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นเกม เล่นไพ่ การพนัน เที่ยวกลางคืน ฉลแงเทศกาลจนดึกดื่น

2. การใช้ยาต่างๆ เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศ้รา ยานอนหลับ ยาแก้ไอ แก้หวัด ยาลดน้ำมูก

3. การดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์เท่ากับยานอนหลับ ดื่มแล้วจะง่วงหลับใน

4. โรคประจำตัวที่ทำให้เกิดความง่วงขณะดื่ม เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมักเกิดกับคนอ้วน นอนกรน คนที่เป็นโรคนี้ไม่ควรขับรถ และควรปรึกษาแพทย์

ง่วงอย่าขับ

ป้องกันความง่วงได้อย่างไร

1. นอนให้พอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เวลาที่คนจะง่วงต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ช่วงเวลา บ่าย 2 โมง – 6 โมงเย็น และช่วงตี 2-6 โมงเช้า

2. อย่าใช้ยาที่ทำให้เกิดความง่วงก่อนการขับรถและระหว่างเดินทาง เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้เครียด ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก

3. งดแอลกอฮอล์ ตั้งแต่คืนก่อนขับรถ และระหว่างขับรถ

4. ไม่ควรขับรถตามลำพัง ถ้าไปหลายคนต้องชวนคุย ไม่ให้ง่วงนอน ถ้าคนขับง่วงต้องสลับกันขับ หากหลับทั้งรถจะ อันตราย

5. หยุดพัก ในระหว่างขับรถทุก 2 ชั่วโมง หรือ 150 กิโลเมตร

เมื่อง่วง ป้องกันการหลับในอย่างไร

1. เตรียมของขบเคี้ยว เช่น หมากฝรั่ง บ๊วย ลูกอม เพื่อขบเคี้ยวในระหว่างขับรถ

2. เปิดหน้าต่าง ฟังวิทยุ ให้ลมโชยปะทะหน้า เปิดเพลงดังๆ ฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วๆและร้ิองตามไปด้วย

3. ดื่มกาแฟ 1-2 ถ้วย/กระป๋อง เพื่อคลายความง่วงนอน

4. เมื่อง่วงต้องทำให้ตัวเองเจ็บ เพื่อให้ตาสว่างชั่วคราว โดยการใช้ปลายเล็บของนิ้วโป้งจิกลงบนโคน หรือ จมูกเล็บของปลายนิ้วก้อยข้างเดียวกัน แล้วจอดรถในที่ปลอดภัยโดยเร็ว

5. จอดรถ งีบหลับ ก่อนขับต่อ เมื่อง่วงจัดให้จอดรถงีบหลับในที่ที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมัน ป้อมตำรวจ หรือบริเวณชุมชน โดยงีบหลับประมาณ 15 นาที แนะนำให้ดื่มกาแฟก่อนงีบหลับ

ที่มาของบทความ : ทุนง่วงอย่าขับ มูลนิธิรามาธิบดี

รถโฟล์คลิฟท์ทำงานอยู่บนหลักการของโครงสร้างที่ยื่นออกมารับน้ำหนักสิ่งของ (cantilever)

ส้อมของโฟล์คลิฟท์ จะเปรียบเสมือนคานรับน้ำหนัก ซึ่งมีศูนย์กลางการรับน้ำหนัก อยู่ที่ล้อหน้า และมีการถ่วงความสมดุลของรถยกที่ฝั่งตรงตรงข้ามของส้อมโฟร์คลิฟท์ ด้วยตัวของรถโฟร์คลิฟท์ ซึ่งมีการใส่เหล็กถ่วงน้ำหนักไว้

การที่โฟล์คลิฟท์จะบรรทุกน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย หรือว่าหน้าทิ่ม ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ แรงที่มากระทำ ที่เรียกว่า โมเมนท์(Moment)

โมเมนท์ หรือ  แรงที่มากระทำ มีค่าเท่ากับ ระยะทางจากจุดศูนย์กลาง ซึ่งก็คือ กลางล้อรถโฟล์คลิฟท์ ซึ่งอยู่ระหว่างล้อทั้งสองข้าง ไปยังจุดศูนย์ถ่วง  คูณด้วย  น้ำหนัก

โฟล์กลิฟท์

สำหรับท่านที่อยากทราบการคำนวนการรับน้ำหนักบรรทุกของรถโฟร์คลิฟท์ เดี๋ยวจะลงให้ในหัวข้อถัดไปนะครับ

ผู้ปฏิบัติงานสูงอายุ

ผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุมากใกล้เกษียณแล้ว มักจะเป็นผู้ที่มีความรู้ในการทำงาน รู้เรื่องบริษัท และระบบความปลอดภัยในการทำงานของเป็นอย่างดี เนื่องด้วยประสบการณ์ในการทำงานที่ยาวนาน

ด้วยเหตุนี้เองส่งผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุมากกว่า 55 ปี น้อยกว่าช่วงอายุที่น้อยกว่านี้ (บางทีอาจจะเป็นเพราะคนวัยนี้ไม่ค่อยมีใครปล่อยให้ทำงานเสี่ยงอันตราย หรือไม่ก็กลายเป็นหัวหน้างาน – ผู้บริหาร กันไปหมดแล้ว 55)

แต่ข้อควรระมัดระวังเป็นพิเศษคนทำงานที่อายุมาก คือ เรื่องของการล้ม

การล้ม มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุเป็น 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว การจะฟื้นสภาพกลับมาเหมือนเดิมจะใช้เวลามากกว่าคนหนุ่ม 2 ถึง 3 เท่า และหลายครั้งก็ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บเรื้อรัง

ดังนั้น ในสถานประกอบการจึงไม่ควรละเลยที่จะตรวจสอบสภาพพื้นที่ทำงานให้ปราศจากปัจจัยเสี่ยงที่จะลื่นล้ม

นอกจากนั้นยังควรที่จะต้องอบรมผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุมากให้รับรู้ในเรื่องเหล่านี้
- ให้ทำการรายงาน เมื่อพบความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายซึ่งจะส่งผลให้หกล้ม เช่น พรมปูพื้นที่ หลวมหรือฉีกขาด , อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆที่กีดขวางทางเดิน , ของเหลวต่างๆที่หกบนพื้น เช่น น้ำมัน
- ทำความสะอาดทันที เมื่อพบเหตุการณ์ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ หากทำได้ เช่น เมื่อพบของเหลวที่รั่วไหลออกมาที่พื้น และทราบว่าไม่ใช่สารเคมีอันตราย ก็ควรทำความสะอาดทันที
- ปฏิบัติตามป้ายเตือนความปลอดภัย เช่น ป้ายระวังพื้นลื่น
- ในขณะที่ลง หรือ ขึ้น บันได ให้จับราวบันไดไปด้วยทุกครั้ง


สัญญาณเตือนไฟไหม้ เป็นอีกระบบความปลอดภัยที่มีความสำคัญอย่างมากภายในสถานประกอบการ และยิ่งสถานประกอบการมีขนาดใหญ่ หรือมีความซับซ้อนของสถานที่มากขึ้นเท่าไร สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

สัญญาณเตือนไฟไหม้

สัญญาณเตือนอัคคีภัย

การติดตั้งสัญญาณเตือนไฟไหม้ ทั้งในส่วนที่ทำหน้าที่กดหรือดึงเพื่อแจ้งสัญญาณ และส่วนที่ส่งเสียงกระจายสัญญาณ ควรจะต้องมีการวางแผนในการติดตั้งอย่างรอบคอบ

อุปกรณ์ในส่วนที่ใช้กดหรือดึงเพื่อแจ้งเหตุควรที่จะติดตั้งในบริเวณที่มองเห็นได้ชัดเจนและไม่อยู่ในบริเวณที่ยากต่อการเข้าไปเปิดสัญญาณเมื่อเกิดเหตุ สำหรับจำนวนของจุดแจ้งสัญญาณเตือนไฟไหม้นี้ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของสถานประกอบการ

ในส่วนของอุปกรณ์ส่งเสียงสัญญาณเตือนก็จะต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ในสถานประกอบการ ถ้ากดสัญญาณเตือนเหตุไฟไหม้ไปแล้ว มีบางบริเวณไม่ได้ยินเสียงเตือนจะส่งผลให้การอพยพผู้ปฏิบัติงานออกจากพื้นที่อันตรายสายเกินไป

ทั้งนี้ในสถานประกอบการจะต้องมีการอบรมให้ผู้ทำงานทุกคนทราบว่า เมื่อไรจึงต้องใช้สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ และวิธีการใช้สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้เป็นอย่างไร ข้อควรปฏิบัติเมื่อได้ยินสัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ให้ทำอย่างไร (ไปที่จุดรวมพล )

วิธีการใช้สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ควรระบุอย่างชัดเจน ณจุดแจ้งเตือนสัญญาณเพราะแต่ละรุ่นใช้งานต่างกัน บางรุ่นใช้วิธีดึง บางรุ่นเป็นปุ่มกด บางรุ่นก็ต้องทุบกระจกออกก่อนที่จะกดปุ่ม ทั้งนี้ข้อความที่บอกวิธีใช้งานควรที่จะใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานด้วย เช่น ถ้าในบริษัทมีแต่คนไทยล้วนๆ ก็ควรใช้ภาษาไทยมากกว่าใช้ภาษาอังกฤษ

นอกจากนั้นเสียงสัญญาณแจ้งอัคคีภัยนี้ ก็ไม่ควรที่จะซ้ำกับเสียงอื่นๆในสถานประกอบการ เพราะหากไปซ้ำกับเสียงอื่นๆ เช่น ไปซ้ำกับเสียงแจ้งเตือนพนักงานพักเที่ยง หรือเข้าทำงานตอนบ่ายโมง ก็จะทำให้เกิดความสับสนเมื่อได้ยินเสียง

สุดท้ายนี้หากท่านใดต้องการโหลดป้ายความปลอดภัยสำหรับติดเพื่อให้ทราบว่าบริเวณที่ติดป้ายเป็นสัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ ก็สามารถไปดาวน์โหลดที่เว็บบอร์ด โดยคลิ๊กที่นี่ หรือคลิ๊กใต้รูปด้านล่างนี้ได้เลยครับ

ตัวอย่างป้ายสัญญาณแจ้งไฟไหม้

นักออกแบบ ถือ เป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการผลิตสินค้าใหม่ๆออกมา ซึ่งนอกจากจะผลิตสินค้าให้มีความสวยงามแล้ว ยังต้องมีคุณประโยชน์ในการใช้งานดีกว่าเดิมอีกด้วย

อดัม สก็อต เป็นหนึ่งในนักออกแบบที่มีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนถังดับเพลิงให้มีความทันสมัย ใช้งานง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อดูจากรูปลักษณ์ถังดับเพลิงที่เขาออกแบบมาแล้วนั้น เราอาจจะต้องเปลี่ยนไปเรียกว่า ปืนดับเพลิง แทน เพราะมีลักษณ์รูปทรงคล้ายอาวุธในหนังไซไฟตะลุยอวกาศเหลือเกิน

โดยถังดับเพลิงไซไฟที่ออกแบบมานั้น มีทั้งสามรุ่น แยกตามประเภทของสารที่ใช้ในการดับเพลิง คือ น้ำ ,ผงเคมี และ Co2

นอกจากจะดับเพลิงได้แล้ว ยังมีฟังก์ชั่นพิเศษ เป็นไฟเล็งเป้า ติดอยู่ที่เจ้าปืนดับเพลิงนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่พลาดเป้าหมายในการยิงไปที่เปลวเพลิง (ไฟเล็งเป้าก็เหมือนกับในหนัง ที่ปืนทันสมัยๆ จะมีไฟดังกล่าว เป็นลำแสงเล็กๆสีแดงที่ใช้เล็งไปที่เป้าหมายที่จะยิง)

ข้อเสียของถังดับเพลิงแบบเก่า

ภาพด้านบนเป็นข้อเสียของถังดับเพลิงแบบปกติที่อดัม สก็อต บอกไว้ นั่นคือถังที่บรรจุสารดับเพลิงมีน้ำหนักมาก รวมถึงการใช้งานก็ยาก อาจมีการรั่วไหลของสายฉีด ฉีดไม่ถูกวิธี เล็งไปที่เป้าหมายยาก

จากข้อจำกัดข้างต้น จึงเกิดแนวคิด ปืนดับเพลิง
ถังดับเพลิงแบบใหม่

ถังดับเพลิงโลกอนาคต

กับเป้าหมายที่ต้องการให้ จดจำได้ง่ายขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น และดับไฟได้ง่ายขึ้น

ถังดับเพลิงใหม่

ถังดับเพลิงใหม่2

มีทั้งหมด 3 รุ่น ตามประเภทของสารดับเพลิง

ถังดับเพลิงใหม่ส่วนประกอบ

ถังดับเพลิงใหม่กับวัสดุที่ใช้ทำ

2 ภาพสุดท้าย เป็นส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิต เจ้าถังดับเพลิงโลกอนาคตตัวนี้

ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดีย ที่เราต้องรอชมกันต่อไป ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่จะผลิตออกมาใช้งานกัน เพื่อทดแทนถังดับเพลิงโดยทั่วไป