โรคนี้เป็นโรคชนิดชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อของผิดหนังถูกทำลายด้วยความหนาวเย็นที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส (32 องศาF) หรือต่ำกว่านั้น
เนื้อเยื่อผิวหนังบริเวณที่ถูกทำลาย เช่น แก้ม ใบหู มือ และขา ซึ่งเป็นบริเวณที่ไวต่อความรู้็สึกจะหนาวเย็นได้มาก ผิวหนังที่ถูกความหนาวเย็นจัดจะก่อให้เกิดปัญหาถึงเส้นเลือดใต้ผิวหนัง โรคเนื้อเยื่อถูกทำลายด้วยความเย็นจัดนี้ สามารถฟื้นตัวและหายได้เพียงแต่ส่วนที่ถูกทำลาย คือ เฉพาะเนื้อเยื่อและผิวหนังเท่านั้น แต่ตรงกันข้ามหากความหนาวเย็นทำลายถึงเส้นเลือดแล้ว จะทำให้เกิดเป็นโรคเนื้อตาย และท้ายที่สุดก็อาจจำเป็นต้องตัดเนื้อเยื่อที่ตายนั้นทิ้งไป

อาการของโรคเนื้อเยื่อถูกทำลายเพราะความเย็นจัด
- มีอาการปูดบวมเป็นตะปุ่มตะป่ำ
- เกิดอาการปวดและเสียวแปลบบริเวณผิวหนัง คล้ายถูกไฟไหม้
- บางส่วนหรือทั้งหมดของบริเวณที่ถูกความเย็นจัด จะเกิดอาการเหน็บชาเล็กน้อย หรืออาจไม่มีความรู้สึกเลยก็ได้
- ผิวจะซีดและเย็น
- เมื่อเริ่มร้อนขึ้น จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิว ผิวจะเป็นสีแดงคล้ายไหม้
- เมื่ออาการเริ่มเป็นมากขึ้น ความเจ็บปวดจะคลายลงหรือบางครั้งคล้ายกับหายปวดไปเลย
- ในกรณีที่มีอาการหนัก ผิวที่ถูกความเย็นจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
การรักษา
- เคลื่อนย้ายคนไข้ไปยังสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นกว่า
- ให้ความร้อนกับบริเวณที่เป็นโรค โดยอาจให้แช่ในน้ำอุ่น (ห้ามใช้น้ำเดือด) จนกว่าผิวหนังจะเริ่มนุ่มและกลับเป็นปกติ
- พันด้วยผ้าพันแผลที่สะอาดในบริเวณที่เป็นพร้อมกับใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
- หากไม่สามารถคลายความเย็นจากบริเวณที่เป็น ห้ามทำซ้ำอีก เพราะจะไปเร่งให้ความเย็นกลับมาอีก ทำให้เกิดอันตราย
ข้อควรทราบ
- จัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ให้เร็วที่สุด
- เพราะว่าผลการรักษาเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายโดยความเย็นนี้ยังไม่สามารถทราบได้ล่วงหน้า โดยทั่วไปโรงพยาบาลที่รับคนไข้ชนิดนี้ จะใช้วิธีรักษาแบบเดียวกันหมด
- ใช้ว่านหางจระเข้ปิดทับบริเวณที่เป็น โดยฝานว่านหางจระเข้ให้เป็นแผ่นบางๆแล้วปิดทับลงบนแผล จากนั้นหุ้มห่อด้วยผ้าพันแผลอีกครั้ง
- อาจจำเป็นต้องฉีดยาฆ่าเชื้อโรค เช่น เพนนิซิลิน
- คนไข้อาจต้องการยาบรรเทาไอบูโพเฟน เพื่อป้องกันการอักเสบ
- บางครั้งอาจจำเป็นต้องฉีดมอร์ฟีนเพื่อระงับการปวดในช่วงที่คลายจากความหนาวมาสู่อุณหภูมิที่สูงขึ้น
- ผู้ป่วยอาจต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวัน