Archive for October, 2010

แผนความปลอดภัยที่เข้าใจง่าย

หากแผนบริหารกิจการมีสภาพการณ์เป็นไปดังเช่นที่กล่าวมาในหัวข้อที่แล้ว (อ่านที่นี่)  กิจการนั้นๆจะต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติทันที

การควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยก็ไม่ต่างกัน คือ จำเป็นที่จะต้องจัดทำแผนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์จริงของกิจการและนำไปดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลได้ สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดทำแผนดังกล่าว คือ การจัดทำแผนซึ่งพนักงานในบริษัทสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย และเกิดประโยชน์ได้

ประเด็นหลักๆ ที่ควรจะต้องใส่ใจมีดังต่อไปนี้ คือ

1. ทำความเข้าใจสภาพการณ์ที่แท้จริงของจุดปฏิบัติงานและจัดทำแผนที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์นั้น

2. แผนดังกล่าว ควรจะสะท้อนความคิดเห็นของสายการผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3. ไม่กำหนดหัวดำเนินการแบบเหวี่ยงแหครอบจักรวาล แต่ต้องเน้นไปที่ประเด็นสำคัญซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิผล

4. แทนที่จะจัดทำแผนซึ่งใช้ภาษาที่ลึกซึ้งเข้าใจยากเพื่อเน้นความสวยหรูหรือเพื่อให้ฟังดูขลัง ควรใช้ภาษาที่เรียบง่ายซึ่งสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนกับพนักงานทุกระดับชั้น

5. ไม่ว่าจะเป็นแผนซึ่งใช้กับทั้งบริษัท โรงงาน สถานประกอบการ สถานที่ทำการ หรือจุดปฏิบัติงาน ควรเป็นแผนซึ่งมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

6. ในแต่ละหัวข้อดำเนินการที่กำหนดไว้ในแผนควบคุมนั้น ควรระบุให้ชัดเจนลงไปว่า “หน่วยงานใด ใครควรทำอะไร และอย่างไร เมื่อใด”

7. มีการกำหนดระยะเวลาในการตรวจสอบความคืบหน้าของกิจกรรมซึ่งดำเนินการไปบนรากฐานของแผนการควบคุมอยู่สม่ำเสมอ พร้อมกับมีการปรับปรุงแก้ไขตามความจำเป็น

ปัญหาการทำแผนความปลอดภัย

แผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยเป็นแผนซึ่งกิจการแต่ละแห่งต่างก็ได้จัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถันมาตั้งแต่เดิมแล้ว แต่แบบแผนและเนื้อหานั้นย่อมแตกต่างกันไปอย่างหลากหลาย

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีหลักเกณฑ์อย่างเป็นรูปธรรมตายตัวว่า แผนควบคุมที่ดีนั้นควรเป็นเช่นไร หรือมีขั้นตอนในการจัดทำอย่างไร การเริ่มต้นจัดทำแผนดังกล่าวนี้จึงมักพบกับความลังเลใจไม่แน่ใจเป็นส่วนใหญ่

ในขณะเดียวกัน จากผู้เกี่ยวข้องของกิจการที่มีการจัดทำแผนอยู่แล้วนั้น ก้ได้จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในการจัดทำแผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัย ดังต่อไปนี้

1. จับประเด็นปัญหาไม่ถูกเมื่อจะลงมือจัดทำแผน

2. ไม่ทราบวิธีที่จะจับประเด็น และจัดการกับปัญหาซึ่งต้องบรรจุไว้ในแผน

3. เนื่องจากเป็นการจัดทำแผนบนโต๊ะโดยไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เป็นสายการผลิต แผนที่ได้จึงไม่สอดคล้องกับสภาพการณืที่เป็นจริง

4. แผนประจำปีที่จัดทำขึ้นใหม่ทุกปีนั้นมักไม่มีความโดดเด่นอะไร จึงไม่ทำให้ประสิทธิผลชัดเจน

5. แผนที่จัดทำขึ้นนั้นซับซ้อนยุ่งยาก เนื่องจากมีรายละเอียดหลากหลายและมากเกินไป ในที่สุดจึงไม่มีการนำไปดำเนินการจริง

6. หัวข้อของแผนดำเนินการกว้างเกินไป เขียนแบบครอบคลุมจักรวาล ซึ่งมีการหยิบยกแผนในการทำกิจกรรมต่างๆขึ้นมากล่าวอ้างมากมาย แต่ก็มักจะมีแต่รูปแบบจนไม่สามารถเชื่อมโยงกับการป้องกันอุบัติเหตุได้

7. แผนประจำปีที่จัดทำกันขึ้นมานั้นมักจะกลายเป็นเรียงความที่นำเสนอผู้บังคับบัญชา ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์จริงของจุดปฏิบัติการเท่าที่ควร จึงไม่สามารถนำไปดำเนินการจริงได้

8. ด้วยเหตุที่เป็นแผนซึ่งจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวอย่างมัดมือชกโดยหน่วยงานสต๊าฟ ดังนั้น หน่วยงานที่เป็นสายการผลิต จึงมักไม่ค่อยปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างกระตือรือร้น

9. เนื่องจากเป็นแผนดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์จริงของที่ทำงาน จึงไม่อาจผลักดันให้สายการผลิตเกิดพลังใจที่จะลงมือปฏิบัติให้ดีพอ พฤติกรรมจึงเฉื่อยชา

10. แผนยังขาดความชัดเจนด้านรูปธรรม พอถึงเวลาที่จะลงมือปฏิบัติจริงกลับไม่ทราบว่าควรปฏิบัติเช่นใด

11. แผนที่จัดทำโดยบริษัท โรงงาน สถานประกอบการ สถานที่ทำการและจุดปฏิบัติงาน ไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในที่สุดจึงไม่มีสักแผนเดียวที่จะเชื่อมโยงไปถึงการลงมือปฏิบัติจริง

12. วิธีปฏิบัติตามแผนไม่ได้ถูกระบุให้เป็นรูปธรรมพอ วิธีปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานจึงไปคนละทิศละทาง และยังปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการตรวจสอบติดตามผล ผลการดำเนินการตามแผนดังกล่าวของกิจการนั้นๆ จึงขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จากปัญหาต่างๆข้างต้น ทำให้แผนซึ่งผู้รับผิดชอบได้จัดทำขึ้นด้วยความยากลำบากนั้น กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก และไม่เกิดประโยชน์ในความเป็นจริงเท่าที่ควร

ที่มา : หนังสือ แผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัย โดย สสท.

แผนควบคุมความปลอดภัย

ในการบริหารกิจการนั้น จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของยอดขายในแต่ละปี พร้อมทั้งระบุถึงวิธีการอย่างเป็นรูปธรรมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของศักยภาพของกิจการและสภาวะแวดล้อมของการบริหาร ผนวกเข้ากับความพยายามร่วมมือร่วมใจกันของพนักงานทุกคน

สำหรับการควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยก็เช่นเดียวกัน จะต้องกำหนดเป้ามหมายว่าความปลอดภัยและสุขอนามัยนั้น ควรจะอยู่ในสภาวะเช่นใด จากนั้นก็จะต้องจัดทำแผนในการแก้ไขปัญหาทั้งที่กำลังเผชิญอยู่ และที่มักจะเกิดควบคู่กับการดำเนินกิจการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ดังกล่าวข้างต้น

ประเด็นสำคัญของการควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัย คือ การบังเกิดผลในทางที่ดีมากขึ้นทุกๆปีอย่างสม่ำเสมอ

ความปราถนาในการนี้ คือ ให้ อุบัติภัย เป็นศูนย์ (อุบัติเหตุเป็นศุนย์) และสร้างสภาพการณ์ที่ไม่มีปัญหาใดๆเลย ในแง่ของความบาดเจ็บ ความเจ็บป่วย หรือความบกพร่องทางสุขอนามัยอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงาน

ถ้าหากไม่สามารถสร้างแนวโน้มที่ลดลงทุกๆปี ของจำนวนครั้งในการเกิดอุบัติภัย หรือว่าการเกิดอุบัติภัยยังคงมีอัตราการลดและเพิ่มสลับกันไปอยู่ตลอดเวลาแล้วนั้น แสดงว่าความสามารถในแง่ดังกล่าวนี้ ยังไม่ได้รับการสั่งสมให้ีมีรากฐานที่มั่นคงเพียงพอ ซึ่งแสดงว่านั่นยังไม่ใช่การควบคุมที่ส่งผลดีในระยะยาว

หรือหากปรากฎว่า อัตราการเกิดอุบัติภัยของกิจการตนสูงกว่ากิจการคนอื่นในประเภทเดียวกันอยู่มาก นั่นย่อมไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอน

แม้แต่ในกรณีที่ดำเนินการควบคุมด้วยวิธีการที่แต่ละหน่วยงานจัดทำแผนขึ้นเองไม่ว่าจะโดยการลองผิดลองถูก หรือด้วยความคิดชั่วแล่นผุดขึ้นในสมอง นั่นย่อมไม่สามารถวางรากฐานที่ดีได้ ซึ่งไม่ถือว่าประสบความสำเร็จแต่อย่างใด

เพราะถ้าหากไม่ใช่แผนควบคุมที่ถูกจัดทำขึ้นอย่างรัดกุม โดยมีพื้นฐานที่สอดคล้องกับนโยบายของผู้บริการระดับสูง ซึ่งผ่านการพิจารณากรั่นกรองเป็นอย่างดี และทุกหน่วยงานได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง จนสามารถสั่งสมความสามารถและส่งผลให้เกิดอุบัติภัยลดลงทุกปีแล้ว ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นการควบคุมที่ดี

แผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัย จึงมีความจำเป็นด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้

โปสเตอร์ความปลอดภัยจากเสียง.jpg_thumb

5ขั้นตอนป้องกันอันตรายจากเสียงthumb

โปสเตอร์สวมอุปกรณ์ลดเสียง.jpg_thumb

อันตรายจากเสียงดัง เป็นอีกหนึ่งอันตรายที่หลายคนอาจมองข้ามไป เพราะถ้าไม่ใช่เสียงที่ดังมากขนาดที่ทำให้หูดับในทันที ก็จะยากที่รับรู้ถึงการเสื่อมสมรรถภาพในการได้ยิน เพราะความสามารถในการได้ยินจะค่อยๆลดน้อยลงไป กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

สำหรับวันนี้ เนื่องจากมีสมาชิกในเว็บบอร์ดได้อีเมล์มาขอโปสเตอร์ รณรงค์เรื่องเสียงดัง ผมจึงได้นำโปสเตอร์ไปโพสให้ในเว็บบอร์ด

สำหรับท่านใดที่สนใจจะดาวน์โหลด สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บบอร์ดตาม url ด้านล่างนะครับ

http://forums.thaisafetywork.com/index.php?topic=1351.msg4745

การใช้งานชุดตัดแก๊ส ซึ่งมีการทำงานผสมกันระหว่างอ๊อกซิเจนและแก๊สเชื้อเพลิง สามารถที่จะเกิดการย้อนกลับของแก๊สและประกายไฟได้ หากเกิดแรงดันแก๊สลดลงอย่างฉับพลัน จะส่งผลแก๊สและประกายไฟที่หัวตัดหรือเชื่อมซึ่งมีแรงดันแก๊สสูงกว่า ไหลย้อนกลับเข้าสู่ภายในสายของชุดตัดแก๊สซึ่งมีแรงดันต่ำกว่า และในการไหลย้อนกลับของแก๊ส หากมีความร้อนจากประกายไฟ และการผสมกันของแก๊สที่เพียงพอ ก็จะเกิดการระเบิด

ชุดตัดแก๊ส

สาเหตุที่ทำให้แรงดันแก๊สลดลงอย่างฉับพลัน มีหลายสาเหตุ เช่น
1. มีเศษวัสดุจากการเชื่อม ตัด ไปปิดช่องรูที่หัวจ่ายแก๊ส หรือนมหนู ทำให้เกิดการอุดตัน
2. แรงดันอาจลดลงจากการพับงอของสายส่งแก๊ส หรือถูกรถทับ
3. ประกายไฟจากที่อื่นหล่นโดนสายส่งแก๊สที่รั่วอยู่ ทำให้สายเสียหาย
4. เมื่อออกซิเจนหมดถังขณะใช้งาน ก่อนที่จะปิดวาล์วที่ด้าม แก๊สอะเซทิลีนหรือLPG จะไหลย้อนเข้ามาที่สายและเกจ์ออกซิเจน
5. เมื่อปิดวาล์วหัวถ้งแล้ว เปิดวาล์วที่ด้ามตัดเพื่อไล่ออกซิเจนและแก๊สเชื้อเพลิงออก แก๊สเชื้อเพลิงที่มีแรงดันต่ำกว่า จะไหลออกก่อน จึงทำให้ออกซิเจนสามารถไหลย้อนไปยังสายและเกจ์ของแก๊สเชื้อเพลิงได้
6.เมื่อเปิดวาล์วทั้งออกซิเจนและแก๊สเชื้อเพลิงพร้อมกัน แล้วทำการจุดไฟเพื่อใช้งาน (ปรับแรงดันทั้ง 2 ให้สมดุล) ถ้าออกซิเจนมีอัตราการไหลมากกว่าอัตราที่นมหนูจะปล่อยได้ ออกซิเจนจะไหลย้อนกลับที่สายและเกจ์ของแก๊สเชื้อเพลิง

วิธีการป้องกันไฟย้อนกลับ
ทำได้โดยติดตั้งวาล์วกันกลับ(check valve) และอุปกรณ์กันไฟย้อนกลับ (flashback arrestor)

วาล์วกันกลับ (check valve)
checkvalve

ทำหน้าที่ ป้องกันการไหลย้อนกลับของแก๊ส ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดไฟย้อนกลับ แต่วาล์วกันกลับไม่สามารถหยุดไฟย้อนกลับได้ ดังนั้นการใช้วาล์วกันกลับเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการเกิดไฟย้อนกลับอย่างแน่นอน

flashback arrestor

ป้องกันไฟย้อนกลับ ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง มีทั้งแบบที่ ติดตั้งที่หัวตัดแก๊ส/เชื่อม , ติดตั้งที่สาย , และติดตั้งที่ที่อุปกรณ์ปรับความดัน (Regulator)

Torch-mounted flashback arrestors
เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับสำหรับติดตั้งที่หัวตัดแก๊ส/เชื่อม ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ หยุดเปลวไฟที่ย้อนกลับ และหยุดแก๊สที่ย้อนกลับด้วยระบบวาล์วกันย้อนที่ติดตั้งภายใน

กันไฟย้อนที่หัวตัด

ตัวกรองไฟของอุปกรณ์กันไฟย้อน ทำมาจาก Sinter Metal ซึ่งเป็นการนำโลหะมาถักเป็นตัวกรองแล้วเพิ่มอุณหภูมิให้เกือบถึงจุดหลอมละลาย (ประมาณ 90%) ทำให้เกิดการแพร่กระจายโครงสร้างอะตอม ณ ตำแหน่งสัมผัส โครงสร้างจึงมีความแข็งแรง, อายุการใช้งานยาวนาน สามารถนำกลับมาล้างใช้ใหม่ได้หลายๆครั้ง แต่คุณภาพการกรองยังเหมือนเดิม ที่สำคัญสามารถใช้งานได้ในที่แรงดันและอุณหภูมิสูงๆ

การติดตั้ง Torch-mounted flashback arrestors เป็นสาเหตุที่ทำให้แรงดันลดลง และอัตราการไหลของแก๊สลดลง อย่าลืมตรวจสอบอัตราการไหลที่ต้องการใช้งาน

Hose-mounted flashback
อุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ แบบติดตั้งที่สาย มีระบบการทำงานคล้ายกับแบบ Torch-mounted flashback arrestors ใช้ติดตั้งที่สายแก๊ส ใกล้หัวตัด
Flashback_Arrestor_for_Hose

Regulator-mounted flashback arrestors

อุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ ชนิดติดตั้งที่อุปกรณ์ปรับความดัน จะติดตั้งที่ทางออกของแก๊สที่อุปกรณ์ปรับความดัน ทั้งในส่วนของอ๊อกซิเจน และแก๊สเชื้อเพลิง

ติดตั้งกันไฟย้อนที่อุปกรณ์ปรับแรงดัน

มาดูภายในของอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ
ภายในกันไฟย้อน

การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ

เราสามารถป้องกันไฟย้อนกลับได้  โดยการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ  ที่ชุดตัดแก๊ส  4 จุด ดังนี้คือ
1. ทางออกของ Oxygen Regulator
2. ทางออกของ Fuel Gas Regulator
3. ดาม Torch ทางด้านที่ต่อกับสายออกซิเจน
4. ดาม Torch ทางด้านที่ต่อกับสายแก๊สเชื้อเพลิง

ติดตั้งกันไฟย้อน4จุด

การเลือกซื้ออุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ flashback arrestor
โปรดดูรายละเอียดว่ามีการทำงานของอุปกรณ์ครบอย่างนี้หรือไม่ หากไม่ครบตามนี้ ยืนยันว่าไม่สามารถป้องกันไฟย้อนได้อย่างสมบูรณ์

flashback

1. Gas Non-return Valve เป็นวาล์วทีให้แก๊สไหลได้ทางเดียว ซึ่งจะทำให้แก๊สที่วิ่งไหลย้อนไม่สามารถผ่านไปได้

2. Flame Arrestor เมื่อเกิดประกายไฟวิ่งย้อนกลับอุปรณ์ที่เป็น flame areestor ซึ่งทำจากสแตนเลสที่อุดแน่นและมีรูพรุน จะทำให้ประกายไฟลดอุณหภูมิจนต่ำกว่า อุณหภูมิจุดวาบไฟ (Ignition Temperature) ทำให้แก๊สเชื้อเพลิงภายในไม่สามารถติดไฟได้ไฟจึงดับ

3. thermal cut-off valve ชุดสปรุงซึ่งจะทำการปิดอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิภายในสุงขึ้น Burnback เกินกว่าที่ตั้งไว้ทำให้แก๊สภายในหยุดไหล เพื่อป้องกันการจุดระเบิด (มีเฉพาะบางรุ่น)

ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างแน่นอน

การตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ (Flashback Arrestor)
วิธีที่ดีที่สุด คงเป็นการใช้อุปกรณ์ตรวจสอบโดยตรง ดังรูปด้านล่าง
เครื่องตรวจflashback

ถ้าเป็นการตรวจสอบโดยทั่วไปที่มีไม่เครื่องมือ ให้ทำการตรวจสอบสภาพภายนอกของอุปกรณ์กันไฟย้อน ต้องไม่บุบ เบี้ยว

เกลียว หรือ ขั้วต่อ ต้องอยู่ในสภาพปกติ สามารถติดตั้งได้อย่างแน่นหนา ไม่หลวม

อุปกรณ์กันไฟย้อน สะอาด แห้ง ไม่มีคราบน้ำมัน

ทดสอบเช็ควาล์วด้วยการใช้แรงดันลมที่ต่ำกว่า 2 psi เป่าย้อนกลับไป ถ้าลมสามารถผ่านไปได้ แสดงว่า check  valve ของอุปกรณ์กันไฟย้อนไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

ขอบคุณ ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://gsithailand.com  และ เอกสารจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม

การควบคุมและป้องกัน ด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม เป็นการดำเนินมาตรการป้องกัน หรือ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในการทำงาน โดยใช้หลักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ และ ศิลปศาสตร์ เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงานลงให้น้อยที่สุด ซึ่งหลักการควบคุม และ ป้องกันด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ประกอบด้วย 3 หลัก การ ดังนี้

1. การควบคุมและป้องกันที่แหล่งกำเนิด (source) หรือ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอันตราย เป็นการควบคุมไม่ให้สารเป็นพิษ หรือ สิ่งคุกคามต่อสุขภาพอนามัย ของผู้ปฏิบัติงานแพร่กระจายออกไปสู่ บรรยากาศการทำงาน เช่น การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต การใช้ระบบระบายอากาศ เฉพาะที่ดูดเอาสารเป็นพิษให้ ออกจากแหล่งนั้น
2. การควบคุมและป้องกันที่ทางผ่านของอันตราย (path) เป็นการควบคุมอันตรายไม่ว่าจะเป็นสารเป็นพิษที่อยู่ในอากาศ หรือทางเดินของเสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดของเสียง โดยการใช้วิธีการระบายอากาศทั่วไป การตรวจสภาพสิ่งแวดล้อมในการทำงาน หรือ การติดตั้งสัญญาณเตือนภัย

3. การ ควบคุม และ ป้องกันที่ตัวผู้ปฏิบัติงาน (receiver) เป็นการควบคุม ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับอันตรายจากการสัมผัสกับสารเป็นพิษ จนเกิดความเจ็บป่วย เช่น การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) การให้การศึกษา และฝึกอบรม การตรวจสุขภาพของผู้ ปฏิบัติงาน
จากหลักการพื้นฐานในการควบคุม และป้องกันด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ทั้ง 3 ประการ นี้ เมื่อจะดำเนินการควบคุม และ ป้องกันอันตราย จากสิ่งแวดล้อมการทำงาน สามารถกำหนดวิธีการควบคุมสิ่งแวดล้อมการทำงาน เป็นมาตรการใหญ่ๆ ได้ 2 มาตรการ คือ

1. มาตรการควบคุมทางวิศวกรรม (engineering controls) เป็นการควบคุม อันตรายที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอน การออกแบบรายละเอียดหรือการใช้ วิธีการทดแทนการแยกกระบวนการที่เป็นอันตราย การจัดระบบระบายอากาศเฉพาะที่ และ การปิด คลุมส่วนที่ เป็นอันตราย หรือ การระบายอากาศ เช่น การผสม สารเคมีโดยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ แทนการใช้ คน หรือ การใช้ฉา ดูด ซับเสียง หรือทำห้องเก็บเสียงเพื่อแยกกระบวนการผลิตที่มีเสียง ดัง

2. มาตรการควบคุมทางด้านบริหาร (administrative controls) เป็นการควบคุมอันตรายที่จะลดการสัมผัสของผู้ปฏิบัติงาน โดยลดช่วงเวลาการทำงาน ในบริเวณที่เป็นอันตราย รวมทั้ง การฝึกอบรม และ ให้ความรู้เกี่ยวกับการตระหนักถึงอันตราย และขั้นตอน การปฏิบัติที่จะ ช่วยลดการสัมผัสอันตรายได้ เป็น อย่างดี การดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจน การจัดหาอุปกรณ์ คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้สวมใส่เพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งแวดล้อม โดยใช้ มาตรการนี้ควบคู่ไปกับ มาตรการควบคุม ทางวิศวกรรม เช่น การ ทำความสะอาด เครื่องดูดฝุ่นเป็นประจำ การให้ พนักงานสวมแว่น ป้องกัน สารเคมีในขณะทำงานกับสารเคมี
วัตถุประสงค์ ของการควบคุม และ ป้องกัน ด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ซึ่งมีสิ่งคุกคามทางสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นทางเคมี และ ทางกายภาพ จะไม่เจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพ การผลิตของสถานประกอบกิจการ ทำให้สถานที่ทำงาน มีความปลอดภัย

ที่มา : หนังสือหลักการควบคุมด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม โดย อาจารย์ยุวดี สิมะโรจน์

แนวทางปฏิบัติในการเตรียมการฝึกอบรม ได้แก่
อบรมความปลอดภัยในการทำงาน

1. ต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นในการฝึกอบรม หรือไม่ โดยวิเคราะห์ว่าปัญหาที่มีอยู่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยวิธีการฝึกอบรม เช่น ผู้ปฏิบัติงานละเลยที่จะสวมใส่หน้ากากป้องกันการหายใจ ในสถานที่ทำงานที่ยังมีปัญหาเรื่องฝุ่นฟุ้งกระจายในอากาศ ปัญหานี้ต้องใช้การฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการทำงานและวิธีการป้องกัน

2. วิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม โดยพิจารณาบุคลากรต่างๆที่อยู่ในกระบวนการผลิตว่ามีความต้องการในการฝึกอบรมด้านใด ซึ่งการฝึกอบรมจะช่วยให้เกิดความรู้ ปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ทำให้เกิดการตระหนักเห็นคุณค่าที่ถูกต้อง สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีทักษะ/ความชาญ

3. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการฝึกอบรม ซึ่งต้องเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่สามารถวัดและประเมินผลได้ชัดเจน

4.ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน โดยต้องพิจารณาถึงประเภทของเทคนิควิธีการฝึกอบรม เนื้อหาสาระ สื่อต่างๆ ที่จะนำมาใช้ ผู้เข้าอบรมต้องมีส่วนในการร่วมในการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวคิดในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการประชุมกลุ่ม การวิเคราะห์ปัญหาจากกรณีตัวอย่าง

5. การดำเนินการฝึกอบรม ในระหว่างดำเนินการฝึกอบรม ต้องให้ผู้เข้าอบรมได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และได้ฝึกทักษะ

6 . การประเมินผลการอบรม โดยประเมินความรู้ ความเข้าใจ ซึ่งใช้แบบทดสอบความรู้ การสังเกตของผู้สอน ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการฝึกอบรมได้บรรลุเป้าหมาย

7. การปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรม ถ้าผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการอบรมแล้ว ยังมีความรู้ หรือทักษะอยู่ในระดับน้อย หรือ ปานกลาง เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการทบทวนหลักสูตรใหม่ และก็เข้าสู่กระบวนการอบรมอีก

8. เอกสารของการฝึกอบรมต้องบันทึกเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการอบรม แผนการจัดอบรม แบบทดสอบความรู้ เอกสารประกอบการอบรม

ตัวอย่างหลักสูตรการอบรมที่ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับการอบรม มีดังนี้

1. อันตรายจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
2. การประเมินความเสี่ยงจากการทำงาน
3. โรคจากการประกอบอาชีพ
4. หลักการควบคุมและป้องกันอันตรายจากการทำงาน
5. การจำแนกประเภทสารเคมีและการติดฉลาก( Globally Harmonized System :  GHS)
6. เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี (safety data sheet)
7. ความปลอดภัยในการใช้สารเคมี
8. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับหัวหน้างาน
9. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับบริหาร
10. หลักการควบคุมด้านสุขศาสตร์อุสาหกรรมสำหรับผู้ปิบัติงานและผู้บริหาร
11. ความปลอดภัยในการทำงาน
12. การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
13. การอนุรักษ์การได้ยิน
14. การตอบโต้เหตุฉุกเฉิน
15. การบำรุงรักษาเครื่องจักรหรืออุปกรณ์

ที่มา : หนังสือหลักการควบคุมด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม มสธ.

ผมเจอข้อมูลจาก เว็บไซท์ของ สวทช. เห็นว่ามีประโยชน์จึงขอนำมาเผยแพร่ให้ทุกท่าน

การติดต่อสื่อสาร เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก แต่ในภาวะฉุกเฉินต่างๆ เช่น น้ำท่วม ซึ่งจำเป็นต้องมีการตัดกระแสไฟฟ้า ทำให้เราไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้

มาดูวิธีแก้ไขปัญหากันครับ ด้วยการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ด้วย แบตเตอรี่รถยนต์ และ อินเวอร์เตอร์(ตัวแปลงไฟจากแบตเตอรี่ เป็นกระแสไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า)

อุปกรณ์
๑.แบตเตอรี่ ๑๒ โวลท์ จากรถยนต์
ชาร์จแบตมือถือ

๒.อินเวอร์เตอร์แปลงแรงดันจาก ๑๒โวลท์ดีซี เป็น ๒๒๐โวลท์เอซี ขนาดของอินเวอร์เตอร์ในท้องตลาดมีตั้งแต่ ๘๐วัตต์ จนถึง ๑๐๐๐วัตต์ ส่วนสายไฟสำหรับต่อกับแบตเตอรี่มักจะให้มากับอินเวอร์เตอร์ รูปด้านล่างเป็นขนาด ๑๐๐๐ วัตต์ครับ

ชาร์จแบตมือถือ2
๓.สายปลั๊กต่อพ่วงเพื่อให้สามารถเสียบเครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือได้หลายๆเครื่อง (สายต่อพ่วงที่ไม่มีคุณภาพ คือ เสียบปลั๊กแล้วไม่แน่นหลวมติดๆดับๆ อาจทำให้ทั้งเครื่องชาร์จและอินเวอร์เตอร์เสียหายได้)

ชาร์จแบตมือถือ3

การต่ออุปกรณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน
๑.ต่อสายแบตเตอรี่สีแดงเข้าที่ขั้วบวก (+) และสายสีดำเข้าที่ขั้วลบ (-) ของทั้งฝั่งอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ดังรูป ตรวจสอบขั้วและสีสายให้ดีถ้าต่อผิดหรือสลับขั้วอาจทำให้อินเวอร์เตอร์เสียหายถาวรได้ ควรต่อให้แน่นเพราะขณะอินเวอร์เตอร์จะมีกระแสผ่านขั้วต่อต่างๆสูง ถ้าต่อไม่แน่นจะทำให้ขั้วต่อร้อนจัดและทำความเสียหายได้

ชาร์จแบตมือถือ4

๒.เมื่อต่อสายเสร็จแล้วตรวจสอบการทำงานของอินเวอร์เตอร์โดยการเปิดสวิชท์ที่อินเวอร์เตอร์ ซึ่งอินเวอร์เตอร์ส่วนใหญ่จะบอกสถานะการทำงาน โดยจะมีไฟจะติดสว่าง

ชาร์จแบตมือถือ5

๓.เสียบสายปลั๊กต่อพ่วงแล้วต่อเครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือ ตามรูปด้านล่างนี้

ชาร์จแบตมือถือ6

๔.แบตเตอรี่ขนาด ๑๒โวลท์ ๖๐แอมแปร์ 1 ชั่วโมงจะสามารถประจุแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือได้ประมาณ ๑๐๐ เครื่อง อย่างต่อเนื่อง (ไม่ใช่เอาร้อยเครื่องมาเสียบพร้อมกันนะครับ) ถ้าคำนวณประสิทธิภาพพลังงงานจะพบว่าต่ำมาก แต่ในยามคับขันถือว่ายอมรับได้ครับ

๕.อีกประการหนึ่งถ้าไม่มีการประจุแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือ ไม่ควรเสียบเครื่องชาร์จทิ้งไว้ในขณะที่อินเวอร์เตอร์เปิดอยู่ เพราะถึงแม้จะไม่มีการชาร์จโทรศัพท์ แต่เครื่องชาร์จก็กินพลังงานจากแบตเตอรี่ผ่านอิเวอร์เตอร์อยู่ดี
๖.ขณะปลั๊ก 220โวลท์ของอินเวอร์เตอร์ไม่มีอะไรเสียบอยู่ควรปิดอินเวอร์เตอร์ เพราะแม้อินเวอรเตอร์ไม่จ่ายพลังงานแต่ตัวมันเองก็ใช้พลังงานส่วนหนึ่งจากแบตเตอรี่ ถ้าเปิดทิ้งไว้แบตเตอรี่จะหมดไปโดยเปล่าประโยชน์

สุดท้ายขอขอบคุณ สวทช. ครับ ที่นำบทความดีๆแบบนี้ออกมาเผยแพร่ เพื่อเป็นประโยชน์ในยามคับขัน

ควบคุมเสียง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเสียงดังในบริเวณการทำงาน เกิดขึ้นได้จากหลายๆปัจจัย ได้แก่ ขนาด ชนิด และจำนวนของเครื่องจักร วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ลักษณะของอาคารโครงสร้างของพื้น/ผนัง และเกิดจากกระบวนการหรือวิธีการทำงานของพนักงาน

เสียงดังที่เกิดจากปัจจัยทางด้านเครื่องจักร เช่น เครื่องปั่นด้าย เครื่องทอผ้า เครื่องอัดลม และมอเตอร์ หรือจากอุปกรณ์ที่เป็นส่วนของเครื่องจักร เช่น มู่เลย์สายพานเยื้องศูนย์ สายพานหย่อน จะทำให้เกิดเสียงดังจากการเสียดสีระหว่างสายพานกับร่องสายพาน นอตยึดส่วนประกอบของอุปกรณ์หรือโครงสร้างหลวม เมื่อเครื่องจักรทำงานจะทำให้เกิดการกระทบกันของโลหะก่อให้เกิดเสียงดัง ลูกปืนแตกชำรุด ก่อให้เกิดเสียงดังขณะที่ตลับลูกปืนหมุน เป็นต้น

เสียงดังที่เกิดจากกระบวนการ หรือวิธีการทำงานของพนักงาน เช่น การโยนชิ้นงานโลหะลงภาชนะ หรือที่กองเก็บ การเคาะ/ตอก เพื่อดัดหรือเคาะแต่งชิ้นงาน โดยไม่มีมาตรการช่วยลดระดับเสียงที่เกิดจากการเคาะ หรือการนำแรงดันลมจากท่อหรือสายลมมาเป่าตัวพนักงาน เป็นต้น

การควบคุมและป้องกันอันตรายจากเสียงดัง มีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ
1. การควบคุมเสียงที่แหล่งกำเนิด ซึ่งควรพิจารณาเป็นลำดับแรก เช่น การออกแบบเครื่องจักร เครื่องมือ ให้ทำงานเงียบ การออกแบบจัดผังการทำงานเพื่อลดการสัมผัสเสียง การจัดที่ครอบปิดเครื่องจักร การติดตั้งในตำแหน่งให้มั่นคงแะลการใฃ้อุปกรณ์ป้องกันการสั่นสะเทือน หรือการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงที่แหล่งกำเนิด เช่น เครื่องจำกัดเสียง (Silencers), เครื่องเก็บเสียง(Muffler), เครื่องลดการสั่นสะเทือน (Vibration Isolators), แหนบลดการสั่นสะเทือน (Damper Treatment) เป็นต้น และการบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ

2. การควบคุมที่ทางผ่าน เป็นการควบคุมเพื่อต้องการลดระดับเสียงที่จะมาถึงหูของผู้ปฏิบัติงาน สามารถทำได้โดยการเพิ่มระยะทางระหว่างแหล่งกำเนิดและบริเวณที่มีผู้ปฏิบัติงานอยู่ การปิดกั้นห้องหรือทำฉากกำบังกั้นทางเดินเสียง การติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงที่เพดานหรือฝาผนัง

3. การควบคุมเสียงที่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นการควบคุมโดยให้ผุ้ปฏิบัติงานสัมผัสเสียงดังให้น้อยที่สุด โดยอาจหมุนเวียนคนทำงาน การจัดทำเป็นห้องควบคุม การทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน การใช้ที่อุดหูหรือที่ครอบหู บางครั้งอาจต้องสวมใส่ทั้งที่อุดหูและที่ครอบหูพร้อมกัน หากต้องปฏิบัติงานสัมผัสเสียงดังมากกว่า 115 เดซิเบลเอ เนื่องจากการใส่ที่อุดหูหรือที่ครอบหูอย่างใดอย่างหนึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

เครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจวัดเสียงมีหลายชนิด ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะเสียงที่ต้องการประเมิน ดังนี้

1. เครื่องวัดระดับความดังของเสียง (Sound Level Meter)
sound level meter
เป็นเครื่องมือในการวัดระดับเสียง สามารถวัดระดับเสียงได้ตั้งแต่ 40 – 140 เดซิเบล โดยทั่วไปผู้ผลิตจะผลิตเครื่องวัดเสียงที่สามารถวัดระดับเสียงได้ 3 ข่ายถ่วงน้ำหนัก  (Weighting Networks) คือ A ,B และ C ข่ายที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง คือ ข่าย A เพราะเป็นข่ายตอบสนองต่อเสียงคล้ายคลึงกับหูคนมากที่สุด  หน่วยวัดของเสียงที่วัดด้วยข่าย A คือ เดซิเบลเอ (dBA)

เครื่องวัดระดับเสียงที่ใช้ในการประเมินระดับเสียงในสถานประกอบกิจการตามกฏหมายอย่างน้อยต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 651  Type 2 (International electrotechnical Commission 651 type 2) หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S 1.4 , BS EN 60651 , AS/NZS 1259.1 เป็นต้น หรือ ดีกว่า เช่น IEC 804 , IEC 61672 , BS EN 60804 , AS/NZS 1259.2 เป็นต้น

2. เครื่องวัดเสียงกระทบหรือกระแทก ( Impulse or Impact Noise Meter)
เสียงกระทบหรือกระแทกเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ แล้วหายไปเหมือนกับเสียงปืน เช่น เสียงตอกเสาเข็ม เครื่องวัดระดับเสียงโดยทั่วไป อาจมีความไวไม่เพียงพอในการตอบสนองต่อเสียงกระแทก จึงควรใช้เครื่องวัดเสียงกระทบหรือกระแทกโดยเฉพาะ

เครื่องวัดเสียงกระทบหรือกระแทก ต้องมีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 61672 หรือ IEC 60804 หรือ ANSI S 1.43 หรือเทียบเท่า หรือดีกว่า

3. เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise Dosimeter)
noise dosimeter
เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาอำนวยความสะดวกในการประเมินการสัมผัสเสียงที่ีมีระดับความดังเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ตลอดระยะเวลาการทำงาน โดยเครื่องวัดชนิดนี้ จะทำการบันทึกระดับเสียง ระยะเวลาที่ได้สัมผัสที่ระดับความดังต่างๆ ตลอดเวลาที่พนักงานได้รับ พร้อมคำนวนปริมาณเสียงสะสมที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ (ค่า D มีหน่วยเป็นร้อยละ) และหรือค่าเฉลี่ยของระดับความดังตลอดเวลา ที่เครื่องวัดนี้ทำงาน

เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม ต้องมีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 61252 หรือเทียบเท่า หรือดีกว่า

4. เครื่องวิเคราะห์ความถี่เสียง (Frequency Analyzer)
Frequency Analyzer
เนื่องจากเครื่องมือวัดระดับเสียงทั่วไป ไม่สามารถบอกความดังเสียงในช่วงความถี่ต่างๆได้ แต่เครื่องวิเคราะห์ความถี่เสียง สามารถวิเคราะห์ความดังเสียงในแต่ละความถี่ได้ แล้วนำผลการตรวจวัดไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการควบคุมเสียง (Noise Control) เช่น การเลือกใช้วัสดุดูดซับเสียงหรือการปิดกั้นทางผ่านของเสียง และการเลือกปลั๊กอุดหูหรือที่ครอบหูที่เหมาะสมได้ เป็นต้น

เครื่องวิเคราะห์ความถี่เสียงต้องมีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 61260 หรือเทียบเท่า หรือดีกว่า

นอกจากในส่วนของเครื่องมือในการตรวจวัดเสียงแล้ว อุปกรณ์ประกอบการตรวจวัดเสียงก็มีความสำคัญ เพื่อให้ได้ค่าการวัดที่ถูกต้องแม่นยำ

อุปกรณ์ประกอบการตรวจวัดเสียง
1. อุปกรณ์ปรับความถูกต้องของเครื่องวัดเสียง (Noise Calibrator)
noise calibator
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรับเทียบความถูกต้องของเครื่องวัดเสียง โดยปฏิบัติตามวิธีการที่ระบุในคู่มือการใช้งานของบริษัทผู้ผลิต ก่อนการใช้งานทุกครั้ง

อุปกรณ์ปรับความถูกต้องของเครื่องวัดเสียง ต้องมีคุณลักษณะสอดคล้องกบมาตรฐาน IEC 60942 หรือ เทียบเท่า หรือดีกว่า

2. ฟองน้ำกันลม (wind Screen)
wind screen
กระแสลมแรงมีผลทำให้การวัดระดับเสียงเกิดความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ดังนั้นขณะตรวจวัดระดับเสียงในบริเวณที่มีลมพัด เช่น ใกล้กับพัดลม ต้องสวมฟองน้ำกันลมที่ไมโครโฟนทุกครั้งและตลอดเวลาการตรวจวัด ฟองน้ำนี้นอกจากจะป้องกันกระแสลมแล้วยังสามารถป้องกันฝุ่น หรือละอองน้ำหรือสารเคมีอื่นไม่ให้เกิดความเสียหายต่อไมโครโฟรของเครื่องวัดระดับเสียงด้วย

3. ขาตั้ง (Tripod)
sound-level-meter-tripod
มีลักษณะเหมือนขาตั้งกล้องถ่ายรูป สำหรับใช้ในกรณีเครื่องวัดระดับเสียงมีขนาดใหญ่หรือต้องใช้ระยะเวลานานในการตรวจวัดแต่ละจุด

ข้อควรระวังในการใช้เครื่องวัดเสียง
เครื่องวัดเสียงเป็นเครื่องมือที่ประกอบด้วยวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มีความบอบบางต่อแรงกระแทก ดังนั้นจะต้องระมัดระวังในการใช้งานไม่ให้ตกหล่น หรือกระแทกกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด

การนำไปใช้งานในภาคสนาม ต้องบรรจุเครื่องมือในกระเป๋าบรรจุเครื่องวัดระดับเสียงโดยเฉพาะ หลังจากใช้งานแล้วต้องเช็ดทำความสะอาดและถอดแบตเตอรี่ออกทุกครั้ง ป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือมีของเหลวไหลจากแบตเตอรี่ทำให้วงจรไฟฟ้าภายในเครื่องวัดเสียงเสียหาย

นอกจากนี้การเก็บเครื่องวัดเสียงจะต้องไม่เก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิสูง และควรศึกษารายละเอียดของเครื่องวัดระดับเสียงในคู่มือการใช้เครื่องมือ เพื่อให้ทราบข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ข้อจำกัดในเรื่องของอุณหภูมิ และความชื้น เป็นต้น