Archive for October, 2010

sound level meter

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวัดเสียงมีหลายชนิด ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะเสียงที่ต้องการประเมิน ส่วนประกอบพื้นฐานของเครื่องวัดเสียงมี 4 ส่วน ดังนี้

1. ไมโครโฟนชนิดทุกทิศทาง (Omnidirectional Microphone)

2. ชุดขยายสัญญาณ (Preamplifier และ Amplifier)

3. ข่ายถ่วงน้ำหนัก (Weighting Networks)

4. มาตรวัด (Meter)

การทำงานของเครื่องวัดเสียง คือ คลื่นเสียงกระทบกับแผ่นไดอะแฟรมของไมโครโฟน ซึ่งแผ่นไดอะเฟรมจะสั่นตามความดันที่มากระทบไมโครโฟน จะทำการเปลี่ยนความดันให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่ชุดวงจรขยายสัญญาณ(Preamplifier) ขยายสัญญาณและส่งผ่านต่อเข้าไปยังข่ายถ่วงน้ำหนัก (Weighting Networks) (ข่าย A,B,C,F หรือ Z) สัญญาณนี้จะส่งไปปรับขยายสัญญาณอีกครั้งและส่งเข้าสู่มาตรวัด (Meter) เพื่อประมวลผลและอ่านค่าเป็นเดซิเบล

เนื่องจาก เครื่องวัดเสียงมีการผลิตออกมาหลากหลายประเภท ตามวัตถุประสงค์ และความแม่นยำในการใช้ จึงมีการกำหนดมาตรฐานของเครื่องวัดเสียงของประเทศต่างๆ องค์กรที่สำคัญคือ IEC (International Electrotechnical Commission) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ต่างๆ สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวัดเสียง มีดังนี้

1. มาตรฐาน IEC 651 :1979   Sound Level Meters

ชนิด 0  ใช้งานสำหรับ Laboratory References standard
ชนิด 1   ใช้วัดเสียงในห้องทดลองและวัดในภาคสนาม
ชนิด 2  วัดเสียงในภาคสนาม
ชนิด 3  วัดเสียงเพื่อการสำรวจเบื้องต้น
หมายเหตุ : ใช้วัดเสียงที่ดังสม่ำเสมอ

2. มาตรฐาน IEC 804 : 1985   Integration – Averaging Sound Level Meters

ชนิด 0  ใช้งานสำหรับ Laboratory References standard
ชนิด 1   ใช้วัดเสียงในห้องทดลองและวัดในภาคสนาม
ชนิด 2  วัดเสียงในภาคสนาม
ชนิด 3  วัดเสียงเพื่อการสำรวจเบื้องต้น
หมายเหตุ : ใช้วัดค่า Leq ของเสียงที่ดังสม่ำเสมอและเสียงที่ดังไม่สม่ำเสมอ

ทั้งนี้เรื่องของมาตรฐานเครื่องวัดเสียง สถาบันต่างๆได้มีการกำหนดมาตรฐานสอดคล้องกับมาตรฐานของ IEC ดังนี้

สถาบันมาตรฐานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา( ANSI ) ได้กำหนดมาตรฐาน ANSI S.14-1983 ใกล้เคียงกับ IEC 651 : 1979

สถาบันมาตรฐานสหราชอาณาจักร( BSI ) ได้กำหนดมาตรฐาน BS EN 60651 ใกล้เคียงกับ IEC 651 : 1979 และ BS EN 60840 ใกล้เคียงกับ IEC 804 : 1985

ที่มา : คู่มือการอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ

การนวด

การนวดเป็นการบีบกล้ามเนือเพื่อผ่อนคลาย ให้หายปวดเมื่อย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการนวดจะมีประโยชน์หลายอย่าง ต่อร่างกาย เช่น ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ช่วยการไหลเวียนของน้ำเหลือง ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และสร้างความยืดหยุ่นแก่เส้นเอ็น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ป่วยด้วยโรคบางอย่างไม่ควรไปรับการนวด เพราะอาจเกิดอันตรายขึ้น ได้แก่

  1. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากได้รับการนวด โดยเฉพาะที่บ่าและคอ จะทำให้ความดันยิ่งสูงเพิ่มขึ้น
  2. ผู้เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เช่น เป็นแผลติดเชื้อ หรือโรคงูสวัด
  3. ผู้ที่มีไข้สูง อุณหภูมิของร่างกายมากกว่า ๓๙ องศาเซลเซียส
  4. ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ในช่วง ๓ เดือนแรก หรือ ๓ เดือนสุดท้ายก่อนคลอด
  5. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ผ่านไปไม่ถึง ๓ เดือน
  6. ผู้ที่กระดูกบางส่วนหักหรือแตก
  7. ผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรรอให้ผ่านไป ๓๐ นาที ค่อยรับการนวด
  8. ผู้หญิงมีประจำเดือน ไม่ควรกดนวดที่ท้อง

องพิจารณาดูครับว่า หากท่านหรือ คนรู้จักอยู่ในกลุ่ม 8 ประการข้างต้น ก็ไม่ควรจะไปนวด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

อันตรายจากเสียงดัง

การได้รับหรือสัมผัสเสียงดังในระยะเวลานาน ก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน หรือความสามารถในการได้ยินเสียงลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีการได้ยินปกติ การสูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียงดังโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ  ระดับความดังเสียง ชนิดของเสียง  ระยะเวลาที่ได้รับเสียงต่อวันและตลอดอายุการทำงาน นอกจากนี้ยังยังพบปัจจัยอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน เช่น ความไวต่อเสียงในแต่ละบุคคล อายุ สภาพแวดล้อมของแหล่งเสียง ฯลฯ

การสูญเสียการได้ยิน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว และการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร

การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว จะเกิดขึ้นจากการสัมผัสเสียงดังเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เซลล์ขนซึ่งอยู่ในหูชั้นในกระทบกระเทือนไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว แต่เซลล์ขนจะกลับสู่สภาพเดิมได้หลังสิ้นสุดการสัมผัสเสียงดังเป็นเวลาประมาณ 14-16 ชั่วโมง แต่การสูญเสียการได้ยินแบบถาวรจะไม่สามารถทำการรักษาให้การได้ยินกลับคืนสภาพเดิมได้

มนุษย์จะได้ยินเสียงในช่วงความถี่ตั้งแต่ 20-20,000 เฮิรตซ์ ถ้าต่ำหรือสูงกว่านี้ จะไม่สามารถรับรู้ได้ โดยทั่วไปการสูญเสียการได้ยินจะเริ่มที่ความถี่ 4,000 เฮิร์ตซ์ เป็นลำดับแรก ในระยะเวลาต่อมาจึงสูญเสียการได้ยินที่ความถี่สูงกว่า หรือต่ำกว่าความถี่ที่ 4,000เฮิร์ตซ์ ส่วนความถี่ของการสนทนาซึ่งมีความถี่ต่ำ คือ ที่ 500-2,000 เฮิรตซ์ จะสูญเสียช้ากว่าความถี่สูง

วิธีสังเกตเบื้องต้นว่าสิ่งแวดล้อมการทำงานของเรามีเสียงดังที่อาจเป็นอันตรายต่อการได้ยินหรือไม่ ทดสอบได้โดยยืนห่างกัน 1 เมตร แล้วพูดคุยกันด้วยเสียงปกติ ถ้าไม่สามารถได้ยินหรือต้องพูดซ้ำๆ หรือตะโกนคุยกัน แสดงว่าสภาพแวดล้อมการทำงานนั้นมีความดังเสียงประมาณ 90 เดซิเบลเอ หรือมากกว่า

ที่มา : คู่มืออบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับวิชาชีพ

ป้ายรณรงค์เมาไม่ขับ

ระหว่างขับรถจากหาดใหญ่ ขึ้นมากรุงเทพ มีโอกาสพบเห็นป้ายรณรงค์ดื่มไม่ขับ เมาไม่ขับ โดยศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนน ซึ่งในป้ายจะนำเอาผู้ประสบภัยที่ต้องรับเคราะห์จากคนที่เมาแล้วขับ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ผมพบเห็นป้ายอยู่ 2 แบบ แบบแรกเป็นป้ายที่มีคุณ คริส เบญจกุล เป็นผู้ที่อยู่ในป้ายภาพ คุณคริส หรือ คริสโตเฟอร์ เบญจกุล เป็นนักแสดงที่ประสบอุบัติเหตุขณะจอดรถลงไปช่วยคนที่กำลังประสบอุบัติเหตุอยู่ข้างทาง อุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชิวิตคราวนั้นส่งผลให้คริส เป้นเจ้าชายนิทราอยู่นาน ต้องผ่าตัดอยู่ก็หลายรอบ จนในที่สุดที่ฟื้นขึ้นมา แต่ก็มีร่างกายไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมอยู่ดี

ป้ายแบบที่สอง เป็นภาพของคุณฤติพร เพลา ซึ่งผมเองไม่ทราบประวัติและความเป็นมา แต่บนป้ายก็ระบุไว้ว่าเธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ได้รับอุบัติเหตุจากเหตุการณ์เมาแล้วขับ

จะเห็นได้ว่า การเมาแล้วขับไม่เพียงอาจจะส่งผลร้ายกับตัวเอง ยังส่งผลร้ายต่อบุคคลอื่นอีกด้วย ดังนั้นหากรู้ว่าต้องขับรถก็ไม่ควรดื่ม และหากรู้ว่าดื่มก็ไม่ควรขับรถนะครับ

เสียงและประเภทของเสียง

ความหมายของเสียง

เสียง (sound) คือ พลังงานรูปหนึ่ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลของอากาศ ทำให้เกิดการอัดและขยาย สลับกันของโมเลกุลอากาศ  ความดันบรรยากาศจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนที่ของโมเลกุลอากาศ เรียกว่า คลื่นเสียง

เสียงดัง (Noise) หมายถึง เสียงชึ่งไม่เป็นที่ต้องการของคนเพราะทำให้เกิดการรบกวนการรับรู้เสียงทีต้องการ

ความถี่ของเสียง (Frequency of  sound) หมายถึง จำนวนครั้งของการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศ
ตามการอัดและขยายของโมเลกุลอากาศในหนึ่งวินาที หน่วยวัด คือ รอบต่อวินาที หรือ เฮิรตช์ (Hertz ; Hz)

ความดันเสียง (sound pressure) หมายถึง ค่าความดันของคลื่นเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปจากความดันบรรยากาศปกติ ซึ่งค่าความดันที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ    ค่าความสูงคลื่นหรือแอมปลิจูด   การตอบสนองของหูต่อความดันเสียงไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง แต่มีความสัมพันธ์นลักษณะของลอกาลิทึม (Logarl1thm) ดังนั้น ค่าระดับความดันเสียง ที่อ่านได้จากการตรวจวัดโดยเครื่องวัดเสียงนั้น เป็นค่าทีได้จากการเปรียบเทียบกับความดันเสียงอ้างอิงแล้ว มีหน่วยวัดเป็น เดชิเบล (decibel : dB)

เดซิเบลเอ ; dBA    หรือ เดซิเบล (เอ) ; dB(A) เป็นหน่วยวัดความดังเสียงที่ใกล้เคียงกับการตอบลนองต่อเสียงของหูมนุษย์

TWA  :  Time weighted Average เป็นค่าเฉลี่ยระดับความดังเลียงตลอดระยะเวลาการลัมผัสเสียง

ประเภทของเสียง

แบ่งตามลักษณะการเกิดเสียงได้ 3 ลักษณะ

1. เสียงดังแบบต่อเนื่อง (continuous Noise) เป็นเสียงดังที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ เสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (steady-state Noise) และเสียงดีงต่อเนื่องที่ไม่คงที่  (Non steady state Noise)

1.1 เลียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (Steady-state Noise) เป็นลักษณะเสียงดังต่อเนื่องที่มีระดับเสียง เปลี่ยนแปลง ไม่เกิน 3 เดซิเบล เช่น เสียงจากเครื่องทอผ้า เครื่องปั่นด้าย เสียงพัดลม เป็นต้u

1.2 เสียงดังต่อเนื่องที่ไม่คงที่  (Non-steady state Noise)  เป็นลักษณะเสียงดังต่อเนื่องที่มี ระดับเลียงเปลี่ยนแปลงเกินก่า  10 เดชิเบล  เช่น เสียงจากเลื่อยวงเดือน    เครื่องเจียร    เป็นต้น

2. เสียงดังเป็นช่วงๆ (lntermittent Noise) เป็นเสียงที่ดังไม่ต่อเนีอง มีความเงียบหรีอเบากว่าเป็นระยะๆลลับไปมา เช่น เสียงเครื่องปั๊ม/อัดลม เสียงจราจร เสียงเครื่องบินที่บินผ่านไปมา เป็นต้น
3. เสียงดังกระทบ หรือ กระแทก (lmpact or lmpulse Noise) เป็นเสียงที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ในเวลาน้อยกว่า 1 วินาที มีการเปลี่ยนแปลงของเสียงมากกว่า 40 เดชิเบล เช่น เสียงการตอกเสาเข็ ม การปั๊มชิ้นงาน การทุบเคาะอย่างแรง เป็นต้น

ที่มา : คู่มือการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ

งานคนท้อง

กฏหมายแรงงานของไทย ซึ่งในที่นี้คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ได้มีข้อกฏหมายที่เกี่ยวกับของกับหญิงตั้งครรภ์ ดังนี้

มาตรา ๓๙ ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา ๒๒.๐๐  นาฬิกา  ถึงเวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา  ทำงานล่วงเวลา  ทำงานในวันหยุด  หรือทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑)  งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
(๒)  งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
(๓)  งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
(๔)  งานที่ทำในเรือ
(๕)  งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา  ๔๐ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานระหว่างเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๐๖.๐0 นาฬิกา  และพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่างานนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภยัของหญิงนั้น  ให้พนักงานตรวจแรงงานรายงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งให้นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงาน หรือลดชั่วโมงทำงานได้ตามที่เห็นสมควร  และให้นายจ้างปิฏบัติตามคำสั่งดังกล่าว

มาตรา ๔๑ ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญงิมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกินเก้าสิบวัน วันลาตามวรรคหนึ่ง  ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย
มาตรา  ๔๒ ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงว่าไม่ อาจทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปได้ ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อน หรือหลังคลอดได้ และให้นายจ้างพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น
มาตรา  ๔๓ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์

ข้างต้นก็เป็นข้อกฏหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับหญิงมีครรภ์ ซึ่งเมื่อตั้งท้องแล้วจะทำให้ไม่สามารถทำงานหนักในหลายประเภทได้ เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย อาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้น ทั้งกับผู้เป็นแม่และลูกในท้องได้

หากไม่มีข้อกฏหมายเหล่านี้บังคับไว้ สถานประกอบการที่มีผู้บริหารที่ขาดจริยธรรมอาจจะเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพียงเพราะเหตุตั้งครรภ์ได้ หรือให้ลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ทำงานหนัก ภาครัฐเล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจึงได้ออกกฏหมายมาคุ้มครองแรงงานหญิงตั้งครรภ์

บ้างก็ว่าความรักทำให้คนตาบอด บ้างก็ว่าความรักทำให้โลกเป็นสีชมพู ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การมีความรักถือเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้โลกสดใส แต่อย่าลืมมองและใส่ใจรอบๆบริเวณด้วยนะครับ อย่างเช่น ภาพการ์ตูนขำๆจากประเทศจีนที่นำมาให้ชม เป็นภาพที่คู่รักคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงข้างกันอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่าชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย คงอย่างนี้ละมั้งที่เขาบอกกันว่า ความรักทำให้คนตาบอด

ผิดเวลา

ตารางสลิงลวด

ตารางนี้ ใช้ดูเป็นแนวทางนะครับ เพราะมาตรฐานและประเภทสลิงลวดย่อมต่างกัน ตามชนิดที่ต่างกันของสลิงลวด  เช่น แกนสลิง ,การจัดกลุ่มเส้นลวดเกลียว ,จำนวนเส้นลวดเกลียว เป็นต้น

ช่อง Nominal Diameter of Rope  คือ ขนาดของสลิง (เส้นผ่านศูนย์กลาง)

Approximate Mass Kgs./100M. คือ น้ำหนักของสลิงโดยประมาณ เมื่อสลิงยาว 100 เมตร

Minimun Breaking Load Tonnes คือ แรงดึงต่ำสุดที่ทำให้สลิงขาด (ห้ามใช้ค่านี้ในการคำนวนการรับน้ำหนักของสลิงเด็ดขาด)

ถัดจากนี้ไป ก็เป็นน้ำหนักที่สลิงใช้งานได้อย่างปลอดภัย ในการผูกสลิงลวดแบบต่างๆ เราจะต้องไม่ใช้งานสลิงใ้ห้รับน้ำหนักเกินจากค่าที่ระบุไว้ ซึ่งจะมีการเผื่อค่าความปลอดภัยไว้ 6 เท่า

ดูจากรูปแล้ว สงสัยจริงๆว่า ทำไมยอดชายช่างก่อสร้างท่านนี้ถึงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับความสูงที่กำลังทำงานอยู่ ผมเองแค่ดูรูปยังรู้สึกว่าขาสั่นๆแล้ว (กลัวความสูง)

ขอฝากข้อความไปถึงท่านที่มีความกล้า และไม่กลัวต่ออันตรายทั้งหลาย พวกเราเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน จำเป็นต้องดูแลท่าน เพราะท่านอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ไม่ว่าท่านจะเกลียดเราแค่ไหน เราก็ต้องดูแลท่านให้ปลอดภัย

แต่หากท่านจะไปเสี่ยงอันตรายใดๆ ที่บ้านของท่าน พวกเราไม่มีสิทธิห้ามแล้วละครับ 555

งานฉาบปูนบนที่สูง

งานฉาบปูนบนที่สูง2

งานฉาบปูนบนที่สูง3

ตั้งบันไดบนนั่งร้าน

ห้ามเข็นนั่งร้าน

นั่งร้านล้อเลื่อน6

3 ภาพที่ท่านเห็นด้านบน เป็นภาพที่อธิบายเกี่ยวกับการใช้งานนั่งร้านล้อเลื่อนให้ปลอดภัย

นั่งร้านเคลื่อนที่ หรือ นั่งร้านล้อเลื่อน เป็นนั่งร้านที่ติดล้อไว้ที่ฐานของนั่งร้าน เพื่อที่ให้ผู้ใช้งานนั่งร้านสามารถเข็นเคลื่อนย้ายได้ ทำให้ไม่ต้องติดตั้งนั่งร้านใหม่หลายๆครั้งๆ

นั้งร้านล้อเลื่อนเหมาะที่จะใช้ในการทำงานที่มีความสูงไม่มากนัก รับน้ำหนักไม่มาก และต้องทำงานหลายแห่งในบริเวณเดียวกัน โดยสภาพพื้นที่ที่ใช้ควรเป็นพื้นปูนที่เรียบอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ลาดเอียง

สำหรับกฏระเบียบในการใช้นั่งร้านล้อเลื่อน ก็ไม่ต่างกับนั่งร้านโดยทั่วไป แต่ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็จะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเข็นเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งแม้จะนำมาซึ่งความสะดวกสบายแต่ก็ส่งผลให้อันตรายกว่านั่งร้านทั่วไป

ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้นั่งร้านเคลื่อนที่ควรเพิ่มมาตรการดังต่อไปนี้

1. ห้ามเข็นนั่งร้านขณะที่มีบุคคลใดๆ อยู่ด้านบน

2. ห้ามเข็นนั่งร้านล้อเลื่อนข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น สายไฟ  ท่อน้ำ  เป็นต้น รวมถึงห้ามเข็นนั่งร้านผ่านบริเวณที่เป็นหลุม หรือพื้นที่ลาดเอียง พื้นที่ขรุขระ

3. การเข็นนั่งร้าน ห้ามมิให้ผู้เข็นนั่งร้านอยู่ด้านในของโครงนั่งร้านเด็ดขาด

4. ไม่ควรเข็นนั่งร้านเพียงลำพัง จำนวนผู้เข็นนั่งร้านควรมีความเหมาะสมกับน้ำหนักและขนาดของนั่งร้าน

5. ตรวจสอบให้แน่ใจว่า บริเวณที่เข็นนั่งร้านไป ไม่มีสิ่งกีดขวางด้านบน เช่น สายไฟ

6.บริเวณที่เข็นนั่งร้านไป ต้องบอกให้ผู้ที่ปฏิบัติงานบรเวณนั้นหลบไปก่อน ป้องกันนั่งร้านล้มทับ

7. เมื่อเข็นนั่งร้านไปถึงบริเวณที่ทำงาน ให้ยึดคำยันนั่งร้านให้แน่นหนา และล็อกล้อนั่งร้านทุกข้าง