Archive for January, 2011

ประเมินการสัมผัส

การดำเนินงานด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม อันประกอบไปด้วย ตระหนัก ประเมิน และควบคุมอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำงานทั้งหมดได้รับความปลอดภัยในการทำงานและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีตลอดช่วงเวลาการทำงาน

การประเมินการสัมผัส เป็นขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญในการบ่งชี้ ถึงระดับ/ปริมาณของการได้รับหรือการสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมการทำงานของคนทำงาน คุณลักษณะของการก่อให้เกิดอันตราย ระดับความเป็นพิษ หรือก่อให้เกิดอันตราย เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการประเมินการสัมผัส คือ

1. จำแนกการสัมผัสสารเคมี ทางกายภาพ และทางชีวภาพที่อาจทำให้เกิดอันตราย จำแนกคนทำงานที่สัมผัส รวมถึงสารที่ยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยฯ

2. ประเมินระดับการรับสัมผัสของคนทำงานและการรับสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง

3. ประเมินปัจจัยเสี่ยงที่คนทำงานอาจได้รับอันตรายต่อสุขภาพจากการรับสัมผัสในระดับที่เกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้

4. จัดลำดับความสำคัญและควบคุมการสัมผัสที่ยอมรับไม่ได้

5. จำแนกการรับสัมผัสที่มีความจำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม

6. บันทึกการสัมผัส การควบคุมและสื่อสารให้คนงานและผู้ที่เกี่ยวข้องในการปกป้องสุขภาพของคนทำงานให้รับทราบ

7. เก็บรวบรวม บันทึกประวัติการรับสัมผัสของคนทำงานทุกคน เพื่อนมผลไปใช้ในการจัดการทางด้านสุขภาพของคนทำงาน

8. จัดบุคลากร งบประมาณ ระยะเวลา เพื่อให้สามารถดำเนินการในขั้นตอนต่างๆที่กล่าวมมา อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

การจัดทำโปรแกรมการประเมินการสัมผัส จึงเป็นวิธีการดำเนินงานหนึ่งของนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม แสดงถึงการที่องค์กร มีการจัดการเรื่องการประเมินการสัมผัสสิ่งคุกคามต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ และถ้าได้นำผลการประเมินการสัมผัสไปสู่การบริหารจัดการในส่วนของการควบคุมแล้ว สิ่งคุกคามที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน ย่อมไม่สามารถทำอันตรายสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการได้

องค์ประกอบของโปรแกรมประเมินการสัมผัส ประกอบด้วย

1. การกำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมการประเมินการสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัย

2. บทบาทและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานและฝ่านสนับสนุนอื่นๆ

3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดทำลักษณะพื้นฐานของสถานที่ทำงาน คนงาน และปัจจัยสิ่งแวดล้อม

4. การกำหนดกลุ่มคนงานที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน (Simalar Exposure Group : SEG)  และลักษณะการสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยของแต่ละกลุ่ม

5. เกณฑ์การตัดสินการได้รับสัมผัสของแต่ละสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยของ SEG ว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ยอมรับไม่ได้ หรือไม่แน่นอน

6. ระบบการจัดลำดับความสำคัญ และการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับลักษณะการสัมผัสที่ยอมรับไม่ได้ เพื่อจะได้ข้อมูลทางด้านการประเมินการสัมผัสหรือผลต่อสุขภาพที่มีความมั่นใจในการตัดสินใจ

7. ระดับการสัมผัสที่ปลอดภัยและเกณฑ์ในการประเมินการสัมผัส ถ้าระดับการสัมผัสมากกว่า 10% ของเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่ได้มีการกำหนดไว้ ควรจัดทำข้อมูล Baseline Monitoring

8. จัดทำระบบที่แน่ใจว่าการสัมผัสที่ยอมรับไม่ได้ จะได้รับการจัดลำดับความสำคัญและทำการควบคุม

9. จัดทำระบบการสื่อสาร ระบบเอกสาร การประเมินการสัมผัสและข้อแนะนำในการควบคุมสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัย

10. จัดทำเกณฑ์การประเมินการสัมผัสเป็นระยะโปรแกรมการประเมินเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าการสัมผัสที่ยอมรับได้ ยังยอมรับได้อยู่

โรคมะเร็งจากไฝ

ลักษณะของโรคมะเร็งไฝ

โรคมะเร็งจากไฝ

โรคเกิดจากการที่มีเซลล์สร้างเมลานินอยู่ใต้ชั้นของผิวหนัง ซึ่งเรียกว่า เมลาโนไซต์ กลายเป็นมะเร็งชนิดที่เรียกว่า เมลาโนมา ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดไหนก็ตาม ก็สามารถเปลี่ยนแปลงและแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เกิดได้ทุกที่ทั่วร่างกาย สาเหตุที่ทำให้เกิดเมลาโนมานั้นไม่ทราบได้แน่ชัด  เช่น ไฝที่ฝ่าเท้า ก็อาจเกิดจากการเดินเป็นเวลานานๆทำให้เกิดความบอบช้ำกับเท้าได้

คำว่ามะเร็งจากไฝอาจเป็นคำที่เรียกง่ายๆแต่จริงๆแล้ว เมลาโนมาเป็นมะเร็งของเซลล์ที่สร้างเม็ดสีที่เราเรียกว่า เมลาโนไซด์ ไฝบางประเภทสามารถกลายมาเป็นมะเร็งชนิดนี้ได้ ขี้แมลงวันที่เป็นจุดสีเข้มๆแต่ไม่นูนนั้นไม่ใช่ไฝ แต่ถ้าเป็นไฝ ลักษณะของไฝคือต้องนูน  ส่วนจะนูนมากหรือนูนน้อยแล้วแต่กรณี ไฝอาจจะมีขนหรือไม่มีก็ได้ ในทางการแพทย์ถ้าหากมีขนาดใหญ่ หรือมีลักษณะผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้เอาออก แต่ในกรณีที่เอาไฝออก แต่ออกไม่หมดก็อาจมีโอกาสเกิดขึ้นใหม่ได้  แม้แต่การทำโดยวิธีเลเซอร์

ไฝเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่รวมตัวกันตั้งแต่ 3 เซลล์ขึ้นไป ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง อาจจะเริ่มตั้งแต่ขนาดเล็กๆ หรือเพิ่งจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อตอนเป็นเด็ก ซึ่งขนาดก็จะโตขึ้นตามตัวด้วย มีวิธีสังเกตว่าเป็นไฝดีหรือไม่ดี คือ เวลาที่ให้ความสำคัญกับเมตาโนมา จะดูสัญลักษณ์ที่เราจำได้ง่ายๆ คือ A B C D

มะเร็งไฝ

A คือ Asymmetry สังเกตเรื่องความสม่ำเสมอของสี เช่น ไฝนี้ครึ่งหนึ่งจะเป็นส่วนสีเข้ม ส่วนอีกครึ่งจะเป็นสีที่อ่อน ในความเข้มและอ่อนของทั้งสองฝั่ง มีความที่ไม่สม่ำเสมอคือ มีความเข้มน้อยและเข้มมากอยู่ด้วยกัน ดังนั้นสิ่งนี้จะเป็นอาการที่แพทย์ใ้ห้ความสนใจ

B คือ Border สังเกตขอบเขตในกลุ่มของเมลาโนมา ขอบเขตบางครั้งจะไม่ค่อยชัดมาก สังเกตุว่าจะมีรอยหยัก รอยนูน ขณะเดียวกันอาจมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน

C คือ Color สังเกตลักษณะของสีก็คือ สีที่เข้มมากๆ ดำมากๆ

D คือ Diameter สังเกตที่ขนาด หากโตมากกว่า 6 มิลลิเมตร ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

นอกจากนี้หากมีไฝเป็นจำนวนมากก็ต้องระมัดระวังและดูความผิดปกติเป็นพิเศษ เช่น ในผู้ใหญ่ถ้ามีมากกว่า 100 เม็ด ขึ้นไปก็จัดว่ามีความเสี่ยง ถ้าเป็นเด็กเล็กจะนับตั้งแต่ 50 เม็ดขึ้นไป ซึ่งแพทย์จะใช้เหตุผลหลายอย่างประกอบกัน เราไม่สามารถป้องกันไฝได้ เพียงแต่ถ้าในกลุ่มที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็น เมื่อสังเกตุอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที หรือหากสงสัยก็อาจถ่ายรูปไว้ อีกประมาณ 6 เดือน จึงค่อยมาเทียบว่า มีการเปลี่ยนแปลงกับไฝที่อยู่บนผิวหนังเราหรือไม่

วิธีรักษามะเร็งไฝ

การรักษาวินิจฉัย  คือ การตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ นั่นคือการตัดไฝชิ้นนั้นออกไป และส่งตรวจทางพยาธิิวิทยา ถ้าใช่ก็ตรวจเพิ่มเติมว่ามีการกระจายของเมลาโนมาไปที่ไหนบ้าง และถ้าเป็นเม็ดใหญ่ควรให้แพทย์เป็นผู้ทำการผ่าตัดให้

รู้ไว้ ไกลโรค

การตากแดดเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งไฝ

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการ นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม และผู้ดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาำแวดล้อมในการทำงานในสถานประกอบกิจการ ควรมีการดำเนินงานด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม อันประกอบด้วย

1. การตระหนัก (Recognition) ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จึงต้องทำการค้นหาหรือสืบค้นปัจจัยสิ่งแวดล้อม ที่อาจคุกคามต่อชีวิตและสุขภาพอนามัย ซึ่งทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติ หรือเป็นสาเหตุของความรู้สึกไม่สบาย และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยใช้ข้อมูลต่างๆ ของสถานประกอบกิจการ การสังเกตุพฤติกรรมและการใช้ระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ขณะเดินสำรวจในสถานประกอบกิจการ การตระหนักนี้ ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความสำนึก เกี่ยวกับองค์ประกอบสิ่งแวดล้อมการทำงานที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของพนักงานในสถานประกอบกิจการ รวมทั้ง เหตุที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกสบายในการทำงาน ความเมื่อยล้า อันเกิดเนื่องมาจากสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวข้างต้น

2. การประเมิน (Evaluation) ระดับปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการประเมิน ระดับของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพอนามัย ซึ่งเกิดขึ้นในหรือจากสถานที่ทำงาน เพื่อทราบถึงปรอมาณ หรือ ระดับของสิ่งคุกคามในสิ่งแวดล้อมการทำงาน โดยต้องใช้ความรู้ การศึกษาเฉพาะทาง และประสบการณ์ในการตรวจวัด วิเคราะห์และประเมินระดับสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยนั้น เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่มีอยู่ว่าสภาพแวดล้อมการทำงานนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานหรือไม่

3. การควบคุม (Control) ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินควบคุมปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่คุกคามชีวิตและสุขภาพอนามัย เพื่อกำจัดสิ่งคุกคาม หรือลดปริมาณหรือระดับของสิ่งคุกคามในสิ่งแวดล้อมการทำงาน  หรือลดโอกาสที่ผู้ปฏิบัติงานจะสัมผัสกับสิ่งคุกคามนั้นเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานหรือลดอันตรายให้มีน้อยที่สุด มาตรการป้องกันแก้ไขต่างๆของการควบคุม ควรมีการทบทวนและปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น โดยการใช้ความรู้ทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ เทคโนโลยีในการออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์ และหรือการผสมผสาน  วิธีการต่างๆเพื่อกำจัด หรือลดปริมาณหรือระดับสิ่งคุกคาม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ การควบคุมที่แหล่งกำเนิด การควบคุมที่ทางผ่าน และการควบคุมที่ตัวบุคคล

เครื่องบดอัด

ปริมาณงานที่เครื่องบดอัดสามารถทำได้นั้นขึ้นอยู่กับขนาดของลูกกลิ้ง ความเร็วของเครื่องบดอัด ความสูงของชั้นของการบดอัด จำนวนครั้งที่ต้องบดอัด และประสิทธิภาพของการทำงาน ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ ดังนี้

P = (D x T x L x C x E) / N

เมื่อ

P คือ ปริมาณงานในหน่วยปริมาตรของดินที่บดอัดต่อชั่วโมง ในหน่วยอังกฤษก็จะเป็น ลูกบาศก์หลาต่อชั่วโมง ในหน่วยเมตริกก็จะเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

D คือ ความกว้างของลูกกลิ้ง ในหน่วยอังกฤษเป็นนิ้ว หน่วยเมตริกเป็น เซ็นติเมตร

T คือ ความเร็วของเครื่องบดอัด ในหน่วยอังกฤษเป็นไมล์ต่อชั่วโมง ในหน่วยเมตริกเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง

L คือ ความสูงของชั้นดินที่จะบดอัด (Lift) ในหน่วยอังกฤษเป็นนิ้ว หน่วยเมตริกเป็น เซ็นติเมตร

C คือ ตัวเปลี่ยนหน่วย ในหน่วยอังกฤษเท่ากับ 1.36 ในหน่วยเมตริก คือ 0.01

N คือ จำนวนครั้งของการบดอัด (Passes) เพื่อจะให้ได้ความหนาแน่นที่ต้องการ

E คือ ประสิทธิภาพของการทำงาน เป็นทศนิยม

ตัวอย่างการคำนวนหาปริมาตรของรถบดอัด

รถบดอัดแบบสั่นสะเทือนมีความกว้างของลูกกลิ้ง 225 ซม. ทำการบดอัดดินชั้นละ 30 ซม. เพื่อให้ได้ความหนาแน่นที่ต้องการจะต้องบดอัด 3 เที่ยว ด้วยความเร็ว 5 กม./ชม. คิดประสิทธิภาพในการทำงาน 80% ปริมาณที่ทำได้ หาได้จาก

P = (D x T x L x C x E) / N

P = (225 x 5 x 30 x 0.01 x 0.8) / 3

P = 90 ลูกบาศก์เมตร ต่อ ชั่วโมง

วันที่ 21 มกราคม 2554 ได้มีการประกาศกฏกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงในราชกิจจานุเบกษา โดยหลังจากประกาศ 180 วัน กฏกระทรวงนี้จะมีผลบังคับใช้

ภายในกฏกระทรวงฉบับนี้ ที่ด้านท้าย ได้มีตารางแนบท้ายเรื่องระยะห่างในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าสำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า จึงนำมาโพสไว้ในบทความวันนี้

ตารางที่ ๑ ระยะห่างต่ำสุดในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า และการใช้ฮอตสติก (Hot Stick) สำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ

ระยะห่างต่ำสุดในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า


ตารางที่ ๒ ระยะห่างต่ำสุดในการปฏิบัติงานทั่วไปสำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ

สำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ

หวังว่าทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับงานด้านไฟฟ้า คงไม่ละเลยที่จะปฏิบัติตามกฏหมายฉบับนี้ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

ในกฏกระทรวงฉบับนี้ ยังมีรายละเอียดอื่นๆที่สำคัญอีกมาก ท่านสามารถ  ดาวน์โหลดได้ที่นี่

การบดอัดก็คือการใช้แรงกดลงบนวัสดุเพื่อทำให้ช่องว่างระหว่างอนุภาคของวัสดุหรือดินน้อยลง ซึ่งจะมีผลให้ความหนาแน่นของวัสดุหรือดินที่ถูกบดอัดหนาแน่นมากขึ้น

วิธีการบดอัดดินที่ใช้กันอยู่มี 4 วิธี

1. การบดอัดดินโดยการกดด้วยน้ำหนัก (Static Weight)

2. การบดอัดโดยการนวด (Kneading Action)

3. การบดอัดโดยการกระแทก (Impact)

4. การบดอัดโดยการสั่นสะเทือน (Vibration)

สำหรับเครื่องบดอัดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะทำหน้าที่ในการบดอัดตามวิธีต่างๆข้างต้น 1 วิธี หรือมากกว่า จะมีทั้งแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง แบบลาก และแบบถือหรือควบคุมการทำงานด้วยมือ ซึ่งมีชื่อเรียกตามลักษณะการทำงาน และลักษณะรูปร่าง คือ เครื่องบดอัดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือน เครื่องบดอัดล้อยาง เครื่องบดอัดตีนแกะ เครื่องบดอัดแบบกระแทก และเครื่องบดอัดแบบสั่นสะเทือน

รถบดอัด

compactor

น้ำเป็นสารประกอบระหว่าง H และ O ในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 (H2O) น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในโลก และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถแทนได้โดยธรรมชาติ

น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่สามารถจัดหาเพิ่มได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่มีความต้องการ หรือจำเป็นต้องใชประโยชน์ เพราะปริมาณน้ำจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และสภาวะทางธรรมชาติ

แม้ว่าในโลกนี้จะมีน้ำเป็นจำนวน 2 ใน 3 ของพื้นที่โลก แต่ปริมาณน้ำส่วนมากจะเป็นน้ำเค็มอยู่ในทะเล มหาสมุทร และทะเลสาป คิดเป็น 97.3% ที่เหลือเป็นน้ำจืด 2.67% ยังเป็นน้ำที่ใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะส่วนใหญ่ เป็นน้ำแข็งอยู่ในแถบขั้วโลก และเป็นน้ำใต้ดินที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การเพิ่มของประชากร การขยายตัวของชุมชนเมือง และการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม มีผลทำให้มีการใช้น้ำปริมาณมาก ได้ก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพน้ำ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเลรวมถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ด้วย

มลพิษทางน้ำ หรือ น้ำเสีย (water pollution) หมายถึง น้ำที่มีสิ่งเจือปนอยู่มากเกินขีดจำกัด หรือมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากธรรมชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อการใช้ประโยชน์ ทั้งการอุปโภคและบริโภค จนทำให้มนุษย์ สัตว์ พืช ได้รับอันตรายทั้งทางตรงและทางอ้อม

มลพิษทางน้ำ

ลักษณะของมลพิษทางน้ำ

1. น้ำเสียทางกายภาพ (Physical Waste Water) พิจารณาจาก

1.1 อุณหภูมิ (Temperature) อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมกับสัตว์น้ำในประเทศไทย อยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส  ถ้าร้อนหรือเย็นกว่านี้ อาจทำให้ตายได้

1.2 สีและความขุ่น (Color  and Turbidity) สีของน้ำตามธรรมชาติจะใสสะอาด ถ้ามีน้ำเสีย สีของน้ำจะเปลี่ยนไปจากธรรมชาติจนเห็นได้ชัด  อันเนื่องจากสารแขวนลอย หรือมีสารอินทรีย์ เจือปนอยู่

1.3 กลิ่น (Oder) น้ำเสียมักจะมีกลิ่นอันเนื่องมาจาก สารเคมี ของเน่าเปื่อย สิ่งปฏิกูลที่ละลายอยู่ในน้ำ

1.4 ลักษณะทางกายภาพอื่นๆ อันได้แก่ การนำไฟฟ้า ของแข็งในน้ำ ความหนาแน่นและความหนืด จะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ ความกดดันของอากาศ ความลึก ความเข้มข้นของสารแขวนลอย สารเคมีและความเค็มของน้ำ

รถขุดตัก เป็นเครื่องจักรกลสำหรับงานก่อสร้างอีกประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายวัสดุซึ่งสามารถจะทำการขุดและตักแล้วเคลื่อนย้ายไปเท โดยทั่วไปจะมีแขนยื่นบุ้งกี๋หรือที่จับ ออกไปขุดและตัก และจะหมุนส่วนบนของตัวรถไปยังตำแหน่งที่ต้องการ แล้วก็จะเทวัสดุออกจากบุ้งกี๋หรือที่จับ ส่วนด้านล่างของตัวรถที่สัมผัสกับพื้นจะไม่เคลื่อนย้ายสำหรับการทำงาน

backhoe

รถขุดตัก (Excavator) นี้ นิยมแบ่งออกเป็นแบบต่างๆ ตามลักษณะของการขุดตักโดยแบ่งออกเป็น รถขุดตักแบบตักเข้าหาตัวรถหรือตักตามลักษณะการทำงานของจอบ , รถขุดตักแบบตักออกจากตัวรถหรือตักตามลักษณะการทำงานของพลั่ว รถขุดตักแบบคีบ และรถชุดตักแบบลากดึง

รถขุดตักออกจากตัว

โครงสร้างของรถขุดตัก

โครงสร้างของรถขุดตักสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1. ส่วนบน หรือ ส่วนที่หมุน (Revolving superstructure) ซึ่งจะประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ ส่วนของระบบถ่ายทอดกำลัง  ระบบควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ และห้องพนักงานขับเคลื่อน

2. ส่วนที่รองรับส่วนที่หมุน หรือส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนที่ (mounting or travel unit) ซึ่งมีอยู่ 3 แบบ คือ แบบรถบรรทุกล้อยาง (rubber tire carrier mounting) แบบล้อยางที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (rubber tire carrier mounting self-propelled) และแบบตีนตะขาย (crawler mounting)

3. ส่วนที่ทำงานขุด ตัก ซึ่งติดตั้งเข้ากับส่วนบน หรือส่วนที่หมุน โดยทั่วไปก็จะประกอบด้วยแขน แขนต่อ และบุ้งกี๋ ตามลักษณะของการขุดตักตามที่อธิบายไว้แล้วข้างต้น

คุณพร้อมสู้แล้วหรือยัง ทั้งผู้ป่วย คนดูแลผู้ป่วย และคนใกล้ชิด ทุกคนหยุดแพร่เชื้อและป้องกันไม่ต้องรับเชื้อได้

ไข้หวัด2009

อาวุธครบมือสู้ไข้หวัด 2009

สำหรับคนปกติ

- ต้องใส่หน้ากากอนามัย เมื่อเข้าที่แออัด ถ้าเป็นแบบกระดาษต้องหมั่นเปลี่ยน หรือแบบผ้าต้องหมั่นซักด้วยผงซักฟอก และตากแดดจัดๆเพื่อฆ่าเชื้อโรค

- ห้ามเอามือไปขยี้ตา แคะจมูก หรือหยิบสิ่งของเข้าปากอย่างเด็ดขาด

- ควรหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล

- ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่เหลว สบู่ก้อน น้ำยาแอลกอฮอล์ หรือเจอล้างมือที่มีแอลกอฮอลื 60-80%

- กินผักใบเขียว และผลไม้ต่างๆ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี และพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ป่วย

- ถ้ารู้สึกไม่สบาย สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี

- ถ้ามีไข้สูง ไอ เจ็บคอ และอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไปพบแพทย์ทันที  ถ้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกินยาพาราเซตามอลและหยุดดูอาการอยู่ที่บ้าน

- ถ้าอาการไม่ดีขึ้น และมี อาการ 1 ใน 5 สัญญาณอันตรายดังนี้ คือ ปวดหัวมากแม้กินยาพาราเซตามอลก็ไม่หาย , เบื่ออาหารอย่างมาก ,อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก, ไอแล้วเหนื่อยหรือไอแล้วมีอาการเจ็บเฉพาะที่ และมีอาการท้องเสีย  ให้ไปพบแพทย์ทันที

- ถ้าเป็นไข้หวัด 2009 ต้องแยกตัวเองและของใช้ส่วนตัวออกจากสังคม อย่างน้อย 7 วัน

บทความนี้ผมเจอในหนังสือวิศวกรรมสาร เป้นบทความที่เขียนโดน คุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2528 แล้ว แม้ว่าจะเป็นบทความเก่า แต่ผมเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ มากกว่าจะปล่อยให้ถูกลืมเลือน จึงขอนำมา เผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านครับ

ความปลอดภัยในโรงงาน หลักการ 3E

เมื่อเร็วๆนี้อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สอนวิชาความปลอดภัยในโรงงานมาแล้ว ได้ปรารภกับผู้เขียนว่า “เรื่อง Safety ในบ้านเรา ก้าวไปช้ามากจนน่าเป็นห่วง ประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น สิงคโปร มาเลเซีย ไปถึงไหนๆแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานราชการของเขาให้ความสำคัญในด้านนี้มาก น่าสงสารคนงานของเราจริงๆ” และท่านก็ถอนหายใจด้วยความท้อ

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำปรารภของท่านอาจารย์ผู้นั้น เพราะการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมของบ้านเรานั้นเติบโตช้ามาก ทั้งที่เรามีกฏหมายเกี่ยวกับด้านนี้หลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเป็นต้น กฏหมายเหล่านี้ได้บัญญัติทั้งวิธีป้องกัน ควบคุม และแนะนำอย่างครอบคลุมครบถ้วนพอสมควร แต่การนำไปปฏิบัติให้ได้ผลยังห่างไกลเจตนารมณ์ของกฏหมายอย่างยิ่ง ผู้เขียนยอมรับว่า ความล้อเหลวของการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมของบ้านเรานั้น นอกจากกลไกของรัฐและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญน้อยแล้ว เรายังอะลุ่มอะล่วยกันด้วยน้ำใจคนไทยจนเกินควร เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบกิจการโรงงานเอง ก็ปล่อยปละละเลย มองข้ามไป เพราะมองเพียงด้านเดียวว่าการเสริมสร้างมาตรการด้านความปลอดภัย เข้าไปในกระบวนการผลิตของโรงงานนั้น มีแต่จะเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มต้นทุนของการผลิตโดยไม่จำเป็น และอาจทำให้งานช้าลงด้วย (สำหรับด้านคนงานยังมีบทบาทน้อยมากในเรื่องนี้)

แต่ความเป็นจริงนั้น การเสริมสร้างความปลอดภัยในกระบวนการผลิต จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่โรงงานได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากการทำงานอย่างปลอดภัย ทำให้ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยครั้ง

การเกิดอุบัติเหตุขึ้นทุกครั้ง แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ ล้มตาย หรือไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายเลยก็ตาม  อุบัติก็กระทบกระเทือนกระบวนการผลิตตามปกติ ทำให้งานช้าหรือหยุดชะงักได้ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนหรือกำไรในทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากเป็นกรณีที่เกิดการบาดเจ็บพิการ หรือทรัพย์สินเสียหายแล้ว เราต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร และอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ความปลอดภัยในการทำงานไม่สำคัญ เพราะอุบัติเหตุทำให้เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ความสูญเสียเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุอันสืบเนื่องจากการทำงานอย่างไม่ปลอดภัยนั้น มีค่ามากเกินกว่าเราจะคาดคิดถึงได้ การเสริมสร้างความปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างแน่นอน และทำให้งานสำเร็จเร็วขึ้นด้วย เพราะขวัญในการทำงานของคนทำงานสูงขึ้น เป็นการลดต้นทุนไปในตัว ดังนั้น จึงเป็นการคุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับเจ้าของและผู้บริหารโรงงานที่จะเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการผลิตของท่าน ลองดูสิครับ

จะเริ่มต้นอย่างไรละครับ

การเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องยึดหลัก 3 E อันได้แก่

Engineering (วิศวกรรมศาสตร์)

Education (การศึกษา)

Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ)

E ตัวแรก คือ Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) คือการใช้ความรู้วิชาการด้านวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในการคำนวนและออกแบบเครื่องจักรเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่เคลื่อนไหวหรืออันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงาน ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ เป็นต้น

E ตัวที่สอง คือ Education (การศึกษา) คือการให้การศึกษา หรือ การฝึกอบรมและแนะนำคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ และการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงาน ให้รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นและป้องกันได้อย่างไร และจะทำงานวิธีใดจึงจะปลอดภัยที่สุด เป็นต้น

E ตัวสุดท้าย คือ Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ) คือการกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และมาตรการบังคับควบคุมให้คนงานปฏิบัติตาม เป็นระเบียบปฏิบัติที่ต้องประกาศให้ทราบทั่วกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความสำนึกและหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นอันตราย

ควรจะเน้นหนักที่ E ตัวไหน

หลักการ 3 E จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน จึงจะทำให้การป้องกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องจักรที่ออกแบบมาดี ถูกต้องตามวิชาการวิศวกรรม กล่าวคือ มีเครื่องป้องกันอันตราย หรือ การ์ด (Machine Guarding) ติดตั้งไว้อย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม คนงานอาจเห็นว่าเกะกะ ไม่จำเป็นจึงถอดออก และทำงานด้วยความเสี่ยงต่อไป ดังนี้ นอกจากเราจะต้องฝึกอบรม แนะนำคนงานถึงวิธีการทำงานกับเครื่องจักรตัวนั้น หรือ ชี้แนะให้เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น หากถอดเครื่องป้องกันอันตรายออกแล้ว เราควรจะกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัยและออกข้อบังคับ เป็นกฏระเบียบเลยว่า ถ้าใครถอดเครื่องป้องกัน หรือฝาครอบส่วนเคลื่อนไหวหรือส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักร เช่น สายพาน มูเล่ หัวปั๊ม ฯลฯ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะต้องถูกลงโทษ อย่างหนึ่งอย่างใด

ตัวอย่างนี้ คือ การใช้หลัก 3E ทั้งหมดไปพร้อมกัน ดังนั้น โอกาศที่จะเกิดอุบัติเหตุในการทำงานกับเครื่องจักรตัวนั้นก็จะมีน้อยมาก คือทำงานได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ในทำนองเดียวกัน แม้จะมีข้อบังคับห้ามถอดการ์ดแล้ว หากคนงานไม่ได้รับการแนะนำหรือชี้แนะ วิธีการทำงานที่ถูกต้องปลอดภัย และไม่รู้ความสำคัญของการ์ด (ไม่มี Education) คนงานก็อาจจะปฏิบัติงานผิดวิธีหรืออันตรายได้ นอกจากจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้แล้ว ยังไม่ทำให้เครื่องจักรเสียหายอีกด้วย

safety guarding

ดังนั้นการใช้หลัก 3E โดยนำทั้งวิชาการทางวิศวกรรม การให้การศึกษาอบรมกับคนงาน และการออกกฏข้อบังคับ มาดำเนินการพร้อมกันอย่างเหมาะสมในการผลิตและการบริหารโรงงานนั้น จึงเป้นมาตรการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อการป้องกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานภายในเวลาอันสั้น

การศึกษาและการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (Safety Education and Training)

safetytraining

ในทัศนของผู้เขียนแล้วเห็นว่า หลักการ 3E นั้น E ตัวที่สอง (Education) มีความสำคัญที่สุด (มิใช่ว่าจะใช้ Education เพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าต้องใช้ทั้ง 3E ไปพร้อมกัน แต่ควรให้ความสนใจกับ E ตัวที่สอง เป็นพิเศษ)

ในทางปฏิบัติแล้ว E ตัวแรก (Enginerring) และ E ตัวที่สาม (Enforcement) จะเป็นปัจจุยที่ถูกกำหนด หรือหาได้จากภายนอกโรงงาน กล่าวคือ เจ้าของโรงงาน หรือ ผู้รับผิดชอบสามารถจัดหา วิศกรรมออกแบบวางผังโรงงานและอื่นๆได้ สามารถเลือกซื้อเครื่องจักรที่มีเครื่องป้องกันอันตรายในตัวได้ ถือว่างานด้านวิชาการวิศวกรรมถูกกำหนดจากบุคคลภายนอก เช่นดียวกับการออกกฏข้อบังคับต่างๆเกี่ยวกับความปลอดภัย ผู้ประกอบกิจการในโรงงานและผู้บริหารก็สามารถอ้างอิงจากกฎหมายในเรื่องนี้ที่ประกาศใช้แล้วได้ (ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามด้วย) แต่การให้การศึกษาอบรมแก่คนงาน (Education) เป็นหน้าที่ิัอันควรของโรงงานโดยตรง โดยจะต้องเกิดจากความสำนึกและความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการโรงงานในการที่จะให้ความรู้หรือชี้แนะถึงวิะีการทำงานที่ปลอดภัยแก่คนงานของตน หาใช่เกิดจากผู้อื่นแต่อย่างใด ผู้เขียนจึงเห็นว่าเรื่อง Education เป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดใน หลักการ 3E

การศึกษาด้านความปลอดภัย (Safety Education) หมายถึงการพัฒนาความรู้และจิตสำนึกเกี่ยวกับความปลอดภัย อันได้แก่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการกำจัดอุบัติเหตุ  และการแก้ไขปรับปรุงวิธีการทำงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่อันตรายให้ปลอดภัย

การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (Safety Training) หมายถึง การพัฒนาความสามารถ หรือ ความชำนาญของคนงานในการทำงานอย่างถูกวิธีและมีความปลอดภัย

การให้การศึกษาและอบรมนี้ สามารถทำได้ทั้งในและนอกโรงงาน โดยส่งคนงานไปเข้าศึกษาหรือฝึกอบรมตามหน่วยงานหรือศูนย์ต่างๆที่มีหลักสูตรด้านนี้ หรือเชิญวิทยากรมาบรรยาย  หรือโดยการชี้แนะอบรมกันเองในโรงงานก็ได้ โดย หัวหน้างาน หรือคนงานที่ทำงานมานานจนเกิดทักษะและประสบการณ์เป็นผู้สอนแนะอธิบายให้คนงานใหม่ดู และให้คนงานใหม่ได้ฝึกทำด้วยตนเองภายใต้การดูแลควบคุมของหัวหน้างาน การฝึกอบรมยังจำเป็นต่อผู้ที่เปลี่ยนย้ายงานมาจากแผนกอื่นด้วย

การให้การศึกษาหรือฝึกอบรมอย่างเหมาะสม จะเป็นมาตรการที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน เพราะเมื่อคนงานมีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำและวิะีทำงานที่ปลอดภัยแล้ว โอกาศเกิดอุบัติเหตุจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัยก็จะหมดไป

ที่มา : หนังสือ วิศวกรรมสาร / เมษายน 2528