Archive for February, 2011

1. จัดสถานที่ทำงานให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี และติดตั้งเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ในจุดที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกับสารตะกั่ว

2. ทำความสะอาดสถานที่ทำงานให้ปราศจากฝุ่นของสารตะกั่ว โดยใช้เครื่องดูดฝุ่นหรือใช้น้ำยาล้างทำความสะอาด ห้ามใช้ไม้กวาดทำความสะอาด เพราะจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมา

3. หมั่นตรวจวัดปริมาณสารตะกั่วในบรรยากาศการทำงาน ไม่ให้เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย ให้คนงานสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการหายใจเอาสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย และในกรณีที่ทำงานกับตะกั่วอินทรีย์ให้สวมใส่เครื่องป้องกันสารซึมเข้าทางผิวหนัง เช่น ถุงมือยาง ถุงเท้ายาง เสื้อกันเปื้อน เป็นต้น

4.ตรวจร่างกายคนงานก่อนรับเข้าทำงาน และตรวจทุก 6 เดือน โดยสังเกตุอาการของโรคแพ้พิษสารตะกั่วและตรวจวัดปริมาณสารตะกั่วในเลือด กรณีมีสารตะกั่วเกินค่าจำกัด ให้สับเปลี่ยนคนงานไปยังแผนกที่ไม่ต้องสัมผัสกับสารตะกั่ว และห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี คนท้อง และคนเป็นโรคไตเข้าทำงาน

5. ให้คนงานมีอนามัยส่วนบุคคลดี โดยจัดสถานที่ล้างมือ อาบน้ำ เพื่อให้คนงานล้างมือก่อนรับประทานอาหาร อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนกลับบ้าน

6. ห้ามรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ สูบบุหรี่ ในสถานที่ทำงาน

ในปัจจุบันสารตะกั่วถูกนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมมากขึ้น และปัญหาที่ส่งผลกระทบตามมาคือ เกิดโรคแพ้พิษตะกั่ว สารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย สาเหตุอาจมาจากการสัมผัสจากงานที่เกี่ยวข้อง จากสถานการณ์โรคพิษตะกั่ว ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นทุกๆปี นอกจากนี้การปนเปื้อนสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เช่น การปนเปื้อนของสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการนำแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เสื่อมสภาพแล้วนำมาผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกวิธี และมีการลักลอบนำชิ้นส่วนแบตเตอรี่เก่าไปเผาในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ได้ตะกั่วออกมาก่อนนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ผลจากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง

สารตะกั่ว

คุณสมบัติของตะกั่ว

ตะกั่วเป็นธาตุชนิดหนึ่งจัดอยู่ในจำพวกโลหะหนัก ในสภาวะปกติมีสถานะเป็นของแข็ง สีเทาเข้ม มีจุดหลอมเหลวต่ำ อ่อน สามารถทุบ รีด ดึง หรือนำไปหลอม หล่อ ดัดแปลงให้เป็นรูปต่างๆ ได้ง่าย ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในกรดไนตริก และกรดกำมะถันเข้มข้นที่มีความร้อน

ทางเข้าสู่ร่างกาย

1. ทางปาก ตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ผ่านทางระบบทางเดินอาหาร โดยการกิน หรือดื่มน้ำที่มีสารตะกั่วเจือปนเข้าไป

2. ทางจมูก ตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยการหายใจเอาอากาศที่มีฝุ่นผง ไอตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่วเข้าไป

3. ทางผิวหนัง ตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง สารประกอบอินทรีย์ของตะกั่วบางชนิด สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้เช่น เตตราเอธิลเลด ซึ่งผสมในน้ำมันเบนซิน

พิษของตะกั่ว

ตะกั่วเมื่อเข้าสู่ร่างกายบางส่วนจะถูกสะสมอยู่ในร่างกาย และเป็นสารที่ไม่สลายตัวได้ตามธรรมชาติ ถ้าเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากๆ และมีการสะสมอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานๆ จะเกิดอาการเป็นพิษ อันตรายต่อร่างกาย เกิดการเจ็บป่วย พิษของตะกั่วต่อคนจะแตกต่างตามวัยและความต้านทานของแต่ละคน ในเด็กเล็กการดูดซึมของตะกั่วจะง่ายและมีอาการเป็นโรคแพ้พิษตะกั่วได้รวดเร็ว รุนแรง และเป็นอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ ปัญหาของการเกิดโรคพิษตะกั่วอีกทางหนึ่ง คือ การได้รับสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อม จากการปนเปื้อนของสารตะกั่วในแหล่งน้ำ ดิน หรือการปนเปื้อนในอาหาร

การเกิดพิษต่อร่างกาย ตะกั่วมีผลต่อร่างกายทุกระบบ เช่น ระบบประสาทและสมอง มีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มึนงง สับสน ปวดกล้ามเนื้อ ข้อเท้าตก ชาตามปลายมือปลายเท้า สูยเสียความรู้สึก และมีผลต่อการพัฒนาการด้านสมองและสติปัญญาของเด็ก ระบบหัวใจและเลือด อาการโลหิตจาง จากการแตกของเม็ดเลือดแดง ความดันโลหิตสูง ระบบขับถ่าย ไตพิการ ระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการทารกในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด เด็กน้ำหนักต่ำกว่าปกติ

ถ้ามารดามีระดับสารตะกั่วสูงมากอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ระบบสืบพันธ์ในเพศชาย มีผลทำให้อสุจิลดลง และไม่สมบูรณ์ ระบบทางเดินอาหาร เกิดการปวดท้องรุนแรง (Colic Pain) เป็นต้น เนื่องจากอาการของพิษตะกั่วไม่ได้จำเพาะ จึงทำให้การวินิจฉัยโรคพิษตะกั่วค่อนข้างยาก การตรวจระดับสารตะกั่วในเลือดและตรวจสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมจะเป็นสิ่งช่วยยืนยันการได้รับสัมผัสสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย

ผู้แพ้พิษตะกั่วมีอาการอย่างไร

อาการของผู้ป่วยด้วยโรคแพ้พิษตะกั่วอนินทรีย์ แบ่งได้ 2 ประเภท

1. อาการแบบเฉียบพลัน เป็นอาการที่ผู้ป่วยได้รับสารพิษในปริมาณสูงในทันที ทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแห้ง เป้นตะคริวที่ขา มีอาการทางสมอง ชัก หมดสติและอาจตายได้

2. อาการแบบเรื้อรัง เกิดขึ้นเมื่อได้รับสารตะกั่วอนินทรีย์เข้าสู่ร่างกายเป็นประจำตลอดเวลาการทำงาน ผู้ป่วยจะมีอาการทั่วไปที่สังเกตุเห็นได้ คือ ร่างกายอ่อนแอ ผิวซีด น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ลิ้นมีรสโลหะ มีน้ำลายมาก จะเห็นเส้นตะกั่วสีน้ำเงินบริเวณเหงือก เหงือกบวม ปวดท้อง ท้องผูกสลับกับท้องเดิน กล้ามเนื้อเป็นตะคริว กระตุก ปวดตามข้อต่อ จะมีอาการอัมพาตซึ่งจะเริ่มตั้งแต่นิ้วกลางและลามไปนิ้วอื่นๆ จนถึงข้อมือ ทำให้ข้อมือห้อย ข้อเท้าห้อย ส่วนอาการทางสมอง ทำให้ผู้ป่วยปวดศีรษะ มึนงง เครียด กระวนกระวาย ง่วงเหงาหายนอน ความคิดสับสน เพ้อ ความจพเสื่อม ไตวาย

หู

1.ไม่แคะ ปั่นหู ใช้น้ำยาต่างๆ ล้างหู หรือเอาวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่านิ้วก้อยเข้าไปแคะช่องหู เนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลในช่องหู แก้วหูฉีกขาด และขี้หูอุดตันได้ (ขี้หูมีประโยชน์ในการต้านเชื้อโรค และป้องกันหูของคุณ เมื่อมีมากก็จะถูกดันออกมาเองโดยไม่จำเป็นต้องแคะ)

2. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่ที่มีเสียงดัง เพื่อป้องกันประสาทหูเสื่อม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้สวมครอบหูลดเสียง หรือปลั๊กลดเสียง ตลอดเวลาที่ได้รับเสียงดัง

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาและการสัมผัสสารเคมีที่มีผลต่อประสาทหู

4. เมื่อเป็นหวัดควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว และณะมีน้ำมูก ห้ามสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจทำให้แก้วหูฉีกขาด และเกิดการติดเชื่อในหูชั้นกลางได้

5. หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการได้ยิน การได้ยินลดลง ได้ยินเสียงหวีด วิ้งในช่องหูตลอดเวลา มีเลือด น้ำเหลืองออกจากช่องหู เจ็บในช่องหู หรือเวียนศีรษะ บ้านหมุน ให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ผลจาการศึกษาวิจัยได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลขึ้น กำหนดให้ระดับความดังของเสียงไม่เกิน 85 เดซิเบล(เอ) สำหรับผู้ปฏิบัติงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 90 เดซิเบล(เอ) เมื่ิอทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน

สำหรับมาตรฐานของไทยซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวงแรงงาน กำหดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับ ความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2549 กำหนดให้ระดับความดังของเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 เดซิเบล(เอ) หากทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 87 เดซิเบล(เอ) หากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง

การทำงานในที่ที่มีเสียงดัง

ถ้าคุณไม่มีเครื่องวัดเสียง คุณก็สามารถบอกถึงสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเป็นอันตรายต่อการได้ยิน โดยมีหลักการสังเกตง่ายๆดังนี้

1. หากคุณยืนห่างจากเพื่อนในระยะประมาณ 1 เมตร แล้วต้องตะโกนคุยกันถึงจะรู้เรื่อง

2. เกิดเสียงดังวิ้งหรือหวีดในหู ภายหลังจากรับฟังเสียงมาระยะหนึ่ง

3. เกิดอาการหูอื้อขึ้น ภายหลังจากการรับฟังเสียงดัง

หากมีอาการใดอาการหนึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับเสียงดัง แสดงว่าเสียงที่คุณฟังมานั้น มีระดับความดังที่สามารถทำให้คุณสูญเสียการได้ยินได้

ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีเสียงดังตามที่กำหนดในมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินน้อยลง หากสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงไว้ด้วย

แผ่นดินไหวนิวซีแลนด์

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศนิวซีแลนด์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งวัดความสั่นสะเทือนได้ถึง 6.3 ริกเตอร์ ส่งผลให้ขณะนี้มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 75 คนแล้ว

นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 300 คน ซึ่งยังตรวจสอบรายละเอียดไม่พบ

สำหรับแนวทางในการค้นหาผู้สูญหาย ในขณะนี้ ทีมกู้ภัยได้ตั้งเป้าไปที่อาคาร 10 แห่ง ซึ่งคาดการณ์ว่ามีผู้ติดอยู่ภายในซากอาคารหลายราย

นิวซีแลนด์แผ่นดินไหว

หูคนเรานั้นสามารถรับฟังเสียงได้ตั้งแต่ความถี่ 20 เฮิรตซ์ ถึง 20,000 เฮิรตซ์ แต่ช่วงความถี่ของเสียงที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากคือ ช่วงความถี่ของเสียงพูด หรือความถี่ 500 – 2,000 เฮิรตซ์

นอกจากนี้ หูยังมีความสามารถและอดทนในการรับฟังเสียงในขอบเขตจำกัด หากเสียงเบาเกินไปก็จะไม่ได้ยิน แต่ถ้าเสียงดังเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อหูหรือมีอาการปวดหู

หูตึงหูหนวก

สำหรับผู้ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมากๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานทอผ้า โรงงานปั๊มโลหะ หรือผู้ที่อยู่อาศัยในย่านตลาดหรือการจราจรคับคั่ง ฯลฯ จะทำให้อวัยวะรับเสียง โดยเฉพาะเซลล์ขนและประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการได้ยินลดลงหรือที่เรียกว่า หูตึง

และหากยังละเลยให้คงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังต่อไปก็จะทำให้หูหนวก ไม่สามารถได้ยินและติดต่อพูดคุยเช่นปกติได้ ซึ่งมีผลทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความยากลำบากและต้องอับอายที่กลายเป็นคนพิการ

สำหรับคนหุตึง หูหนวก ที่เกิดจากเสียงดัง ไม่สามารถรักาาให้หายได้ไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม การทำงานในที่เสียงดัง นอกจากจะทำให้หูตึง หูหนวกแล้ว ยังมีผลต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายด้วย เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากเสียงดัง ทำให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยมากขึ้น ความดันโลหิตสูง ต่อมไธรอยด์เป็นพิษ ขาดสมาธิในการทำงาน จนเป้นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ ทำให้เกิดความเครียด ก่อให้เกิดโรคจิตประสาททำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเกิดความผิดพลาดมากขึ้น

ที่มา : เอกสารความปลอดภัย สปท

กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นจุดกำเนิดของสารพิษในบรรยากาศการทำงาน ซึ่งอยู่ในรูป ไอ ฟูม ฝุ่น ก๊าซ พบว่ามีมากกว่า 500 ชนิด

อากาศพิษเหล่านี้เป็นต้นเหตุของอันตรายและโรคหลายอย่าง เช่น โรคแพ้พิษตะกั่ว โรคปอดฝุ่นทราย ปอดฝุ่นฝ้าย หลอดลมอักเสบเรื้อรัง วัณโรค และโรคปอดเรื้อรังต่างๆ นอกจากนั้นฝุ่นและไอของสารจำพวก โครเมียม แอสเบสตอส เบนซีน อาเซนิค ยังทำให้เกิดโรคมะเร็ง

ส่วนก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ที่แทนที่ออกซิเจนในอากาศ จะทำให้คนงานที่หายใจเข้าไปขาดออกซิเจนและเสียชีวิตได้

อันตรายอื่นๆของมลพิษคือ ทำให้อุปกรณ์เครื่องมือเกิดการผุกร่อนได้เร็วขึ้น หรือบางทีเป็นสาเหตุของการระเบิด และอัคคีภัยในสถานประกอบกิจการต่างๆได้ การควบคุมมิให้สารพิษที่เกิดขึ้นแพร่กระจายสู่บรรยากาศการทำงานของคนงาน สามารถทำได้โดยวิธีการ ระบายอากาศ

fumecontrol

การระบายอากาศมีกี่ระบบ

การระบายอากาศมี 2 ระบบ คือ

1. การระบายอากาศแบบเจือจางสารพิษ เป็นระบบระบายอากาศที่มีการทำงานง่ายที่สุด คือ นำเอาอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกโรงงาน ผ่านเข้าไปในโรงงาน อาจใช้พัดลมดูดหรือเป่าอากาศช่วย การเลือกใช้ระบบนี้ต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้

- เป็นสารที่มีพิษน้อย

- ปริมาณที่ปล่อยสู่บรรยากาศไม่มาก และคงที่

- คนทำงานอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดสารพิษ

- การกระจายตัวของสารพิษในบรรยากาศสม่ำเสมอ

2. ระบบระบายอากาศแบบดูดอากาศเฉพาะที่ เป็นระบบระบายมลพิษจากจุดกำเนิดออกจากบริเวณทำงาน ระบบนี้ประกอบด้วยปากทางดูด/ฮูด ที่ติดตั้งไว้ใกล้แหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อดูดและส่งต่อไปตามท่อ ไปยังเครื่องขจัดมลพิษ เพื่อกักเก็บสารนั้นไว้ก่อนที่จะปล่อยอากาศปราศจากมลพิษสู่บรรยากาศภายนอก

42-16414466

1. อิริยาบทส่วนตัวที่ไม่ถูกต้อง คือ อิริยาบทในการนั่ง ยืน นอน ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในท่าที่ผิด หรือเกิดความไม่สมดุลในการรับแรงของกล้ามเนื้อ

2. อิริยาบทในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง คือ การทำงานเบา แต่มีอิริยาบทที่ไม่ถูกต้อง เช่น การต้องยืนเอื้อมเขย่งทำงาน การนั่งหลังคู้ยองๆ การยืนหลังงอ การนั่งทำงานในท่าที่ผิดเป็นเวลานาน การทำงานซ้ำซากจำเจเหล่านี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดแรงกดที่หมอนรองกระดูกผิดปกติ เกิดการเกร็งและเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

3. การประสบอุบัติเหตุที่หลัง คือ การประสบอุบัติเหตุแล้วทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ส่วนหลัง เช่น การตกจากที่สูง การถูกวัตถุหล่นหรือฟาดหลัง การถูกชนหรือกระแทกที่หลังจนเป็นเหตุให้กระดูกสันหลังหัก หรือเกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บของสันหลัง

4. ความสั่นสะเทือน มีการวิจัยพบว่า การสั่นสะเทือนตลอดร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอาการปวดหลังได้ เช่น ผู้ที่ขับรถแทรกเตอร์ ขับรถยกของ เพราะจะทำให้เกิดการเสื่อมของกระดูกสันหลังเร็วขึ้น

สาเหตุที่ทำให้ปวดหลังข้างต้นเป็นเพียงสาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง แต่ท่านจะปลอดภัยจากอาการปวดหลังหากมีการจัดสถานที่ทำงาน หรืออิริยาบทในการทำงานให้ถูกต้อง มีการบริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งไม่ยากลำบากในการฝึกฝนให้เกิดความเคยชินและปฏิบัติจนเป็นนิสัย ท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่มีความสุข ปราศจากความทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลัง

ความหมายของสำนักงาน

ที่ทำการของสถานประกอบการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน และสถานที่ราชการทั่วไป ซึ่งเป็นที่รวบรวมอยู่ของผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่หลักในงานธุรการ งานบริการ หรืองานอาชีพอื่นๆที่ปฏิบัติอยู่ภายในอาคารสำนักงานที่ดำเนินการของนายจ้าง

พลัดตกหกล้ม

1. การพลัดตกหกล้ม

เป็นอุบัติเหตุที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานประสบมากที่สุด แต่มักถูกละเลยจนดูเป็นเรื่องธรรมดา จะพบว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการพลัดตกหกล้มจัดได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

1.1 การลื่นหรือการสะดุดหกล้ม ลักษณะที่เกิดจะมีทั้งลื่นล้มในพื้นที่ หรือพื้นที่ปูพรม ตรงตำแหน่งรอยต่อของพรม การสะดุดหกล้มจากสิ่งของวางขวาง หรือมีสายไฟห้อยไว้ระเกะระกะ โดยเฉพาะบันไดขึ้นลง อาจมีการลื่นและสะดุดหกล้มเสมอๆ ผู้ปฏิบัติงานที่เป็นพนักงานผู้หญิง มักใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการสะดุดหกล้มได้

1.2 เก้าอี้ล้ม มักจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้ปฏิบัติงานนั่ง หรือเลื่อนเก้าอี้ที่หมุน โดยการใช้เท้าดันออก ในบางกรณีเกิดจากการเอนไปข้างหลังมากจนเกินไป จนเกิดการหงายไปข้างหลัง บางครั้งผู้ปฏิบัติงานใช้เท้าพาดบนโต๊ะ

1.3 การตกจากที่สูง มักจะมีสาเหตุจากการยืนบนโต๊ะหรือเก้าอี้ เช่น เก้าอี้มีล้อ โต๊ะหรือกล่องที่วางรองรับไม่แข็งแรง เมื่อผู้ปฏิบัติงานขึ้นไปหยิบของลงมาอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานหกล้มตกลงมาเป็นอันตรายได้

2. การยกเคลื่อนย้ายวัสดุ

ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องยกของซึ่งใช้ท่าทางการทำงานที่ผิดวิธี โดยไม่ได้รับการฝึกอบรมการจัดขึ้นตอนการยกน้ำหนักมากเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ อาการกดทับของประสาท

ชน

3. การถูกชน หรือชนกับสิ่งของ

ในบางพื้นที่แคบหรือในมุมอับจะพบว่า ผู้ปฏิบัติงานมักจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนกัน หรือ ชนกับสิ่งของ ควรจะจัดพื้นที่เพื่อความเหมาะสม ทั้งจัดกระจกเงาติดบริเวณทางแยกเพื่อป้องกันการชน

4. การที่วัตถุตกลงมากระแทก

วัตถุที่ตกมักจะวางอยู่ในตำแหน่งที่สูง และไม่มั่นคง เป็นเหตุให้มีการตกหรือหล่นลงมาถูกศีรษะของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ด้านล่าง การเปิดลิ้นชักของตู้เก็บค้างไว้ และไปหาเอกสารในชั้นอื่นต่อไปเรื่อยๆ ปริมาณเอกสารที่มากจะไหลล้มลงมาทับ หรือกระแทกผู้ปฏิบัติงานจนเกิดอันตรายได้

5. การถูกบาด

อุปกรณ์สำนักงานบางอย่างจะมีความคม เช่น คัตเตอร์ตัดกระดาษ แม้กระทั่งกระดาษที่ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารก็มีความคม ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานกรีดกระดาษ บางครั้งจะถูกกระดาษบาดจนเลือดออกได้

6. การเกี่ยวและหนีบ

ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน บางครั้งจะพบว่ามีการจัดวางของซึ่งยื่นออกมาจนมีการเกี่ยวผู้ปฏิบัติงานได้ บางครั้งจะพบผู้ปฏิบัติงานถูกประตู หน้าต่าง หรือตู้หนีบ จนเกิดการบาดเจ็บ

7. อัคคีภัย

จะถือว่าเป็นอุบัติเหตุประเภทที่รุนแรงที่สุด และทุกคนในสำนักงานก็จะตระหนัก ตื่นเต้น กับอัคคีภัยที่เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้น การฝึกปฏิบัติ ฝึกซ้อม การป้องกันและระงับอัคคีภัยและการอพยพผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานจึงมีความจำเป็น

เคยสังเกตบ้างไหมว่า สถานประกอบการที่มีประวัติการประสบอันตรายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งที่เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น ตะปูตำ ตกบันได ลื่นหกล้ม ไอน้ำร้อนลวก ตลอดจนอุบัติเหตุรายใหญ่ เช่น เครื่องจักรตัดอวัยวะ วัสดุตกหล่นถูกศีรษะ หรือเกิดโรคจากการทำงาน เช่น โรคปอด โรคผิวหนัง เป็นต้น มักจะเป็นสถานที่ประกอบกิจการที่ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดเก็บไม่ดี และขาดการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์และอาคารสถานที่ต่างๆ ให้มีสภาพที่ปลอดภัย

ที่ทำงานสะอาดปลอดภัย

ความเป็นระเบียบและการซ่อมบำรุง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างไร

อาจกล่าวได้ว่า ความเป็นระเบียบและการซ่อมบำรุงที่ดี เป็นพื้นฐานของความปลอดภัยในโรงงาน โรงงานที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาด อุปกรณ์เครื่องมืออยู่ในที่ที่ควรอยู่ ดังคติที่ว่า “หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูงามตา” ย่อมทำให้เกิดความสุขตาสบายใจแก่ผู้ทำงานในสถานที่นั้น และทำให้คนงานมีสุขภาพอนามัยที่ดีด้วย การซ่อมบำรุงและรักษาความเป็นระเบียบเป็นสิ่งคู่กัน เนื่องจากหากขาดการซ่อมบำรุงก็ไม่สามารถสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ เช่น พื้นที่ทำงานจะมีน้ำขัง หากพื้นที่นั้นชำรุดเป็นแอ่งและหลังคารั่ว ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถรักษาพื้นที่นั้นให้สะอาดตลอดเวลาได้ ในทางตรงกันข้าม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยจะช่วยลดงานซ่อมบำรุงได้เช่นกัน

อันตรายที่เกิดจากความไม่มีระเบียบ มีอะไรบ้าง..

สถานที่ทำงานไม่มีระเบียบ เนื่องจากการจัดเก็บไม่ดีและขาดการทำความสะอาด ย่อมเป็นสาเหตุของอันตรายและโรคจากการทำงานได้ ตัวอย่าง เช่น

- การลื่น สะดุด หกล้ม เนื่องจากพื้นลื่นหรือเปียก หรือมีวัสดุบนทางเดิน ในกรณีที่การลื่นล้มไปถูกเครื่องจักรที่กำลังทำงาน จะทำให้มีอันตรายเพิ่มขึ้น

- การถูกเศษวัสดุบนโต๊ะทำงานหรือบนพื้นตำ โดยเฉพาะในงานก่อสร้าง ซึ่งจัดระเบียบได้ยาก มักประสบอุบัติเหตุเนื่องจากตะปูที่ฝังอยู่ในไม้ตำ

- อุบัติเหตุจากการขนส่งในโรงงาน หากไม่มีการตีเส้นแบ่งพื้นที่สำหรับให้รถยกวิ่ง หรือมีกองวัสดุบังทางเลี้ยว มักเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อย

- อันตรายจากอัคคีภัย ที่เกิดจากการขาดการกำจัดเศษวัสดุไวไฟออกจากพื้นที่ทำงานทุกวัน

- โรคที่เกิดจากฝุ่นพิษต่างๆ เช่น โรคปอดฝุ่นทราย โรคปอดใยหิน เกิดเนื่องจากไม่ทำความสะอาดสถานที่ทำงานทุกวัน หรือทำความสะอาดไม่ทั่วถึง ทำให้มีฝุ่นสะสมตามซอกมุมต่างๆ ที่พื้นผนัง ชั้นวางของ ซึ่งหากมีการสั่นสะเทือนหรือลมพัด ทำให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นมาอีก

- กระจกหน้าต่าง หรือกระจกฝ้าบนหลังคาที่ขาดการดูแลรักษาความสะอาด ทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน

อันตรายที่เกิดจากการขาดการซ่อมบำรุงมีอะไรบ้าง

อุบัติเหตุหลายอย่างเกิดจากการซ่อมบำรุงไม่ดีพอ คนงานปฏิบัติงานโดยขาดการสังเกตหรือความเอาใจใส่ต่อสภาพที่ชำรุดของเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ เช่น

- อุบัติเหตุที่เกิดจากเศษวัสดุกระเด็นเข้าตา หรือการบาดเจ็บที่มือ เท้า หรืออวัยวะอื่นๆ เนื่องจากการทำงานกับเครื่องจักรที่ไม่มีเซฟการ์ด หรือเซฟการ์ดชำรุด

- การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีสายไฟฟ้าหรือปลั๊กชำรุด หรือไม่มีสายดิน ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร

- การทำงานกับหม้อไอน้ำที่ขาดการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดการระเบิด ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

- ไอน้ำร้อนลวกเนื่องจากท่อไอน้ำแตก หรือท่อไอน้ำที่ไม่มีฉนวนหุ้ม อาจทำให้ผู้จับต้องโดยบังเอิญ ผิวหนังไหม้ได้

ทำความสะอาด

จะดำเนินการอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำเร็จของการดำเนินงานจัดระเบียบในโรงงานและการซ่อมบำรุงที่ดี เป็นผลมาจากคนงานทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ทำงานของแต่ละคน จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารของโรงงานที่จะต้องสร้างทัศนคติให้คนงานรู้จักเก็บของให้เป็นที่เป็นทาง และการตรวจสอบอุปกรณ์และดูแลพื้นที่ทำงานให้สะอาดตลอดเวลา ซึ่งจะทำได้โดย

- จัดสถานที่และอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนงานในการช่วยกันจัดระเบียบและรักษาความสะอาดในโรงงาน เช่น จัดพื้นที่เก็บวัสดุและงานที่สำเร็จแล้ว ถังขยะ แผงวางเครื่องมือและอุปกรณ์ ตู้เก็บของใช้ส่วนบุคคล เป็นต้น

- ให้มีพนักงานทำหน้าที่ดูแล รักษาความสะอาดโรงงานตลอดเวลาการทำงาน โรงงานส่วนใหญ่มักใช้เวลาใกล้เลิกงานให้คนงานทำความสะอาดพื้นที่การทำงาน ซึ่งมักไม่ได้ผลเต็มที่ เนื่องจากคนงานส่วนใหญ่ต้องการเลิกงานตรงเวลา

- จัดให้มีการรณรงค์เรื่องการจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในโรงงาน เช่น มีการประกวดและให้รางวัลพื้นที่ที่มีความสะอาดและมีระเบียบ

- จัดอบรมคนงานให้เกิดความรับผิดชอบต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยจากการซ่อมบำรุงที่ดี โดยให้

* คนงานรู้จักสังเกตและรายงาน เมื่อเครื่องจักร อุปกรณ์มีการชำรุด       เพื่อให้มีการซ่อมแซม หรือให้ข้อแนะนำในการปรับปรุงพื้นที่ที่มีปัญหาการประสบอันตรายบ่อยๆ

* มีการทำความสะอาดพื้นที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เศษวัสดุกีดขวางการทำงาน หรือเกิดการฟุ้งกระจายขึ้นอีก และหากมีสารเคมีหกที่พื้นต้องทำความสะอาดทันที

* รู้จักวิธีการทำความสะอาดพื้นที่ทำงานอย่างถูกต้องและปลอดภัย ทำให้พื้นที่ทำงานสะอาด และไม่เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน

ข้อควรระมัดระวัง

- ห้ามทำความสะอาดเครื่องจักรที่กำลังทำงาน

- ผู้ทำความสะอาดต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ผ้ากันเปื้อน ถุงมือยาง รองเท้ายาง เป็นต้น ในกรณีที่ทำความสะอาดฝุ่นของสารพิษ จะต้องสวมใส่หน้ากากกันสารพิษด้วย

- ให้ปิดสวิทซ์เครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าก่อนการซ่อมทุกครั้ง โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนของเครื่องจักรที่อยู่ห่างจากเครื่องกำเนิดพลังงานมาก  เช่น ซ่อมสายพาน ผู้ซ่อมต้องเก็บกุญแจล็อกสวิทซ์นั้นไว้กับตนเอง

- ติดป้ายที่เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือสถานที่ที่มีการซ่อม เพื่อไม่ให้คนงานใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือ เข้าไปในสถานที่นั้น

ที่มา : เอกสารความปลอดภัย สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน