Thursday, March 31st, 2011 at
9:23 am
หมายถึง ต้นตอหรือสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรค ตัวเหตุของโรคจากการทำงานที่เห็นเด่นชัดพอจะแบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ตัวเหตุทางเคมี ตัวเหตุทางกายภาพและตัวเหตุทางชีวภาพ
1) ตัวเหตุทางเคมี
ที่จะเข้าสู่ร่างกายคนที่ทำงานเกี่ยวข้องนั้นอาจจะอยู่ในรูปของก๊าซ ไอสาร ละออง ฝุ่น ฟูม หรือสารละลาย ตัวอย่างตัวเหตุทางเคมี เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ตะกั่ว แมงกานีส ปรอท เบนซิน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ แอสเบสตอส ฝุ่นฝ้าย ฯลฯ ตัวเหตุทางเคมีเหล่านี้อาจเข้าสู่ร่างกายโดย การสูดหายใจ การกิน หรือการดูดซึมผ่านทางผิวหนังของคนงาน ปริมาณของตัวเหตุทางเคมีนับว่ามีบทบาทอย่างมากในการที่จะส่งผลให้เกิดโรคจากการทำงานช้าหรือเร็ว ถ้าหากคนงานได้รับปริมาณของตัวเหตุทางเคมีนับว่ามีบทบาทอย่างมากในการที่จะส่งผลให้เกิดโรคจากการทำงานช้าหรือเร็ว ถ้าหากคนงานได้รับปริมาณสูงมาก การเกิดโรคอาจจะเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าได้รับตัวเหตุนั้นในปริมาณไม่มากนัก การเกิดโรคก็จะใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีเกณฑ์ที่จะตัดสินว่าปริมาณของตัวเหตุทางเคมีขนาดไหนจึงอาจจะทำให้เกิดโรคขึ้น ในปัจจุบันได้มีการกำหนดเกณฑ์ตัวเหตุทางเคมีขึ้นเป็นเกณฑ์ที่กำหนดปริมาณตัวเหตุทางเคมีในอากาศเท่านั้น ซึ่งเรียกกันว่า ค่าขอบเขตการทนได้ (Threshold Limit Values หรือเรียกโดยย่อว่า TLV) ซึ่งได้มีหลายประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยได้พิจารณานำมาเป็นแม่บทในการกำหนดมาตรฐานสารเคมีในอากาศของสถานประกอบการ
ค่าขอบเขตการทนได้ของตัวเหตุทางเคมีในอากาศนี้จะหมายถึง ปริมาณของตัวเหตุทางเคมีในอากาศที่คนงานได้รับวันละแปดชั่วโมงหรือสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ตลอดชีวิตการทำงานแล้วจะไม่มีผลร้ายหรือเกิดโรคขึ้น
2) ตัวเหตุทางกายภาพ
เช่น รังสีชนิดแตกตัว เสียงดัง ความร้อน ความสั่นสะเทือน ฯลฯ เช่นเดียวกับตัวเหตุทางเคมี ตัวเหตุทางกายภาพนี้ก็จำเป็นจะต้องมีเกณฑ์เพื่อพิจารณาถึงระดับของการเสี่ยงอันตรายของคนงานที่ทำงานเกี่ยวข้อง สัมผัสหรือคลุกคลี A.C.G.I.H. (American Conference of Govermental Industrial Hygienists) (สมาคมข้าราชการที่เป็นนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา) ก็ได้มีการกำหนดค่าขอบเขตการทนได้ ของตัวเหตุทางกายภาพบางตัวขึ้น เช่น ความร้อน รังสีชนิดแตกตัว แสงเลเซอร์ คลื่นไม่โครเวฟ เสียงดัง และรังสีเหนือม่วง เป็นต้น
3) ตัวเหตุทางชีวภาพ
เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ริคเคทเซีย พยาธิ นอกจากนี้ยังอาจรวมฝุ่นเส้นใบพืชไว้ด้วย ฯลฯ
4) ตัวเหตุทางจิตวิทยาสังคม
เชื่อว่าตัวเหตุของจิตวิทยาสังคมต่าง ๆ อาจมีส่วนทำให้เกิดหรือส่งเสริมให้เกิดพยาธิสภาพหรือความเจ็บป่วยได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอและไม่ชัดเจน
Thursday, March 31st, 2011 at
9:15 am
องค์ประกอบหลักที่มีความสำคัญที่ทำให้เกิดโรคจากการทำงานนั้นมี 3 ปัจจัยคือ
1. ตัวเหตุของโรคหรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค
2. ตัวคนที่ทำงาน
3. สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อม
โดยปกติแล้ว ถ้าหากปัจจัยหลักทั้งสามมีความพอเหมาะเช่น ตัวเหตุของโรคมีปริมาณไม่สูงมาก ตัวคนงานมีความสมบูรณ์แข็งแรงและสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของสถานที่ทำงานนั้นก็เหมาะสมดี ก็เป็นที่วางใจได้ว่าจะไม่เกิดโรคจากการทำงาน แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อปัจจัยทั้งสามดังกล่าวมีความไม่เหมาะสมแล้วปัจจัยทั้งสามก็เกิดการปฏิสัมพันธ์กันขึ้น ในที่สุดโรคจากการทำงานก็จะเกิดขึ้น
Monday, March 28th, 2011 at
9:36 am
ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ปัจจัยที่นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ปัจจัยมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในวัยทำงาน ดังนั้นถ้าหากคนที่เป็นกำลังแรงงานอันสำคัญต้องมีอันล้มเจ็บคือเป็นโรคซึ่งอาจจะเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ หรือเป็นโรคทั่วไปที่มิได้มีสาเหตุมาจากการทำงานนั้นย่อมบั่นทอนสุขภาพ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมากมายต่อตัวคนงานเอง ครอบครัว นายจ้าง และประเทศชาติโดยส่วนรวม
อย่างไรก็ตามโรคจากการทำงานในปัจจุบันที่มีการรายงานตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องเงินค่าทดแทนนั้น โดยทั่วไปแล้วยังพบว่าจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคจากการทำงานที่รายงานนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น
(1) การขาดแคลนบุคลากรด้านอาชีวอนามัย เช่น นักอาชีวอนามัย แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของโรคและการเกิดโรคจากการทำงานอย่างดี
(2) ฝ่ายนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการพยายามหลีกเลี่ยงการรายงานโรคจากการทำงานเพื่อจะได้ไม่ต้องลงทุนในการจัดหามาตรการควบคุมและป้องกันที่ระบุไว้ในกฎหมาย
(3) เนื่องมาจากความยากลำบากในการประเมินและค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคดังกล่าว
(4) ในกิจการอุตสาหกรรมนั้น การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต การนำเอาเทคนิคและวิธีการใหม่ ๆ และวัตถุดิบใหม่ ๆ เข้ามาใช้นั้นมีอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคใหม่ ๆ ขึ้นได้ แต่ทางนักวิชาการอาชีวอนามัยหรือนักวิชาการสาธารณสุข อาจจะไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ได้
(5) มีประชากรผู้ใช้แรงงานจำนวนมหาศาลที่ทำงานในสถานประกอบการต่าง ๆ เช่น ในอุตสาหกรรมขนาดเล็กและเกษตรกรรมไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพเลย
(6) เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ายังมิได้มีการจัดทำมาตรฐานการตรวจสุขภาพคนงานและระบบการรายงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังมิได้มีการจัดทำแนวทางการวินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพต่าง ๆขึ้นใช้อย่างเหมาะสม
(7) โรคจากการทำงานเป็นจำนวนมาก มักจะมีระยะเวลาของการที่จะปรากฎอาการให้เห็นเด่นชัด ค่อนข้างจะยาวนาน เช่น บางโรคใช้เวลานานนับสิบปี เป็นต้น ทำให้มีความยุ่งยากในการติดตาม
Monday, March 28th, 2011 at
9:35 am
โรคจากการทำงานหรือบางครั้งเรียกว่า “โรคอันเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน” หมายถึง โรคหรือความเจ็บป่วยของผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานคลุกคลีหรือเกี่ยวข้องอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมของอาชีพนั้น เช่น โรคแพ้พิษแมงกานีสที่เกิดจากการได้รับสารแมงกานีสจากการทำงานในโรงงานผลิตถ่านไฟฉาย คนงานหูหนวกที่เกิดจากการทำงานคลุกคลีอยู่ในสถานที่ทำงานที่มีเสียงดังมาก เช่น โรงงานทอผ้า โรงงานทำกระป๋อง ฯลฯ และโรคปอดฝุ่นทรายที่เกิดขึ้นจากการทำงานในบริเวณที่มีฝุ่นหินหรือทราย เช่น โรงงานผลิตแก้ว โรงงานบดย่อยหิน คนทำครกหิน ฯลฯ เป็นต้น

โรคจากการทำงานนี้ บางครั้งอาจจะเกิดอาการเฉียบพลัน คือคนงานอาจได้รับสิ่งที่ทำให้เกิดโรคในปริมาณที่ค่อนข้างสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือบางครั้งอาจจะเกิดอาการเรื้อรัง เนื่องจากคนงานได้รับสิ่งที่ทำให้เกิดโรคนั้นทีละน้อยเป็นเวลานานหลายเดือนหรือปลายปี เป็นที่น่าสังเกตว่าโรคจากการทำงานส่วนใหญ่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีความรุนแรงสูงไม่อาจรักษาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ และมีจำนวนมากถึงขนาดพิการ อย่างไรก็ตามมีโรคจากการทำงานเป็นจำนวนมากที่พิสูจน์ได้ค่อนข้างมากว่าโรคนั้น ๆ มีสาเหตุเนื่องมาจากการทำงานหรือไม่ เช่น โรคหัวใจที่เกิดในกลุ่มนักบริหารระดับสูง เป็นต้น
Monday, March 28th, 2011 at
9:27 am
ปัจจัยที่สำคัญของการเกิดการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพ คือ ผู้ประกอบอาชีพหรือคนงาน และสิ่งแวดล้อมการทำงาน
ผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานนั้น ปกติจะหมายรวมถึงผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ธุรกิจเอกชน รัฐวิสาหกิจและรายการ ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังแรงงานที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ปกติแล้วผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้เป็นผู้ที่มีส่วนในการก่อให้เกิดภัยจากการประกอบอาชีพขึ้น ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากการขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจในงานที่ทำ มีทัศนคติและจิตสำนึกที่ไม่ปลอดภัย และไม่ได้ป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม เป็นต้น
ส่วนสิ่งแวดล้อมการทำงาน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่อยู่ล้อมรอบตัวผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานในขณะทำงานตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ลักษณะของการเกิดการประสบอันตรายจากการทำงานนั้น จะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานต้องทำงานหรือปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ชิ้นงานหรือผลิตผลออกมา ซึ่งในการทำงานนั้น ผู้ประกอบอาชีพจะอยู่ภายในแวดวงของสิ่งแวดล้อมการทำงาน แล้วปัจจัยทั้งสองจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้นถ้าหากทั้งสองปัจจัยมีความเหมาะสม คือ ผู้ประกอบอาชีพมีทัศนคติที่ปลอดภัยมีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติตนเหมาะสม และสิ่งแวดล้อมการทำงานมีความปกติและเหมาะสม ก็ย่อมเป็นที่แน่ใจว่าจะไม่มีภัยจากการประกอบอาชีพเกิดขึ้น
แต่ในทางตรงกันข้าม หากปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดหรือทั้งสองปัจจัยมีความบกพร่องหรือไม่เหมาะสมก็อาจจะคาดหมายได้ว่าอาจมีการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพขึ้นได้ ซึ่งอาจจะเป็นผลทำให้ผู้ประกอบอาชีพเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน หรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากการทำงานได้
อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บขึ้น คนงานนั้นอาจจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาลหรือการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางด้านการแพทย์ให้หายได้ แต่เมื่อบุคคลนั้นกลับเข้าทำงานในสภาพของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมเช่นเดิมอีก ในที่สุดบุคคลนั้นก็อาจจะได้รับอันตรายทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด
Thursday, March 24th, 2011 at
9:46 pm
วันนี้ 24 มีนาคม 2554 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทยในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน เป็นต้น วัดความรุนแรงได้ 6.9 ริกเตอร์
อ่านจากข่าว ได้ข้อมูลว่า ความรุนแรงถึงกับทำให้ตึกสูงในกรุงเทพสั่นสะเทือน
สำหรับจุดศุนย์กลางแผ่นดินไหว ตามรายงานของสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว แจ้งว่าอยู่ที่ประเทศพม่า ซึ่งห่างจากจังหวัดเชียงรายของไทย ไม่เกิน 100 กิโลเมตร
ได้รับทราบข้อมูลแผ่นดินไหวที่เข้ามาใกล้ประเทศไทยมากขึ้น ผมกลัวจริงๆว่า ถ้าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่กรุงเทพ อาคารสูงๆหลายแห่งจะมีปัญหา
หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คงเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นในประเทศไทย
Tuesday, March 22nd, 2011 at
10:59 am
ตามหลักนิเวศวิทยาคำว่า”สิ่งแวดล้อม” หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวของมนุษย์ สิ่งแวดล้อมอาจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ บางชนิดก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและบางชนิดอาจต้องใช้แว่นขยายหรือใช้เครื่องมือพิเศษตรวจดูจึงจะเห็น เช่น ที่อยู่อาศัย อากาศ น้ำ อาหาร เชื้อโรค แมลง และสัตว์ต่างๆ เป็นต้น
สำหรับ “สิ่งแวดล้อมการทำงาน” โดยทั่วไปจะหมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานในขณะทำงาน อันอาจจะรวมถึง เครื่องจักรกล อุปกรณ์ เครื่องมือ อากาศที่หายใจ แสงสว่าง ความสั่นสะเทือน รังสี ความร้อน ความเย็น ก๊าซ ไอสาร ฝุ่น ฟูม ละออง และสารเคมีอื่น ๆ และยังรวมถึงเชื้อโรคและสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังรวมถึง สภาพการทำงานที่ซ้ำซาก การเร่งรีบทำงาน การทำงานเป็นผลัดหมุนเวียนเรื่อยไป สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน ค่าตอบแทนและชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น ความไม่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อมการทำงาน นับว่าเป็นปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพ เช่นเดียวกัน
ปัจจัยสิ่งแวดล้อมการทำงานที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้ปฏิบัติงานในขณะทำงานนั้น แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางเคมี ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ และปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ในการทำงานนั้นอาจจะมีผลจากการเกี่ยวข้องจากสิ่งแวดล้อม 4 ประการ แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะงาน (ดังรูปข้างล่าง)

รูป สิ่งแวดล้อมในการทำงานและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
2.1 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
ที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้ปฏิบัติงานในขณะทำงานนั้นมีหลายชนิด เช่น เสียงดัง ความสั่นสะเทือน ความร้อน ความเย็น รังสี แสงสว่าง ความกดดันบรรยากาศ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ และบริเวณสถานที่ทำงาน เป็นต้น
2.2 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางเคมี
ที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเกี่ยวข้อง เช่น สารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ หรือผลผลิต หรือของเสียทีต้องกำจัด โดยทั่วไปสารเคมีดังกล่าวอาจจะอยู่ในรูปของก๊าซ ไอ ฝุ่น ฟูม ควัน ละออง หรืออยู่ในรูปของเหลว เช่น สารตัวทำละลาย (Solvents) ต่าง ๆ เป็นต้น
2.3 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ
ของผู้ปฏิบัติงานนั้นมีทั้งชนิดที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ตัวอย่างของชนิดที่มีชีวิต เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ และสัตว์อื่น ๆ เช่น งู เป็นต้น สำหรับตัวอย่างของชนิดที่ไม่มีชีวิต เช่น ฝุ่นพืชต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงฝุ่นไม้ ฝุ่นฝ้ายและฝุ่นเมล็ดพืชต่าง ๆ เป็นต้น
2.4 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม
หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อถือ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่และอาชีพของประชากรในชุมชน ชุมชนที่มีระดับการศึกษาต่ำและยากจน โอกาสที่เป็นโรคต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อถือที่ผิด ๆ ของประชาชนก็ช่วยในการบั่นทอนสุขภาพของประชาชนด้วย เช่น การรดน้ำมนต์รักษาโรค การอดของแสลง เป็นต้น
Tuesday, March 22nd, 2011 at
9:35 am


จากภาพสองภาพด้านบน เป็นภาพการทำงานกับเครื่องจักรที่นำมาใช้ตัดคอนกรีต ซึ่งเป็นการทำงานที่มีวิธีการทำงานอันตรายมาก มีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ อุบัติเหตุที่น่ากลัวที่สุดก็คืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งโดนตัด จะเห็นได้ว่าหากมีการทำงานผิดขั้นตอนเพียงนิดเดียว นิ้วและมือก็อาจจะยื่นเข้าไปที่ใบตัดได้โดยง่าย
เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความปลอดภัย สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีการ์ดป้องกัน โดยให้คอนกรีตสามารถใส่เข้าไปได้โดยที่มือไม่สามารถยื่นตามเข้าไป
หลังจากแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้แล้ว ก็อย่าลืมป้องกันสุขภาพของผู้ปฏิงานที่จะเกิดอันตรายจากการหายใจเอาฝุ่นคอนกรีตเข้าไปด้วยนะครับ
Tuesday, March 22nd, 2011 at
9:13 am
ในสถานที่ทำงานที่แตกต่างกันก็อาจจะมีลักษณะของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่แตกต่างกันโดยจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ ในบางครั้งสถานที่ทำงานหรือโรงงานประเภทเดียวกันก็อาจจะมีสภาพของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่แตกต่างกันออกไป บางแห่งอาจจะมีสภาพของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม แต่บางแห่งอาจจะไม่เหมาะสมของสภาพสิ่งแวดล้อมการทำงานนี้พอจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ เช่น ในสถานที่ทำงานนี้อาจจะมีฝุ่นฟุ้งกระจายอย่างมาก มีเสียงที่ดังเกินไป เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ชำรุด สารพิษต่าง ๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณที่ทำงาน พื้นสถานที่ทำงานลื่น มีแสงสว่างไม่เพียงพอ อากาศอาจจะร้อนอบอ้าว วิธีการทำงานของผู้ที่ปฏิบัติงานหรือพนักงานไม่เหมาะสม นอกจากนี้มนุษยสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสถานที่ทำงานอาจจะไม่ดี เป็นต้น

เมื่อผู้ปฏิบัติงานที่อาจเป็นพนักงานหรือชาวไร่ ชาวสวน พนักงานขับรถ ฯลฯ จะต้องทำงานอยู่ในสภาพของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวอยู่เสมอ บุคคลนั้นก็อาจจะได้รับอันตรายได้ อันตรายในที่นี้อาจจะเป็นลักษณะของความเจ็บป่วย หรือเป็นโรคจากการทำงาน หรืออาจจะได้รับ อุบัติเหตุ เกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตก็ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บขึ้น ผู้ปฏิบัติงานนั้นอาจจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาลหรือการฟื้นฟูสภาพทางด้านการแพทย์ให้หายได้ แต่เมื่อบุคคลนั้นกลับเข้าทำงานในสภาพของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมเช่นเดิมอีกในที่สุดบุคคลนั้นก็อาจจะได้รับอันตราย ในทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด
อันตรายจากสิ่งแวดล้อมการทำงาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและได้มีการเฝ้าสังเกตและทำการศึกษาค้นคว้ามาเป็นเวลานานควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี พบว่าอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบอาชีพนั้น อาจจะเนื่องจากความไม่เหมาะสมจากสิ่งแวดล้อมการทำงานชนิดใดชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเนื่องมาจากผลผนวกของสิ่งแวดล้อมหลายชนิดก็ได้ ในการเกิดอันตรายนั้น บางครั้งอาจจะใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น แต่บางครั้งจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเวลาหลายปีจึงเกิดอันตรายขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ยังอาจจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตัวผู้ประกอบอาชีพเองด้วยว่ามีพื้นฐานทางด้านสุขภาพและอนามัยที่เหมาะสมเพียงใด เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น ชาวไร่ ชาวสวน ที่มีการฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเป็นประจำ ก็อาจจะได้รับสารฆ่าแมลงดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายในขณะฉีดพ่นย่าในปริมาณที่สูงมากจนอาจทำให้หมดสติในทันที ผู้ปฏิบัติงานที่ลงไปล้างถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของตะกั่วอินทรีย์ อาจได้รับสารดังกล่าวในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะทำให้ถึงตายได้ ผู้ปฏิบัติงานโรงฟอกหนังอาจจะมีโอกาสได้รับเชื้อโรคบางชนิดจากหนังและขนสัตว์จนเกิดอันตรายขึ้น ผู้ปฏิบัติงานโรงงานปั๊มโลหะอาจถูกเครื่องปั๊มตัดนิ้วมือ ผู้ปฏิบัติงาน อู่ซ่อมรถยนต์อาจสูดหายใจเอาฝุ่นใยหินเข้าสู่ปอด หรือผู้ปฏิบัติงานโรงงานบดและย่อยหิน หรือเหมืองแร่อาจสูดหายใจเอาฝุ่นหินเข้าไป ในที่สุดก็อาจเกิดโรคปอดขึ้น นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงานตอกเสาเข็มหรือผู้ปฏิบัติงานโรงงานทอผ้า ทอกระสอบ หรือชาวนาที่ขับรถอีแต๋นเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็อาจจะได้รับอันตรายจากเสียงดังจนทำให้หูตึงหรือหนวก ผู้ที่ปฏิบัติงานโรงงานถ่านไฟฉายอาจจะได้รับสารแมงกานีสเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้เกิดความผิดปกติจนถึงพิการได้ พนักงานขับรถบรรทุกระยะทางไกล ๆ ที่ต้องอดนอนเป็นประจำบางรายหันไปพึ่งยากระตุ้นประสาท (ชาวบ้านเรียกว่า”ยาม้า”) จนติดแล้วในที่สุดก็อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ แพทย์และพยาบาลตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่ต้องทำงานเป็นผลัดนั้น บางรายก็อาจมีความผิดปกติขึ้นจนทำให้นอนไม่หลับ หรือท้องผูก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในสภาพความเป็นจริงนั้นในสถานที่ทำงานแห่งหนึ่ง ก็มักจะมีสิ่งแวดล้อมการทำงานอยู่หลายชนิด ดังนั้นอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ประกอบอาชีพนั้น นอกจากจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมชนิดใดชนิดหนึ่งดังกล่าวแล้ว ยังอาจจะเป็นผลจากการผสมผสานของนักวิจัยอย่างมาก ทั้งนี้เพราะนักวิชาการเชื่อว่า อันตรายที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความรุนแรงมากกว่าอันตรายของสิ่งแวดล้อมการทำงานหลายชนิดก็ได้ เช่น สารฆ่าแมลง และแสงแดดที่ชาวสวนได้รับ ความร้อและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ในบริเวณที่ทำงานของผู้ปฏิบัติงานหลอมโลหะ และผู้ปฏิบัติงานบางอาชีพอาจเกี่ยวข้องกับฝุ่นและก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ เป็นต้น

สิ่งแวดล้อมการทำงานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ประกอบอาชีพนั้น บางชนิดอาจจะวัดได้เชิงปริมาณ เช่น เสียงดัง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณฝุ่น ก๊าซ ไอ เชื้อจุลินทรีย์ เป็นต้น แต่ปัญหาเออร์กอนอมิคส์ ในชีวิตการทำงานของผู้ปฏิบัติงานนั้น ส่วนมากจะอยู่ในเชิงคุณภาพที่วัดได้ลำบากมาก แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ได้มีการพัฒนาเพื่อให้มีการวัดปัญหาเชิงปริมาณเพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการกำหนดมาตรฐานของสิ่งแวดล้อมการทำงานขึ้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการช่วยชี้บ่งให้ทราบถึงภาวะการเสี่ยงอันตรายของบุคคลที่กำลังทำงาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานที่กำหนดขึ้นนั้นยังไม่สามารถครอบคลุมปัญหาได้ทั้งหมด
Wednesday, March 16th, 2011 at
10:26 am

1. เมื่อพบผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ต้องรีบช่วยเหลือทันที ยกเว้นในกรณีที่มีอุปสรรคต่อการช่วยเหลือ เช่น มีแก๊สพิษ มีวัสดุกีดขวาง เป็นต้น ให้ย้ายผู้ป่วยออกมาในที่ปลอดภัยเสียก่อนจึงดำเนินการช่วยเหลือ
2. ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในกรณีที่จะมีอันตรายต่อชีวิตโดยรีบด่วนก่อน
3. อย่าให้มีคนมุง ทั้งนี้เพื่อให้มีอากาศปลอดโปร่ง มีแสงสว่างเพียงพอ และมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ อีกทั้งสะดวกในการให้การปฐมพยาบาลด้วย
4. จัดให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่าที่เหมาะสมในการปฐมพยาบาลและไม่เพิ่มอันตรายแก่ผู้บาดเจ็บด้วย ควรจัดให้อยู่ในท่านอนหงายและทางเดินหายใจโล่ง พร้อมทั้งสังเกตอาการต่าง ๆ ของผู้บาดเจ็บ และวางแผนการให้การช่วยเหลืออย่างมีสติ ไม่ตื่นเต้นตกใจ สังเกตสิ่งแวดล้อมว่ามีสิ่งของอันตรายอยู่ใกล้เคียงหรือไม่ ลักษณะของผู้บาดเจ็บนั้นบ่งบอกว่าเป็นการฆ่าตัวตาย(suicide) หรือ ถูกทำร้าย (homicide) หรือ เป็นอุบัติเหตุที่แท้จริง
5. บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ อาการ ลักษณะของผู้บาดเจ็บเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลที่ได้ทำลงไป พร้อมทั้งนำติดตัวไปกับผู้บาดเจ็บเสมอเพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อไป
6. อย่าทำการรักษาด้วยตนเอง ให้เพียงการปฐมพยาบาลที่จำเป็นอย่างถูกต้อง แล้วนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที