ขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ
การประเมินผลกระทบทางสุขภาพสามารถนำมาใช้ในการประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดนโยบายหรือแผน เช่น นโยบายหรือแผนพัฒนาพื้นที่ แผนการพัฒนาพลังงาน แผนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นต้น และสามารถนำมาใช้ในการประเมินผลกระทบจากการพัฒนาโครงการเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น การประเมินผลกระทบทางสุขภาพประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ คล้ายกับขั้นตอนในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่
1) การกลั่นกรองโครงการ (Screening)
2) การกำหนดขอบเขตการศึกษา (Scoping)
3) การประเมินผลกระทบ (Assessment) ประกอบด้วย
- การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Information/Profiling)
- การประเมินและกำหนดความสำคัญ (Determining Significance)
- การจัดทำรายงาน (Reporting)
4) การพิจารณารายงาน และการตัดสินใจ (Review and Decision Making)
5) การติดตามตรวจสอบและประเมินผล (Monitoring and Evaluation)
ทั้งนี้ ในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ควรให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนต่าง ๆ โดยมีการประชุมหารือร่วมกับชุมชนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือใช้เทคนิค วิธีการมีส่วนร่วมอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ ก่อนการตัดสินใจในการพัฒนาโครงการ
1) การกลั่นกรองโครงการ
ในขั้นตอนนี้จะต้องศึกษารายละเอียดโครงการ โดยพิจารณาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโครงการว่าเป็นโครงการอะไร มีรายละเอียดอย่างไร ดำเนินการในช่วงระยะวเวลาใด มีใครเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น
- หลักการ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ
- รายละเอียดของโครงการรวมทั้งกระบวนการ สารเคมี อุปกรณ์ แผนผังที่ตั้งโครงการ
- รายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานโครงการ ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ การดูแลรักษา การปิดโครงการ
- ประเภทและปริมาณของวัตถุดิบที่ใช้ รวมทั้งพลังงาน น้ำ สารเคมี ที่ใช้ในกระบวนการ กรณีโครงการอุตสาหกรรม และผลผลิต ผลพลอยได้ รวมทั้งของเสีย รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการบำบัดและการกำจัดของเสีย ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมทั้งสาธารณูปโภคที่ต้องใช้ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ถนน เป็นต้น
- กลุ่มคนที่อยู่ใกล้โครงการ กลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพจากการดำเนินโครงการ โครงการที่มีแนวโน้มจะมีประเด็นความเป็นห่วงด้านสุขภาพมาก ได้แก่ โครงการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมโดยเฉพาะที่มีการผลิตทางเคมี พลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการของเสีย รวมทั้ง ระบบสาธารณูปโภคและการพัฒนาเมือง เช่น สนามบิน ทางหลวง รถไฟ เป็นต้น
ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ ควรจัดเตรียมโดยเจ้าของโครงการหรือผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ซึ่งมีความเข้าใจอย่างดีเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
2) การกำนดขอบเขตการศึกษา (Scoping)
ขอบเขตการศึกษามีความสำคัญ ในการทำให้การศึกษามีความชัดเจนและเน้นประเด็นผลกระทบทางสุขภาพที่สำคัญที่อาจเกิดขึ้นจากการมีโครงการ ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินไว้ การกำหนดขอบเขตการศึกษาที่เหมาะสมช่วยให้ได้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยในการศึกษาควรจะต้องรวมประเด็นที่สำคัญในความเห็นของสาธารณชนและของผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วย
ที่ผ่านมาอาจไม่ได้มีการกำหนดขอบเขตการศึกษาหรือไม่ได้ดำเนินการให้ครอบคลุมประเด็นทางด้านสุขภาพ มักไม่ได้รับการพิจารณาหรือมีการนำมาหารือกัน ในภายหลังอาจเกิดปัญหาด้านสุขภาพ จะเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าของโครงการได้ รวมทั้งจะทำให้เจ้าของโครงการมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและเสียชื่อเสียง
การกำหนดขอบเขตการศึกษาจะต้องไม่กว้างเกินไป เพราะจะทำให้การประเมินดำเนินการได้ยากมาก แต่หากกำหนดขอบเขตการศึกษาแคบเกินไป อาจทำให้เกิดการละเลยประเด็นผลกระทบสำคัญบางประการไปได้ ดังนั้น การกำหนดขอบเขตการศึกษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้
1. ขนาดและลักษณะโครงการ
2. ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ผ่านมา ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ โอกาสและลักษณะการเกิดผลกระทบสะสม
3. ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพที่มีอยู่ การได้มา
4. ขอบเขตพื้นที่ สภาพทางสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ เช่น สภาพการใช้ที่ดิน ลักษณะลุ่มน้ำ เป็นต้น
ในการกำหนดขอบเขตการศึกษา ควรพิจารณาโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพิจารณาจากปัจจัย ดังนี้
1. สิ่งคุกคามสุขภาพ
- สิ่งคุกคามทางกายภาพ เช่น แสง เสียง ความร้อน รังสี ความสั่นสะเทือน ฝุ่น เป็นต้น
- สิ่งคุกคามทางเคมี เช่น โลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหย เป็นต้น
- สิ่งคุกคามทางชีวภาพ เช่น ปาราสิต ยุง แบคทีเรีย ไวรัส เป็นต้น
- สิ่งคุกคามทางการยศาสตร์ เช่น การยกของหนัก ลักษณะท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
- สิ่งคุมคามต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความกังวล ความรำคาญ เป็นต้น
- สิ่งคุกคามทางสังคม เช่น การขาดความสัมพันธ์ทางสังคมหรือชุมชน เป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อม
- การเปลี่ยนแปลงคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ อากาศ ดิน เป็นต้น
- การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์หรือการได้มาของทรัพยากร เช่น การใช้น้ำ เป็นต้น
- การจัดการของเสีย
- การก่อให้เกิดสื่อหรือพาหะนำโรคเพิ่มขึ้น
- ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
3. ปัจจัยต่อการรับสัมผัส
- เส้นทางการรับสัมผัสเข้าสู่ร่างกาย เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน การสัมผัสทางผิวหนัง เป็นต้น
- การรับสัมผัสของคนงานหรือผู้ปฏิบัติงานในโครงการ
- การรับสัมผัสของประชาชนโดยรอบโครงการ
- การระบุกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
4. ลักษณะผลกระทบต่อสุขภาพ
- อัตราตาย
- อัตราการเจ็บป่วย ทั้งจากโรคติดต่อ และไม่ติดต่อ ผลกระทบที่เกิดทั้งแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
- อัตราการเกิดผลกระทบทางจิตใจ ความเครียด
- การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ
- ผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง
- ผลกระทบต่อกลุ่มที่ความเสี่ยงสูง
- ผลกระตุ้นหรือส่งเสริมสุขภาพ ความรุนแรงของโรค
- ผลกระทบสะสม
5. ผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ
- มีความต้องการดูแลสุขภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นหรือไม่
- มีความต้องการดูแลสุขภาพเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่
- มีการเปลี่ยนแปลงด้านการบริการทางการแพทย์ที่มีอยู่เดิมหรือไม่
6. ผลกระทบต่อสังคมและชีวิตความเป็นอยู่
- ผลกระทบต่อรายได้ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการจ้างงาน
- ผลกระทบต่อรายได้ของท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมในท้องถิ่น
- การอพยพย้ายถิ่น การตั้งถิ่นฐานใหม่
- ผลกระทบต่ออนามัยสิ่งแวดล้อม
- ผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรมและวิถีชีวิต
- ผลกระทบต่อการศึกษา
- ผลกระทบต่อเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม
- ประโยชน์ทางสุขภาพที่จะได้รับจากโครงการ
ทั้งนี้ โดยใช้ข้อมูลจากการปรึกษาหารือจากผู้เชี่ยวชาญและจากประชาชนมาช่วยในการกำหนดประเด็น ระดับความสำคัญและความละเอียดของการศึกษาซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น