Archive for March, 2011

การปฐมพยาบาลมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ

1.  เพื่อช่วยชีวิต

2.  เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วย

3.  เพื่อทำให้บรรเทาความเจ็บปวดทรมาน และช่วยให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

4.  เพื่อป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง

ปฐมพยาบาล

ขอบเขตและหน้าที่ของผู้ปฐมพยาบาล

ผู้ปฐมพยาบาลมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น จะหมดหน้าที่เมื่อผู้บาดเจ็บปลอดภัยหรือได้รับการรักษาจากแพทย์หรือสถานพยาบาลแล้ว ขอบเขตหน้าที่ของผู้ปฐมพยาบาลมี 2 ประการใหญ่ ๆ คือ

1.  วิเคราะห์สาเหตุและความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยเหลือได้ถูกต้อง มีขึ้นตอนดังนี้

1.1  ซักประวัติของอุบัติเหตุ จากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือผู้บาดเจ็บที่รู้สึกตัวดี

1.2  ซักถามอาการผิดปกติหลังได้รับอุบัติเหตุ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดมากที่

บริเวณใด ฯลฯ

1.3  ตรวจร่างกายผู้บาดเจ็บทุกครั้งก่อนให้การปฐมพยาบาล  โดยตรวจตั้งแต่ศีรษะจรด

ปลายเท้า เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น  เช่น  อาการบวม บาดแผล กระดูกหัก เป็น

ต้น

2.  ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ  โดยช่วยเป็นลำดับขั้น ดังนี้

2.1  ถ้าผู้บาดเจ็บอยู่ในบริเวณที่มีอันตรายต้องเคลื่อนย้ายออกมาก่อน เช่น ตึกพังถล่มลงมา ไฟไหม้ในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น

2.2  ช่วยชีวิต  โดยจะตรวจดูลักษณะการหายใจว่ามีการอุดตันของทางเดินหายใจหรือไม่ หัวใจหยุดเต้นหรือไม่ ถ้ามีก็ให้รีบช่วยกู้ชีวิตซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป

2.3  ช่วยมิให้เกิดอันตรายมากขึ้น  ถ้ามีกระดูกหักต้องเข้าเฝือกก่อน เพื่อมิให้มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อมากขึ้น  ถ้ามีบาดแผลต้องคลุมด้วยผ้าสะอาด เพื่อมิให้ฝุ่นละอองเข้าไปทำให้ติดเชื้อ ในรายที่สงสัยว่ามีการหักของกระดูกสันหลัง ต้องให้อยู่นิ่งที่สุด และถ้าจะต้องเคลื่อนย้ายจะต้องให้แนวกระดูกสันหลังตรง  โดยนอนราบบนพื้นไม้แข็ง มีหมอนหรือผ้าประคองศีรษะมิให้เคลื่อนไหว ให้คำปลอบโยนผู้บาดเจ็บ ให้กำลังใจ อยู่กับผู้บาดเจ็บตลอดเวลา พลิกตัว หรือ จับต้องด้วยความอ่อนโยนและระมัดระวัง ไม่ละทิ้งผู้บาดเจ็บอาจต้องหาผู้อื่นมาอยู่ด้วยถ้าจำเป็น

ขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ

การประเมินผลกระทบทางสุขภาพสามารถนำมาใช้ในการประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดนโยบายหรือแผน เช่น นโยบายหรือแผนพัฒนาพื้นที่ แผนการพัฒนาพลังงาน แผนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นต้น และสามารถนำมาใช้ในการประเมินผลกระทบจากการพัฒนาโครงการเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น  การประเมินผลกระทบทางสุขภาพประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ คล้ายกับขั้นตอนในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ได้แก่

1)  การกลั่นกรองโครงการ (Screening)

2)  การกำหนดขอบเขตการศึกษา (Scoping)

3)  การประเมินผลกระทบ (Assessment) ประกอบด้วย

-  การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Information/Profiling)

-  การประเมินและกำหนดความสำคัญ (Determining Significance)

-  การจัดทำรายงาน (Reporting)

4)  การพิจารณารายงาน และการตัดสินใจ (Review and Decision Making)

5)  การติดตามตรวจสอบและประเมินผล (Monitoring and Evaluation)

ทั้งนี้  ในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ  ควรให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนต่าง ๆ  โดยมีการประชุมหารือร่วมกับชุมชนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือใช้เทคนิค วิธีการมีส่วนร่วมอื่น ๆ  ที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์  เพื่อให้ประชาชนตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ ก่อนการตัดสินใจในการพัฒนาโครงการ

1)  การกลั่นกรองโครงการ

ในขั้นตอนนี้จะต้องศึกษารายละเอียดโครงการ  โดยพิจารณาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโครงการว่าเป็นโครงการอะไร มีรายละเอียดอย่างไร ดำเนินการในช่วงระยะวเวลาใด มีใครเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น

-          หลักการ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

-         รายละเอียดของโครงการรวมทั้งกระบวนการ สารเคมี อุปกรณ์ แผนผังที่ตั้งโครงการ

-         รายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานโครงการ ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ การดูแลรักษา การปิดโครงการ

-         ประเภทและปริมาณของวัตถุดิบที่ใช้ รวมทั้งพลังงาน น้ำ สารเคมี ที่ใช้ในกระบวนการ กรณีโครงการอุตสาหกรรม และผลผลิต ผลพลอยได้ รวมทั้งของเสีย  รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการบำบัดและการกำจัดของเสีย ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมทั้งสาธารณูปโภคที่ต้องใช้ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ถนน เป็นต้น

-         กลุ่มคนที่อยู่ใกล้โครงการ กลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพจากการดำเนินโครงการ  โครงการที่มีแนวโน้มจะมีประเด็นความเป็นห่วงด้านสุขภาพมาก ได้แก่ โครงการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมโดยเฉพาะที่มีการผลิตทางเคมี พลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการของเสีย รวมทั้ง ระบบสาธารณูปโภคและการพัฒนาเมือง  เช่น  สนามบิน ทางหลวง รถไฟ เป็นต้น

ทั้งนี้  รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ ควรจัดเตรียมโดยเจ้าของโครงการหรือผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ  ซึ่งมีความเข้าใจอย่างดีเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

2)  การกำนดขอบเขตการศึกษา (Scoping)

ขอบเขตการศึกษามีความสำคัญ  ในการทำให้การศึกษามีความชัดเจนและเน้นประเด็นผลกระทบทางสุขภาพที่สำคัญที่อาจเกิดขึ้นจากการมีโครงการ  ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินไว้  การกำหนดขอบเขตการศึกษาที่เหมาะสมช่วยให้ได้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  โดยในการศึกษาควรจะต้องรวมประเด็นที่สำคัญในความเห็นของสาธารณชนและของผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วย

ที่ผ่านมาอาจไม่ได้มีการกำหนดขอบเขตการศึกษาหรือไม่ได้ดำเนินการให้ครอบคลุมประเด็นทางด้านสุขภาพ มักไม่ได้รับการพิจารณาหรือมีการนำมาหารือกัน  ในภายหลังอาจเกิดปัญหาด้านสุขภาพ จะเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าของโครงการได้ รวมทั้งจะทำให้เจ้าของโครงการมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและเสียชื่อเสียง

การกำหนดขอบเขตการศึกษาจะต้องไม่กว้างเกินไป เพราะจะทำให้การประเมินดำเนินการได้ยากมาก  แต่หากกำหนดขอบเขตการศึกษาแคบเกินไป  อาจทำให้เกิดการละเลยประเด็นผลกระทบสำคัญบางประการไปได้ ดังนั้น  การกำหนดขอบเขตการศึกษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้

1.  ขนาดและลักษณะโครงการ

2.  ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ผ่านมา  ปัจจุบัน  และแนวโน้มในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ  โอกาสและลักษณะการเกิดผลกระทบสะสม

3.  ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพที่มีอยู่ การได้มา

4.  ขอบเขตพื้นที่ สภาพทางสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ เช่น สภาพการใช้ที่ดิน ลักษณะลุ่มน้ำ เป็นต้น

ในการกำหนดขอบเขตการศึกษา ควรพิจารณาโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพิจารณาจากปัจจัย  ดังนี้

1. สิ่งคุกคามสุขภาพ

-  สิ่งคุกคามทางกายภาพ เช่น แสง เสียง ความร้อน รังสี ความสั่นสะเทือน ฝุ่น เป็นต้น

-  สิ่งคุกคามทางเคมี เช่น โลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหย เป็นต้น

-  สิ่งคุกคามทางชีวภาพ เช่น ปาราสิต ยุง แบคทีเรีย ไวรัส เป็นต้น

-  สิ่งคุกคามทางการยศาสตร์ เช่น การยกของหนัก ลักษณะท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

-  สิ่งคุมคามต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความกังวล ความรำคาญ เป็นต้น

-  สิ่งคุกคามทางสังคม เช่น การขาดความสัมพันธ์ทางสังคมหรือชุมชน เป็นต้น

2.  สิ่งแวดล้อม

-  การเปลี่ยนแปลงคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ อากาศ ดิน เป็นต้น

-  การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์หรือการได้มาของทรัพยากร เช่น การใช้น้ำ เป็นต้น

-  การจัดการของเสีย

-  การก่อให้เกิดสื่อหรือพาหะนำโรคเพิ่มขึ้น

-  ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

3.  ปัจจัยต่อการรับสัมผัส

-  เส้นทางการรับสัมผัสเข้าสู่ร่างกาย เช่น โดยการหายใจ การรับประทาน การสัมผัสทางผิวหนัง เป็นต้น

-  การรับสัมผัสของคนงานหรือผู้ปฏิบัติงานในโครงการ

-  การรับสัมผัสของประชาชนโดยรอบโครงการ

-  การระบุกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

4.  ลักษณะผลกระทบต่อสุขภาพ

-  อัตราตาย

-  อัตราการเจ็บป่วย  ทั้งจากโรคติดต่อ และไม่ติดต่อ  ผลกระทบที่เกิดทั้งแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

-  อัตราการเกิดผลกระทบทางจิตใจ ความเครียด

-  การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ

-  ผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง

-  ผลกระทบต่อกลุ่มที่ความเสี่ยงสูง

-  ผลกระตุ้นหรือส่งเสริมสุขภาพ ความรุนแรงของโรค

-  ผลกระทบสะสม

5.  ผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ

-  มีความต้องการดูแลสุขภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นหรือไม่

-  มีความต้องการดูแลสุขภาพเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่

-  มีการเปลี่ยนแปลงด้านการบริการทางการแพทย์ที่มีอยู่เดิมหรือไม่

6.  ผลกระทบต่อสังคมและชีวิตความเป็นอยู่

-  ผลกระทบต่อรายได้ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการจ้างงาน

-  ผลกระทบต่อรายได้ของท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมในท้องถิ่น

-  การอพยพย้ายถิ่น  การตั้งถิ่นฐานใหม่

-  ผลกระทบต่ออนามัยสิ่งแวดล้อม

-  ผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรมและวิถีชีวิต

-  ผลกระทบต่อการศึกษา

-  ผลกระทบต่อเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม

-  ประโยชน์ทางสุขภาพที่จะได้รับจากโครงการ

ทั้งนี้  โดยใช้ข้อมูลจากการปรึกษาหารือจากผู้เชี่ยวชาญและจากประชาชนมาช่วยในการกำหนดประเด็น ระดับความสำคัญและความละเอียดของการศึกษาซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐  เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญต่อความเสมอภาคระหว่างหญิงและชายอย่างชัดเจน  โดยระบุในมาตรา ๓๐ วรรรค ๒ ว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” และในวรรคที่ ๓ ว่า “มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ”  มาตรา ๘๐ ระบุว่า “รัฐต้องส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย”

หญิงชายทำงาน

ปัจจุบัน  ผู้หญิงมีบทบาทของตนมากขึ้นในการเข้าสู่ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ต้องรับภาระหน้าที่เพิ่ม เช่น การทำงานนอกบ้าน การเป็นผู้ตัดสินใจในฐานะผู้นำครอบครัว โดยแสดงความรับผิดชอบและแสดงถึงความสามารถที่ทำได้เสมอชายได้อย่างชัดเจน  สร้างความโดดเด่นในกิจกรรมต่าง ๆ เทียบเท่าชายเกือบทุกกิจกรรม จะเห็นได้ว่าเราเริ่มมีนักการเมืองหญิง ผู้ว่าราชการหญิงหรืออธิบดีหญิง เป็นผู้มีความสามารถเป็นที่ยอมรับในสังคม  และกระแสความสนใจในกิจกรรมมองผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนแปลง   แต่ภาระหน้าที่ของผู้หญิงที่ต้องดำเนินต่อไปในกรอบของประเพณีและวัฒนธรรม  ผู้หญิงต้องเลี้ยงลูกเมื่อผ่านห้วงแห่งเวลาการตั้งครรภ์ที่ยาวนาน  และถูกสร้างแนวการเป็นแม่ที่ดีและเหมาะสมจะต้องให้เลี้ยงลูกด้วยนมของแม่เอง  ผู้หญิงต้องดูแลลูกได้ตามจำนวนวันที่อนุญาตให้หยุดงานแล้วกลับเข้าทำงานเพื่อหารายได้  สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นปัญหาที่สร้างแรงกดดันต่อเพศหญิงที่กำลังแสดงตนว่าเท่าเทียมชาย กอปรกับกระบวนการทางวัฒนธรรม สร้างความเป็นหญิงเป็นชายในสังคมขึ้น  วัฒนธรรมเป็นตัวสร้างความเป็นเพศ  วัฒนธรรมเป็นผู้บอกว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร คิดอย่างไร และเราควรจะคาดหวังอะไรจากผู้อื่น และเมื่อวัฒนธรรมเป็นผู้กำหนดความเป็นหญิงเป็นชาย วัฒนธรรมก็เป็นผู้บอกว่าผู้หญิงและผู้ชายควรต้องทำตัวอย่างไร เช่น ผู้หญิง (ในวัฒนธรรมไทย) ต้องเป็นคนเรียบร้อย  ไม่พูดเสียงดัง  ไม่สบถ  ในขณะที่ผู้ชายไม่ถูกคาดหวังให้เป็นเช่นนั้น หรือภรรยาต้องเชื่อฟังสามี  สามีต้องเป็นผู้นำในครอบครัว หรือผู้หญิงต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ของภรรยาและแม่มากกว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

คุณลักษณะของแต่ละเพศที่ปรากฎไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ซับซ้อน และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของคนในสังคม  ความเป็นเพศเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวตน ทักษะ และความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นของคนในแต่ละเพศ กระบวนการขัดเกลาทางเพศจะเริ่มตั้งแต่เด็กเกิด  ในช่วงที่ยังเป็นเด็กอ่อนอาจจะยังไม่แตกต่างกันนักในการเลี้ยงดูของทั้งสองเพศ  แต่พบได้บ้าง ผู้หญิงจะถูกจำกัดโอกาสในการทำงานในบางอาชีพที่ถูกเชื่อว่าเป็นอาชีพของผู้ชาย  สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนการกำหนดเส้นทางให้ผู้หญิงเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญในการลดความแตกต่างระหว่างเพศให้มากที่สุด อย่างน้อยเปิดโอกาสให้กับทุกคนในสังคมไทยมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้มีความเสมอภาคระหว่างชายและหญิงมากขึ้นนควรจัดให้มีสิ่งเหล่านี้

1.  สถานศึกษาทุกระดับมีหลักสูตรที่ให้ความรู้ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน เกี่ยวกับศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์  และความเสมอภาค  ระหว่างหญิงและชาย  สื่อนำเสนอข่าวและให้ข้อมูลที่คำนึงถึงมิติหญิงและชาย  โดยไม่เสนออคติเดิม ๆ ที่มีต่อหญิง

2.  ครอบครัวมีความรู้เกี่ยวกับความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย และบทบาทหญิงชายในการแบ่งเบาภาระหน้าที่เกี่ยวกับงานบ้าน ปราศจากอคติทางเพศ และให้คุณค่าแก่ลูกทั้งสองเพศเท่ากัน

3.  ให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงเจตคติเกี่ยวกับการเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย

4.  มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาค ระหว่างหญิงและชาย

ข้อปฏิบัติเพื่อช่วยปรับท่านั่งปฏิบัติงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก

  • ใช้อุปกรณ์ช่วยปรับระดับและมุมวางเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก (ถ้าไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว ให้ใช้หนังสือแมกกาซีนหลาย ๆ เล่มแทน)
  • ฐานด้านหลังของเครื่องต้องสูงกว่าฐานด้านหน้าของเครื่อง (ทำมุมยกประมาณ 15  – 30 องศา)
  • วางเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กให้ชิดขอบโต๊ะ (เพื่อป้องกันไม่ให้วางแขนบนโต๊ะ)
  • นั่งห่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กประมาณ 20 – 30 ซม.
  • ปรับฝาเครื่อง (ส่วนจอภาพ) ให้ทำมุมประมาณ 115 – 130 องศา กับฐานเครื่อง (ส่วนแป้นพิมพ์)

นั่งใช้โน๊ตบุ๊ก

วิธีปฏิบัติงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก

  • ไม่ควรปฏิบัติงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอย่างต่อเนื่อง
  • ถ้าต้องปฏิบัตงานต่อเนื่อง  ควรใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
  • ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กบนโต๊ะและนั่งบนเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้
  • ในกรณีที่ต้องวางเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กบนตัก  ควรจะวางเครื่องบนแผ่นรอง เพื่อความมั่นคงและเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนจากเครื่องไปยังร่างกาย
  • ควรจัดจอภาพให้ตั้งฉากกับมุมตกกระทบของสายตา
  • ไม่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่หยุดพัก
  • ในขณะที่หยุดพัก  ให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่ง เดินไป-มา  เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ
  • บริหารร่างกายส่วนต่าง ๆ ที่มีอาการปวดเมื่อย
  • จัดให้มีระดับแสงสว่าง ณ บริเวณทำงานอย่างพอเพียง
  • ให้ระวังสังเกตุอาการผิดปกติ (ปวดเมื่อย) ณ ร่างกายส่วนต่าง ๆ

Notebook Ergonomics

วิธีปฏิบัติงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กอย่างถูกต้อง (ตามหลักการยศาสตร์)

  • ไม่ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กใกล้ตัวจนเกินไปในขณะทำงาน ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก  เพื่อช่วยปรับท่านั่งในการทำงานให้เหมาะสม
  • ถ้าจำเป็น  ให้ดัดแปลงสถานีงานหรือใช้อุปกรณ์เสริม  เช่น  เบาะเสริมที่นั่ง ที่วางเท้า  เป็นต้น
  • ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพื่อช่วยปรับท่านั่งในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม

ที่มา : www.thaisafetywork.com นำมาจากเอกสารสัมนาสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน

ท่านั่งปฏิบัติงานที่เหมาะสม

(เมื่อปฏิบัติงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก)

  • นั่งศีรษะตั้งตรงหรือก้มเล็กน้อย (ไม่ควรเกิน 10 องศา)  ระดับขอบบนของจอภาพควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาในแนวราบ  ไม่หมุนคอไปทางซ้ายหรือขวา
  • ระยะมองจอภาพควรจะอยู่ระหว่าง 38 – 62 ซม.
  • นั่งหลังตั้งตรงหรือเอนไปด้านหลังเล็กน้อย (ถ้ามีพนักพิงหลัง)
  • นั่งทำงานโดยไม่มีการบิดเอี้ยวตัว
  • แขนท่อนบนควรจะยื่นไปข้างหน้าเล็กน้อย  โดยทำมุมไม่เกิน 20 องศา กับแนวลำตัว
  • ไม่วางแขนบนพื้นโต๊ะ
  • แขนท่อนล่างควรจะอยู่ทำมุมใกล้เคียงกับมุกฉากกับแขนท่อนบน (มุมที่ข้อศอกประมาณ 90 องศา)
  • มือและแขนท่อนล่างอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน (ไม่บิดทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง)
  • ขาท่อนบนควรจะอยู่ในแนวราบ (ขนานกับพื้น) และทำมุมฉากที่หัวเข่า
  • ขาท่อนล่างควรจะตั้งฉากกับพื้น
  • เท้าทั้ง 2 ข้าง ควรจะวางราบบนพื้น

laptop-ergonomics

วันที่ 11 มีนาคม เกิดแผ่นดินไหวที่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น วัดความรุนแรงได้สูงสุดถึง 8.9 ริกเตอร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิตามมา

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว

สำหรับศูนย์กลางของแผ่นดินไหว อยู่ห่างจากกรุงโตเกียว 373 กิโลเมตร

ความรุนแรงของคลื่นสึนามิที่เกิดตามมา ทำให้เรือและรถจำนวนมากถูกคลื่นซัดลอยกระจัดกระจายไปตามน้ำ บ้านเรือนอาคารต่างๆล้วนจมอยู่ใต้น้ำ

ลองดูจากคลิปวีดีโอ จะยิ่งเห็นถึงความน่ากลัวของแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้

การตรวจสุขภาพในความหมายที่ใช้กันในวงการอาชีวอนามัย อาจพิจารณาได้ว่า  ประกอบด้วย การตรวจต่อไปนี้

ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน

1.  การตรวจก่อนบรรจุเป็นพนักงาน (Pre-employment examination) ซึ่งส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ  การตรวจว่าคนนั้นมีสุขภาพทั่วไปดีและแพทย์จะออกใบรับรองให้คนนั้นนำไปใช้สมัครงาน  ส่วนนี้มักถูกดำเนินการในลักษณะใกล้เคียงกับการตรวจสุขภาพเพื่อออกใบรับรองแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น  ใช้ประกอบสมัครเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ทำใบขับขี่ สมัครสมาชิกสระว่ายน้ำ หรือสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปที่ไม่ได้พิจารณา  ประเด็นเกี่ยวกับงานแต่อย่างใด ค่าใช้จ่ายของการตรวจนี้มักเป็นภาระของผู้ต้องการใบรับรองแพทย์ไปสมัครงานหรือของว่าที่ลูกจ้างนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สถานประกอบการหลายแห่งได้ใช้โอกาส Pre-employment examination นี้ ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามถามลูกจ้างหรือคนงาน เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ ประวัติการเจ็บป่วย/การผ่าตัด/การได้รับวัคซีน ประวัติสุขภาพของครอบครัว พฤติกรรมสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่/ดื่มแอลกอฮอล์/ออกกำลังกาย ยาที่ใช้เป็นประจำ และประวัติการทำงาน/การสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัย ฯ เพื่อประกอบเป็นฐานข้อมูลของบุคลากรต่อไป

2.  การตรวจก่อนบรรจุเข้าตำแหน่งงานหรือก่อนย้ายแผนกงาน (Pre-placement examination) ซึ่งคือการตรวจสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่าคนงานนั้นมีสภาพร่างกายที่จะสามารถทำงานนั้นได้อย่างปลอดภัยหรือไม่อย่างใด หรือหากงานนั้นอาจจะมีผลเสียกับสุขภาพของเขาในทางหนึ่งทางใด การตรวจนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นข้อมูลพื้นฐานไว้เปรียบเทียบกับการตรวจเมื่อเขาป่วยในภายหน้า หมายความว่าข้อมูลนี้คือ baseline data การตรวจนี้ควรจะเป็นการตรวจเพื่อจัดคนให้เหมาะสมกับงานหรือปรับงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมกับคน  ไม่ใช่การตรวจเพื่อกีดกันไม่ให้คนได้ทำงาน (discrimination)

การตรวจนี้ส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นพ้องกันว่าควรเป็นภาระของนายจ้างที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

โดยหลักการแพทย์ควรทราบรายละเอียดของสภาพการทำงานที่เป็นสาระสำคัญ (detailed description of the essential job functions) ประกอบกับประวัติสุขภาพของคนงานนั้น และการตรวจสุขภาพ จึงจะสามารถประเมินได้อย่างถูกต้อง และควรใช้การตรวจนี้เป็นโอกาสสำคัญในการป้องกันความเจ็บป่วย/สูญเสียสมรรถภาพของคนงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับนายจ้างและลูกจ้าง นายจ้างไม่ควรให้ลูกจ้างที่มีปัญหาสุขภาพบางประการทำงานบางอย่างที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเขาหรือผู้อื่น เช่น ไม่ควรให้คนเป็นลมชักที่ยังคุมอาการชักได้ไม่ดีทำหน้าที่ขับรถ

3.  การตรวจเป็นระยะ ๆ มักจะเป็นการตรวจประจำปี (Periodic หรือ Annual examination) ซึ่งส่วนนี้ควรจะพิจารณาว่าประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ การตรวจสุขภาพทั่วไป กับการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงในงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ การตรวจนี้เป็นภาระของนายจ้างที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย การตรวจสุขภาพทั่วไปนั้นนายแพทย์สุรจิต  สุนทรธรรม ได้แนะนำไว้โดยละเอียดแล้ว ส่วนการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงในงานนั้นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ควรเป็นผู้พิจารณากำหนดรายการตรวจที่เหมาะสม

ประเด็นที่พึงระวังของการตรวจประจำปีนี้คือผลตรวจไม่ผิดปกติทั้งที่สัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพ คนงานอาจเกิดความรู้สึก(ลวง)ว่าปลอดภัย (false sense of security) ก็จะไม่ลดการสัมผัส เช่น ตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอกว่าปกติ ก็จะสูบบุหรี่ต่อไป หรือไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

4.  การตรวจเพื่อประเมินว่าคนนั้นสามารถกลับเข้าทำงานได้หรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือไม่เพียงใด มักจะเรียกกันว่า Return-to-work examination จะมีความสำคัญหากคนงานนั้นบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยไม่ว่าจะเนื่องจากงานหรือไม่และหยุดงานไปเป็นเวลานาน

โดยเฉพาะเป็นงานที่อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเสี่ยง หรือในสภาพแวดล้อมที่เรียกว่า extreme condition เช่น ร้อนจัดหรือหนาวจัด การตรวจนอกจากจะประเมินความแข็งแรงของร่างกาย ความสามารถในการกลับเข้าทำงานแล้ว จะต้องประเมินด้วยว่าเขาคนนั้นยังทำงานเดิมได้หรือควรจะปรับเปลี่ยนงาน หากทำงานเดิมได้ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานของเขาหรือไม่ อย่างไร (accommodation) หรือควรจะมีการเพิ่มความคุ้นเคยของเขาต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่ เพียงใด (acclimatization)

แพทย์จะประเมินและให้ความเห็นที่ถูกต้องได้ ก็โดยอาศัยข้อมูลจากสถานประกอบการหรือซักถามจากคนงานนั้น หรือไปสังเกตสภาพการทำงาน หรือผสมผสานกัน

ตรวจสุขภาพ

5.  การตรวจก่อนออกจากงานหรือก่อนเกษียณ (Exit examination) คือการตรวจก่อนออกจากงาน หรือก่อนเกษียณว่าคนนั้นหลังจากทำงานมานานหลายสิบปีแล้ว เขาเจ็บป่วยด้วยโรคเนื่องจากงานที่มีระยะฟักตัว/แฝงตัวนาน ๆ หรือไม่ การตรวจนี้ บางหน่วยงานก็จัดเข้าอยู่ในการตรวจประจำปีของปีก่อนที่คนงานนั้นจะลาออกหรือเกษียณ  โดยไม่ได้จัดการตรวจแยกต่างหาก

6.  การตรวจสุขภาพหลังสัมผัสสารเคมีหรือสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัย กรณีนี้คือการตรวจหลังจากทราบว่าคนงานได้สัมผัสสารเคมีที่หกรั่ว หรือได้รับกัมมันตรังสี หรือสงสัยว่าจะได้สัมผัสสารเคมีอันตราย หรือได้สัมผัสกัมมันตรังสี การตรวจที่เหมาะสมจึงต้องขึ้นอยู่กับการทราบวาสารเคมีหรือสิ่งคุกคามสุขภาพที่สงสัยว่าสัมผัสนั้นคืออะไร มีสารอนุพันธ์ซึ่งตรวจได้ในเลือดหรือปัสสาวะของคนงานหรือไม่ หรือมีผลเสียต่ออวัยวะเป้าหมายใด ตรวจด้วยวิธีการใด และตรวจเมื่อใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น ค่าครึ่งชีวิตของสารนั้นในร่างกายมนุษย์ ความสามารถตรวจสารอนุพันธ์นั้นๆ ของห้องปฏิบัติการ

7.  การตรวจเมื่อป่วยแล้ว ส่วนนี้อาจจะไม่ใช่การตรวจสุขภาพในความหมายที่แพทย์และผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจ  โดยทั่วไปเรียกส่วนนี้ว่าการรักษาพยาบาลกันมากกว่า  โดยทั่วไปในคนงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนของกองทุนประกันสังคม เมื่อบาดเจ็บและเจ็บป่วยที่ไม่เนื่องจากงาน ก็จะใช้บริการของโรงพยาบาลคู่สัญญาตามสิทธิประกันสังคม และหากบาดเจ็บและเจ็บป่วยที่เนื่องจากงานก็จะเข้ารักษาในสถานพยาบาลที่ทำความตกลงกับกองทุนทดแทนหรือสำรองจ่ายไปก่อนแล้วไปตั้งเบิกจากกองทุนเงินทดแทนต่อไป  ในส่วนนี้การรักษาพยาบาลโดยเฉพาะกรณีที่มีการสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงาน ก็จะต้องตามด้วยการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินคนงานก่อนกลับเข้าทำงานต่อไป (Return-to-work examination)

ตรวจสุขภาพ2

แนวทางในการพิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ตรวจสุขภาพ นอกจากราคาและรายชื่อลูกค้าหรือบริษัทที่หน่วยตรวจสุขภาพนี้ได้ให้บริการมาก่อน (ซึ่งบริษัทผู้ตรวจสุขภาพมักเสนอให้ทราบอยู่แล้ว ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อมูลการทำการตลาด) ก็ให้พิจารณาว่าห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC17025 หรือไม่, ได้รับการรับรองการตรวจชนิดใด,หากไม่ได้ ให้ขอดูผลการประกันคุณภาพจากหน่วยงานภายนอก (External Quality Assurance Scheme: EQAS),หากไม่มี อาจขอเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ,หรือพิจารณาระบบควบคุมคุณภาพภายใน ซึ่งหน่วยงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (HSE หรือ SHE หรือ EHS)(หรือบางสถานประกอบการก็รวมเอา Security หรือ Quality เข้าไว้ด้วยกัน เป็น QSSHE) จะมีบุคลากรที่พอมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้  ซึ่งควรร่วมเป็นกรรมการจัดจ้างตรวจสุขภาพร่วมกับหน่วยจัดซื้อด้วย หรือหากมีบุคลากรในห้องปฏิบัติการของบริษัทเองที่มีความรู้เรื่องนี้ก็อาจขอให้ร่วมทีมไปเยื่ยมชมห้องปฏิบัติการได้

วิธีอื่น ๆ ที่อาจใช้ร่วมด้วย  ได้แก่  การส่งสิ่งส่งตรวจจากคนเดียวกัน (ซึ่งเก็บมาในเวลาเดียวกัน – duplicate sample) มากกว่า 1 ตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเดียวโดยไม่บอกห้องปฏิบัติการแล้วเทียบผล,การส่งสิ่งส่งตรวจจากคนเดียวกัน (ซึ่งเก็บมาในเวลาเดียวกัน) ไปยังห้องปฏิบัติการมากกว่า 1 แห่ง แล้วเทียบผล

www.thaisafetywork.com

ที่มา : ข้อมูลจากการสัมนาในงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน

สำนักงานประกันสังคม  โดยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน  ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ  จากเงินกองทุนเงินทดแทน  ไม่เกินร้อยละ 22 ของดอกผลของกองทุนเงินทดแทนต่อปี  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัด รักษา และส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้าง และส่งเสริม หรือป้องกันเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน

ระยะที่ 1 (ปี2548 – 2549) คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน อนุมัติงบประมาณโครงการคลินิก โรคจากการทำงานโดยให้จัดตั้งศูนย์โรคจากการทำงาน(คลินิกโรคจากการทำงาน ระดับตติยภูมิ) ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์  และจัดตั้งคลินิกโรคจากการทำงาน ระดับทุติยภูมิ ในโรงพยาบาลนำร่อง กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 9 แห่ง  ได้แก่  โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่ โรงพยาบาลลำปาง โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลปทุมธานี และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี  โดยมีสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม  กรมควบคุมโรค เป็นผู้ประสานงานโครงการระดับทุติยภูมิ

ระยะที่ 2 (ปี 2550 – 2551) คณะอนุกรรมการป้องกันและส่งเสริมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน  ได้เสนอคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการคลินิกโรคจากการทำงาน  ระยะที่ 2 โดยในส่วนของคลินิกโรคจากการทำงาน ระดับทุติยภูมิ  ได้ขยายโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการในระยะที่ 2 เพิ่มอีก 15 แห่ง  รวมเป็น 24 แห่ง  ได้แก่

-  โรงพยาบาลปทุมธานี                                   -  โรงพยาบาลชลบุรี

-  โรงพยาบาลสมุทรปราการ                           -  โรงพยาบาลระยอง

-  โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์                -  โรงพยาบาลสมุทรสาคร

-  โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา                -  โรงพยาบาลบุรีรัมย์

-  โรงพยาบาลสุรินทร์                   -  โรงพยาบาลขอนแก่น

-  โรงพยาบาลอุดรธานี                  -  โรงพยาบาลนครพิงค์

-  โรงพยาบาลลำปาง                   -  โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

-  โรงพยาบาลหาดใหญ่                 -  โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

-  โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า               -  โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา

-  โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช           -  โรงพยาบาลราชบุรี

-  โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์         -  โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

-  โรงพยาบาลพุทธชินราช                              -  โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

ระยะที่ 3 (ปี 2552)  คณะอนุกรรมการป้องกันและส่งเสริมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานได้เสนอคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน  สนับสนุนงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการคลินิกโรคจากการทำงาน ระยะที่ 3 ในโรงพยาบาลเดิม 25 แห่ง (ระดับตติยภูมิ 1 แห่ง และระดับทุติยภูมิ 24 แห่ง)  โดยสนับสนุนให้มีการพัฒนาและดำเนินงานสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานประกันสังคมจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงาน  ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง/ลูกจ้าง  โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงานเครือข่าย  เพื่อให้เกิดระบบการดูแ รักษา ส่งเสริมและป้องกันความปลอดภัยในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการดำเนินงานเพิ่มเติมในโรงพยาบาลสังกัดกระทราวงสาธารณสุข อีกจำนวน 8 แห่ง  ได้แก่

-  โรงพยาบาลสระบุรี                                      -  โรงพยาบาลอ่างทอง

-  โรงพยาบาลเพชรบุรี                                    -  โรงพยาบาลนครปฐม

-  โรงพยาบาลตรัง                                           -  โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา

-  โรงพยาบาลกำแพงเพชร                             -  โรงพยาบาลลำพูน

1.  ระดับต้น ดำเนินการจัดให้มีแพทย์  เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุข ดูแลในระดับโรงงาน  หรือสถานประกอบการ  เพื่อให้คำแนะนำ  ตรวจสอบ  และค้นหาในเบื้องต้น

2. ระดับกลาง ดำเนินการจัดให้มีคลินิกโรคจากการทำงาน  ภายใต้คลินิกอาชีวเวชกรรม ในโรงพยาบาลนำร่องสังกัดกระทรวงสาธารณสุข  จำนวน 9 แห่ง  ได้แก่  โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่  โรงพยาบาลลำปาง โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลปทุมธานี และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี  โดยการประสานของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

3.  ระดับสูง ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์โรคจากการทำงาน” ภายใต้คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รับผิดชอบด้านอาชีวเวชศาสตร์ระดับสูง  เป็นศูนย์ความเป็นเลิสและการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์  โดยจัดอบรมแพทย์และพยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ อันเป็นภารกิจหลักภายใต้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุข  ตระหนักถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงาน  ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญยิ่งของประเทศ  มีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้ง “โครงการศูนย์โรคจากการทำงาน”

วันที่  6  กรกฎาคม  2548 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้ง “โครงการศูนย์โรคจากการทำงาน” ระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุข ณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงแรงงานลงนามโดยนายสรอรรถ  กลิ่นประทุม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กระทรวงสาธารณสุขลงนามโดยนายอนุทิน  ชาญวีรกุล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

วัตถุประสงค์ของโครงการ

-  จัดให้มีระบบการดูแลสุขภาพและการวินิจฉัยโรคจากการทำงานของลูกจ้าง

-  ดูแล  รักษา  หลังจากการเกิดโรคและอุบัติเหตุ

-  พัฒนาคลินิคอาชีวเวชศาสตร์ และเครือข่าย ตลอดจนแนวทางการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐาน

-  สร้างระบบป้องกันและส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นธรรม

สาระสำคัญของบันทึกข้อตกลง  มี 3 ประการ

1.  จัดให้มีระบบการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการประกอบอาชีพ รวมทั้งการสร้างระบบป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ

2.  พัฒนามาตรฐานแนวทางการวินิจฉัย   การรักษา  มีช่องทางการเข้าถึงการวินิจฉัย  รักษา และดูแล  หลังจากการเกิดโรคและอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อเป็นแนวทางการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐาน  สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศอย่างมีคุณภาพ

3.  พัฒนา “โครงการศูนย์โรคจากการทำงาน” เพื่อเป็นรูปแบบ การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ  จากการประกอบอาชีพ  ทั้งทางกายและจิต  โดยหวังจะเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต

การประชุมเครือข่ายคลีนิค