Archive for May, 2011

การทำงานด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นอีกหนึ่งประเภทงานที่มีอันตรายมาก อันตรายดังกล่าว เช่น การสัมผัสกับน้ำแรงดันสูงที่ฉีดออกมาจากเครื่องตัดด้วยน้ำ(water jet) , สายฉีดที่มีแรงดันอยู่ภายในซึ่งอาดสะบัดใส่ได้ , การระเบิดของสารเคมี , ความร้อน , ความเย็น และเสียงดัง เป็นต้น

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการทำงานกับเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง มีตั้งแต่อุบัติเหตุเล็กน้อย จนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานประเภทนี้จะต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฏระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

การป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานกับเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

การป้องกันอุบัติเหตุให้กับผู้ปฏิบัติงานเน้นไปที่ การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสม

สวมชุดป้องกัน

- ป้องกันบริเวณศรีษะ ลำตัว คอ แขน ขา ด้วยเสื้อกันฝน ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายจากน้ำและสารเคมี

ในกรณีที่มีอันตรายอย่างอื่นก็ควรเลือกชุดให้เหมาะสม เช่นการทำงานกับ water jet ก็ต้องเป็นชุดที่ป้องกันอันตรายจาก water jet   หรือหากงานที่ทำเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ลุกติดไฟและระเบิดได้ ก็ควรสวมใส่ชุดกันไฟด้วย เป็นต้น

- ชุดที่สวมใส่ต้องมองเห็นได้ง่าย เช่น เลือกใส่ชุดสีสะท้อนแสง เมื่อทำงานใกล้ถนน หรือ เครื่องจักรเคลื่อนที่

- การป้องกันอื่นๆดูพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น การทาครีมป้องกันบริเวณมือ คอ แขน เพื่อป้องกันสารเคมี เป็นต้น

ป้องกันศรีษะ

สวมหมวกนิรภัยป้องกันแรงกระแทก จากวัตถุต่างๆ เช่น เศษวัตถุที่กระจาย จากงาน water jet

ป้องกันดวงตาและใบหน้า

สวมใส่แว่นครอบตา และกระบังหน้า ตลอดเวลา

ป้องกันมือ

สวมถุงมือป้องกันสารเคมีชนิดที่จับยึดวัตถุได้ง่าย

ป้องกันเท้า

สวมรองเท้านิรภัยแบบยาง ที่ป้องกันการลื่น และสารเคมี

ในงานวอเตอร์เจ็ทต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันบริเวณหน้าแข้งมาจนถึงหลังเท้าด้วย

การได้ยิน

สวมปลั๊กอุดหู หรือครอบหูลดเสียง

อื่นๆ ให้พิจารณาตามความเหมาะสม เช่น งานบนที่สูงก็ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันการตกหล่น หรืองานที่มีสารเคมีอันตราย ก็อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพิ่มเข้ามา เป็นต้น

งานวอเตอร์เจ็ทแรงดันสูง

ทั้งนี้หลังจากเสร็จงาน ผู้ปฏิบัติงานต้องทำความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนรับประทานอาหารหรือน้ำ

ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเชีย ปี 2554 (2011) ปรากฏว่า มี 5 มหาวิทยาลัยของประเทศไทยที่ติดอยู่ใน 100 อันดับแรก ดังต่อไปนี้

- มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในอันดับที่ 34

- มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ อยู่ในอันดับที่ 47

- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 67

- มหาวิทยาลัย ธรรมศาตร์ อันดับที่ 88

- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับที่ 95

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 คือ The Hong Kong University of Science and Technology ของประเทศจีน

** การจัดอันดับครั้งนี้ จัดโดย The QS Asian University Rankings ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2009

อันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย

อันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย2

การที่ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน  หรือไม่สามารถทำงานได้จากการเกิดอุบัติเหตุนั้น อาจจะเกิดได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ซึ่งพบว่ามากกว่า 60% เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่บ้านและคนที่เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุที่บ้านมีมากเกือบ 2 เท่า ของอุบัติเหตุที่ทำงาน  “อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่แม้ว่าจะเป็นบ้านที่แสนอบอุ่นก็ตาม”

มีเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ที่จะอธิบายว่าทำไมทุกบริษัทและผู้บริหารทุกคนควรจะเอาใจใส่เรื่องความปลอดภัยนอกเวลางาน ดังนี้ คือ

1.  ด้านมนุษยธรรม

คงจะไม่มีผู้บริหารคนไหนต้องการให้พนักงานของเขา  หรือครอบครัวของพนักงานเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ  ไม่ว่าจะเกิดในขณะทำงานหรือนอกเวลาทำงานก็ตาม  ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันเลยในแง่ของผลลัพธ์ อันได้แก่ ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และความโศกเศร้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพนักงาน

2.  ด้านธุรกิจ

เหตุผลเชิงธุรกิจนั้นค่อนข้างซับซ้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

พนักงานที่บาดเจ็บ บางคนเป็นพนักงานที่มีความสามารถ มีความชำนาญพิเศษ ซึ่งจะทำให้การผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ลดลง

ถ้าหากคนในครอบครัวของพนักงานได้รับอันตราย หรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุนอกเวลางานแล้ว มักจะพบว่าประสิทธิภาพของการทำงานของพนักงานผู้นั้นลดลงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

อุบัติเหตุนอกเวลางานจะทำให้เสียงบประมาณในการรักษาพยาบาล  อีกทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่ำลง  ความสูญเสียทางการผลิต  การขาดงาน และอื่น ๆ

ในบางประเทศ กองทุนเงินทดแทนและสวัสดิภาพแรงงาน  จะครอบคลุมความรับผิดชอบในเรื่องการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุของพนักงาน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการทำงานหรือไม่ก็ตาม

จุดประสงค์ของเรื่องนี้ต้องการชี้ให้ทุกคนเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการป้องกันอุบัติเหตุนอกเวลางาน(off-the-job) ซึ่งมีความสำคัญเท่า ๆ กับการป้องกันอุบัติภัยในเวลางาน (on-the-job)เช่นกัน

ความสูญเสียจากอุบัติเหตุนอกเวลางานจะจ่ายโดยตรงในรูปของค่าจ้างที่จ่ายให้พนักงานในระหว่างที่ไม่ได้มาทำงาน และค่าใช้จ่ายในการฝึกพนักงานใหม่  ซึ่งบางครั้งไม่สามารถทดแทนได้ทันที เช่น ทักษะ ฝีมือ ประสบการณ์ เป็นต้น  นอกจากนี้การขาดงานของพนักงานที่มีความรู้ ความสามารถในการควบคุมการผลิตซึ่งจะมีผลกระทบเชิงธุรกิจอย่างมาก เช่น จำนวนการผลิตลดลง  การจัดจำหน่ายล่าช้า และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การสูญเสียพนักงาน (พนักงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนอกเวลางาน) ทำให้บริษัทต้องเพิ่มค่าความสูญเสียที่เป็นตัวเงินในการจ่ายเงินประกันชีวิตแก่พนักงาน ค่าใช้จ่ายในการเลือก จ้าง และฝึกคนขึ้นมาทดแทน เช่นกัน

ปัญหาอุบัติเหตุนอกเวลางาน เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต เช่น ค่าใช้จ่ายประกันภัย ค่าภาษี และตัวแทนองค์กรต่าง ๆ ในวงการธุรกิจ

พบว่ามีบริษัทต่าง ๆ จัดทำรายงานและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุนอกเวลางานอยู่บ้างแต่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่เก็บข้อมูลด้านความเสียหายที่แน่นอน และยิ่งมีน้อยมากที่จะทราบถึงค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุในครอบครัวของพนักงาน แต่เมื่อพิจารณาทั้งในแง่ความเสียหายทางด้านชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ความปลอดภัยนอกเวลางาน และที่บ้านมีส่วนสัมพันธ์กันที่จะช่วยเหลือกันทั้งด้านมนุษยธรรมและต่อองค์กรเองก็ตาม

อุบัติเหตุในสำนักงานมีหลายประเภท หากพิจารณาจากสภาพที่เป็นอันตรายจะมีทั้งที่บาดเจ็บเล็กน้อยหรือไม่รุนแรง แต่บางชนิดก็มีความรุนแรงทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับอันตรายรุนแรงพิการเสียชีวิต  หรืออย่างน้อยต้องหยุดลางานเป็นเวลานาน  อุบัติเหตุในสำนักงานที่นับว่ารุนแรงที่สุด คืออัคคีภัย สาเหตุส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสำนักงานมักเกี่ยวกับการลื่น และการพลัดตกหกล้มการขัดยอกจากการใช้กำลังมากเกินไป ชนกับสิ่งของหรือกับผู้ปฏิบัติงานด้วยกัน สิ่งของกระแทก หรือบีบอัดอยู่ระหว่างของแข็ง

office accident

ประเภทของอุบัติเหตุจากการทำงานในสำนักงาน

เราสามารถสรุปประเภทของอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บในสำนักงานได้เป็น 6 ประเภท ดังจะได้อธิบายดังต่อไปนี้

1. การพลัดตกหกล้ม

การพลัดตกหกล้มเป็นอุบัติเหตุที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานมักประสบได้บ่อยที่สุดจนดูเป็นเรื่องธรรมดา  ทำให้มีผู้ปฏิบัติงานบาดเจ็บในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก  การพลัดตกหกล้มแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

1)  การลื่นหรือสะดุดหกล้ม

มักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าชาย  ลักษณะที่เกิดขึ้นมีทั้งหกล้มบนพื้นที่ลื่นหรือพื้นที่ปูพรม สะดุดสิ่งของที่วางหรือห้อยสายไว้เกะกะ เช่น สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ หรือสะดุดกับที่ต่อสายโทรศัพท์ หรือเต้าเสียบสายไฟที่ตั้งโผล่ขึ้นมาจากพื้นขวางทางเดินอยู่  เหยียบไปบนวัสดุสำนักงานที่วางอยู่กับพื้น ลื่นหกล้มขณะที่ลงบันได เป็นต้น

2)  เก้าอี้ล้ม

มักเกิดในขณะที่จะนั่งลง ลุกขึ้นหรือหมุนเก้าอี้ ในบางกรณีอาจจะเกิดการเอนเก้าอี้ไปข้างหน้าหรือเอาเท้าพาดไว้บนโต๊ะ  โดยทั่วไปอุบัติเหตุบาดเจ็บจากเก้าอี้ล้มจะเกิดการเลื่อนเก้าอี้ที่มีล้อเลื่อนในขณะยังนั่งอยู่ เอนเก้าอี้เพื่อก้มลงหยิบของที่หล่นจากพื้น  หรือใช้มือเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งโดยไม่ได้มองว่าจะนั่งตรงกลางหรือขอบเก้าอี้ เป็นต้น

3)  การตกจากที่สูง

มักมีสาเหตุมาจากการยืนบนเก้าอี้หรือเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ หรือยืนบนบันได เพื่อหยิบยกเอาสิ่งของหรือวัสดุที่วางไว้จากที่สูง  แล้วมีการพลัดตกลงมา

2.  การยกของและการเคลื่อนย้ายวัสดุในสำนักงาน

การยกของและการเคลื่อนย้ายวัสดุในสำนักงาน ได้แก่  การใช้แรงหรือออกแรงมากเกินไปยกของเคลื่อนย้ายวัสดุหนัก ๆ เช่น หีบห่อ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ดีด ตู้เก็บเอกสาร เฟอร์นิเจอร์ หนังสือที่หนัก ๆ หรือของหนักอื่น ๆ การกระทำอย่างนี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ถ้าปฏิบัติไม่ถูกวิธี มักพบผู้ปฏิบัติงานเคลื่อนย้ายของไม่ถูกวิธี ไม่อยู่ในการควบคุมดูแลของหัวหน้างาน ทำให้ได้รับบาดเจ็บ การยกของหนัก ผู้ชายไม่ควรยกของหนักเกิน 45 Kg. และผู้หญิงไม่ควรเกิน 23 Kg.และผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรยกของเกิน 19-23 Kg. อาการเคล็ดยอกหรือเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากการยกเคลื่อนย้ายวัสดุผิดวิธี ยังมีสาเหตุจากการใช้กำลังส่วนนั้นมากและรุนแรงจนเกินไปด้วย

3.  การถูกชนหรือการชนกับสิ่งของ

การบาดเจ็บจะเกิดจากการชนวัตถุสิ่งของ เช่น กระแทกประตู โต๊ะ ตู้ ลิ้นชักที่เปิดทิ้งไว้ เดินชนกันเองในขณะเดิน บริเวณที่พบอุบัติเหตุลักษณะนี้มีมากคือตรงหัวมุมเลี้ยวและหน้าประตู

4.  วัตถุตกลงมากระแทก

เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งของหล่นลงมากระแทกอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือวัสดุที่กองไว้สูง ๆ ล้มพังทลายลงมา ตู้เก็บเอกสารที่เกิดจากการเสียสมดุลเนื่องจากดึงลิ้นชักตู้ออกมาหลาย ๆ ชั้นพร้อมกัน ทำให้ตู้ล้มมากระแทกหรือดึงลิ้นชักออกมามากเกินไปจนหลุดหล่น

5.  การเกี่ยวหรือการหนีบ

ผู้ปฏิบัติงานจะถูกเครื่องมือ วัสดุ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ประตู หน้าต่าง ลิ้นชัก หนีบอวัยวะบางส่วนของร่างกายทำให้ได้รับการบาดเจ็บ หรืออาจถูกเกี่ยวเพื่อถึงเข้าไปหนีบ เช่น ถูกพัดลม เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องถ่ายเอกสาร

6.  การประสบอันตรายจากสาเหตุอื่น

ได้แก่ การถูกของแหลมมีคมทิ่มตำ หรือบาดให้เป็นแผล เช่น จาก Cutter กรรไกร ที่เย็บกระดาษ ที่เสียบกระดาษบันทึก แผ่นโลหะในแฟ้มหรือที่แขวนแฟ้ม เป็นต้น  บาดแผลอาจจะเกิดขึ้นเล็กน้อยแต่จะเกิดอันตรายได้  ถ้ามีการติดเชื้อและอักเสบขึ้นถ้าไม่ทำการรักษาบาดแผลให้สะอาด  อุบัติเหตุจากสิ่งแปลกปลอมกระเด็นเข้าตาหรือทิ่มแทงนัยน์ตาอาจจะเป็นอันตรายทำให้ตาพิการได้ อุบัติเหตุจากน้ำร้อนหรือน้ำชากาแฟลวก ฯลฯ

ความปลอดภัยในสำนักงาน

โดยทั่วไปสำนักงานคือที่ทำการของสถานประกอบการ องค์การบริษัท ห้างร้าน และสถานที่ราชการทั่วไป  ซึ่งเป็นที่รวมอยู่ของผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่หลักในงานเสมียน  งานบริหารหรืองานอาชีพอื่น ๆ ที่ปฏิบัติอยู่ภายในอาคารสำนักงานที่ดำเนินกิจการของนายจ้าง

ภาระงานของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้รับหรือการเก็บบันทึก  รวบรวมและการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารหรือความรู้เพื่อใช้วินิจฉัย  สั่งการสำหรับการบริหารจัดการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการธุรกิจและราชการขนาดใหญ่แล้ว  สำนักงานเป็นหัวใจสำคัญมากที่เดียว เพราะเป็นสถานที่ทำการบริหารงานให้ดำเนินไปตามนโยบายหรือแผนงานโครงการของกิจการนั้น ๆ

งานจะดำเนินไปได้อย่างสะดวกหรือไม่  ย่อมขึ้นอยู่กับการจัดสำนักงาน การจัดการสำนักงานดีและมีความปลอดภัยในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานย่อมส่งผลให้การดำเนินกิจการมีประสิทธิภาพและได้ผลประโยชน์มากขึ้นอีกด้วย

ความปลอดภัยในสำนักงานดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายในความรู้สึกของเจ้าของสถานประกอบการส่วนใหญ่  ทำให้มองไม่เห็นความสำคัญของปัญหา  การจัดการและบริหารความปลอดภัยของสำนักงานจึงถูกจัดอยู่ในลำดับหลัง ๆ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานในสำนักงาน มีลักษณะไม่เด่นชัดนัก ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดความสนใจที่จะแก้ไขป้องกันในบางครั้งการเกิดอุบัติเหตุจะไม่รุนแรงมีเพียงบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็อาจนำความเสียหายแก่ทรัพย์สินและเสียเวลาการปฏิบัติงานได้  อุบัติเหตุที่มักพบอย่างสม่ำเสมอในสำนักงาน เช่น การพลัดตกหกล้ม การชนการกระแทก การสะดุดลื่นได้รับบาดเจ็บ การเกี่ยว การหนีบ อันตรายจากสิ่งแวดล้อม และสารเคมี ตลอดจนการดำเนินการเพื่อการป้องกันระงับอัคคีภัย

อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมสถิติพบว่าแท้ที่จริงแล้วปริมาณอุบัติเหตุในสำนักงานมีมากเท่า ๆ กับปริมาณอุบัติเหตุภายในโรงงานทีเดียว  และค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นก็อยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกัน

อาจกล่าวได้ว่าการปฏิบัติงานในสำนักงานมีอันตรายแฝงเร้นอยู่ทั่วไป  พร้อมที่จะก่อให้เกิดอันตรายได้ตลอดเวลา  และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ได้ขยายตัวมากขึ้น

safetytalk

1.  การเตรียมตัว (PREPARATION)

P.ตัวที่ 1  คนที่พูดได้ดีโดยไม่ต้องเตรียมตัวนั้นคงไม่มีในโลกหรือหายากมาก HAVEN’S SAKE กล่าวว่าอยู่รอจนนาทีสุดท้ายที่คุณกำลังจะไปยืนอยู่หน้ากลุ่มลูกน้องของคุณเพื่อทำ SAFETY TALK และพูดว่า “ในวันนี้เราจะพูดเรื่องอะไรกันดีล่ะ?” มันไม่ยุติธรรมกับลูกน้องของคุณและบริษัทของคุณ และไม่ยุติธรรมกับตัวคุณด้วย  ซึ่งวิธีการเตรียมตัวก่อนทำ SAFETY TALK มีดังนี้

Ø ต้องคิด

ผู้ที่จะขึ้นกล่าวนำต้องคิดถึงเรื่องที่จะนำขึ้นมากล่าวต่อที่ประชุมโดยต่อไปนี้เป็น CONCEPT เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะต้องคิดถึงเรื่องที่จะนำเสนอ เช่น

  • คิดถึงประสบการณ์ของเรา  จากการสังเกต จากความผิดพลาด ความคิดและความรู้สึก เลือกหัวข้อที่คุณรู้ จำไว้ว่าคุณแตกต่างจากคนอื่น ๆ ไม่มีใครมีบุคลิกภาพและการรับรู้เหมือนคุณ จำไว้ว่าคุณแตกต่างจากคนอื่น ๆ ไม่มีใครมีบุคลิกภาพและการรับรู้เหมือนคุณ คุณมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่า
  • คิดถึงบริษัทและฝ่ายของคุณ อะไรเป็นกระแสของปัญหา? อะไรเป็นกระแสแห่งความสำเร็จ? อะไรกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่คนส่วนใหญ่ตระหนัก? หัวข้อไหนจะเหมาะสมกับเวลาและเป็นประโยชน์มากที่สุด?
  • คิดถึงลูกน้องของคุณ เขาต้องการอะไร? มีภูมิหลังอย่างไร? งาน/ทัศนคติ/ความประทับใจ และความสามารถเป็นอย่างไร? หยิบยกเอาหัวข้อที่จะมีความหมายต่อเขามาพูด

Ø ต้องเขียน

เขียนสิ่งที่คุณพบเห็นในแต่ละวันเมื่อเข้าไปเดินในโรงงาน (อาจจะใช้สมุดช่วยจดบันทึกและจะต้องรีบเขียนก่อนที่จะลืมเรื่องราวต่าง ๆ) ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการนำเสนอและเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนขณะสนทนา

Ø ต้องอ่าน

มีวัตถุดิบมากมายสำหรับอ่านเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีประโยชน์ แล้วนำไปถ่ายทอดแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณได้ อาทิ วารสาร แผ่นพับ จดหมายข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือขั้นตอนการทำงาน หากวันนี้ยังไม่เหมาะสม วันหน้าอาจมีโอกาสนำมาใช้ได้ ดังนั้นของให้เก็บสะสมไปเรื่อย ๆ หรืออาจตัดเฉพาะข้อความสำคัญ ๆ ไว้ก็ได้

Ø ต้องฟัง

ฟังอย่างตั้งใจและหากมีใครพูดถึงเรื่องความปลอดภัย จะฟังว่าเขาพอใจหรือไม่พอใจอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้อื่น ฟังและเรียนรู้ เพราะนอกจากจะได้เนื้อหาเรื่องความปลอดภัยเพิ่มขึ้นแล้ว  คุณยังจะได้รับรู้ถึงทัศนคติด้านความปลอดภัยของบุคคลที่อยู่รอบข้างคุณด้วย  รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลและความคิดดี ๆ เพื่อประยุกต์ใช้และนำไปถ่ายทอดต่อได้มากมาย

Ø ต้องจัดการ

หลังจากการรวบรวมความคิดและข้อมูลจากการคิด การจดบันทึก การอ่าน การฟังได้มากพอสมควร  นับว่าคุณพร้อมที่จะจัดการ (ORGANIZE) โครงเรื่องที่จะพูดแล้ว  ซึ่งการจัดการเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ  การวางโครงเรื่องอาจจะมีเพียง KEY WORD ในเศษกระดาษ/หรือมีโครงเรื่องที่สมบูรณ์ไว้ กล่าวคือ มีประเด็นสำคัญ/สนับสนุนข้อมูล/ยกตัวอย่าง

Ø ต้องฝึกฝน

ทำจิตใจให้เป็นปกติ พยายามพูดให้ช้าตรงประเด็น เพื่อกันการสับสนและพูดให้จบเรื่องแต่ละเรื่องก่อน  การฝึกฝนจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้คุณ ฝึกให้คล่องแต่อย่าท่องจำ อย่างไรก็ตามหากคุณจำเป็นต้องจดข้อความที่จะพูดเพื่อไม่ให้สับสนก็สามารถทำได้  การฝึกฝนก็จะทำให้การพูดดีขึ้นเรื่อยๆ ช่วยให้คุณจัดการกับเวลาได้ดีขึ้น (คุณจะเห็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่ไม่ได้จัดลำดับการพูด จะพูดวกวนต่างจากผู้ที่รู้ว่าต้องการพูดอะไร โดยข้อความที่พูดหรือคำพูดนั้นจะชัดเจนและสม่ำเสมอดี

2.  การตั้งประเด็น(PINPOINT)

P.ตัวที่2 คือ การพูดหรือการบรรยายให้ตรงประเด็นในการบรรยายแต่ละครั้ง อย่าให้มีหลายเรื่องจนมากเกินไป (โดยปกติการสนทนาความปลอดภัย SAFETY TALK ควรใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที) เพราะถ้าหากพูดทุกเรื่องในครั้งเดียวกัน จะทำให้ผู้ฟังจำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งจะแนะนำหัวข้อเพื่อใช้เป็นแนวทางตั้งประเด็นในการพูดของแต่ละหัวข้อดังนี้

  • กฎระเบียบความปลอดภัย
  • การเกิดอุบัติเหตุ/เหตุการณ์ผิดปกติ
  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
  • การทำความสะอาดหลังเลิกงาน
  • การปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย
  • การป้องกันไฟไหม้
  • การควบคุมความเสียหายของอุปกรณ์
  • การปรับปรุงงานความปลอดภัย
  • การป้องกันอันตรายขณะปฏิบัติงาน

3.  บุคลิกภาพ(PERSONALIZE)

P.ตัวที่ 3 คุณควรจะเข้าให้ถึงพื้นฐานของผู้ฟังที่กำลังฟังคุณกล่าวนำอยู่  ต้องตั้งใจนำเสนอทั้งเนื้อหาและสาระโดยพยายามทำให้เรื่องนั้นมีความหมายสำหรับเขา  อาจทำได้ดังนี้  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเกี่ยวกับทัศนคติ ความสามารถและสิ่งที่เขาต้องการให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคาดหวัง ความคิด เนื้องาน พื้นฐานของเขา ความสนใจและบุคลิกภาพของเขาและทำตัวให้เป็นกันเองกับผู้ฟังของคุณเสมอ

และเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยนี้คุณค่อนข้างโชคดีเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์ ต้องการมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความมั่นคง ได้รับความสะดวกสบาย และไม่ต้องการเจ็บตัว

4. ทำให้เห็นภาพ(PICTURIZE)

P.ตัวที่ 4  เกี่ยวกับวิธีการพูดของคุณ ซึ่งจะดีเยี่ยมถ้าหากสามารถทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจำภาพการพูดของคุณได้ติดหูติดตา  และการติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการที่จะให้และรับความเข้าใจถ้าคุณพูดแล้วผู้ฟังไม่เข้าใจก็ถือว่าการสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล หรืออาจเปรียบเทียบกับสำนวนไทย คือ “เสียงนกเสียงกา” แต่ถ้าสามารถพูดให้ผู้ฟังเข้าใจและยังเข้าใจผู้ฟังอีกด้วย  เราจะถือว่าการสื่อสารสัมฤทธิ์ผลอย่างดีเยี่ยม

คุณคงปรารถนาให้ผู้ฟังสนใจในสิ่งที่คุณพูด คุณคงปรารถนาให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายในคำพูดของคุณ คุณคงปรารถนาให้ผู้ฟังจำคำพูดคุณได้  คุณจะต้องบรรยายให้เขาฟังและแสดงภาพประกอบให้เขาเห็นไปพร้อม ๆ กัน

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาเข้าใจและจำได้  จะต้องมีสื่อและวิธีการต่าง ๆ ประกอบ อาทิ

  • การสาธิต                             ๐  ภาพประกอบ
  • แสดงกราฟ                           ๐  ตั้งคำถาม
  • อภิปราย-ถกเถียง                  ๐  การตอบคำถามสั้น ๆ(QUIZZES)
  • ยกตัวอย่าง                           ๐  โปสเตอร์
  • ตาราง                                  ๐  รูปถ่าย
  • แบบจำลอง                           ๐  เครื่องมือจริง
  • รูปผ่าซีก                               ๐  รูปวาด
  • หนัง ภาพยนต์                       ๐  สไลด์
  • ข้อความในหนังสือพิมพ์        ๐  อุปกรณ์ของจริง

การบรรยายไปพร้อม ๆ กับการสาธิตให้เห็นภาพนั้น  จะทำให้เข้าใจดีขึ้น  อีกทั้งยังเพิ่มความสนใจที่จะจดจำได้ดีขึ้นและยังทำให้ผู้ฟังมองเห็นภาพและเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการสื่อ ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารกับเขาอย่างแท้จริง

ตัวอย่างแนวทางการพูด และสาธิตขณะสนทนาความปลอดภัย

1.  การตรวจสอบลวดสลิงเป็นสนิม แตก เปราะ ยกเกินน้ำหนัก ลมพัดแรง เป็นสาเหตุให้ลวดสลิงขาดในขณะยก ให้นำลวดสลิงที่มีปัญหาดังกล่าวมาแสดงแล้วชี้ให้ที่ประชุมเห็นจุดบกพร่องของสลิง และอธิบายว่าการเสียเวลาเพียงไม่กี่นาทีจะช่วยรักษาชีวิตคุณได้

2.  นำข่าวอุบัติเหตุในหน้าหนังสือพิมพ์เข้ามาเล่าในที่ประชุม  โดยให้สัมพันธ์กับกลุ่มไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน หรืออุบัติเหตุที่บ้าน DISCUSS ว่าเกิดอะไรขึ้นและจะป้องกันได้อย่างไรทำให้แน่ใจว่าผู้ฟังของคุณเข้าใจอย่างจริงจังแล้ว

3.  หากกรดหรือสารเคมีหกรดผิวหนัง  ให้ล้างออกด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ ข้อความนี้ออกจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทำให้ดูโดยใช้น้ำจริง ๆ จะทำให้เกิดภาพพจน์มากขึ้นโดยสมมติว่าคุณโดนสารเคมีหกรดหรือเข้าตาแล้วคุณก็รีบทำการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีโดยเร็ว

4.  กระเด้งลูกบอลยาง แล้วอธิบายว่าร่างกายของคนไม่เหมือนบอลลูกนี้ เพราะเมื่อตกลงพื้นแล้วไม่ยืดหยุ่นหรือกระเด้งเหมือนลูกบอลได้  แต่กระดูกจะหัก อวัยวะภายในได้รับอันตราย ทุก ๆ ปีจะมีคนตายเนื่องจากตกจากที่สูง เป็นสถิติอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตมากเป็นอันดับสอง จำไว้ว่าการสะดุดหรือลื่นเป็นสาเหตุให้ตกจากที่สูง ดังนั้นการรักษาความสะอาดเก็บกวาดเศษวัสดุบนพื้นสามารถลดอันตรายได้ และทำไมไม่ทำให้การพูดของคุณเป็นการจุดชนวนให้เกิดการรณรงค์เพื่อความสะอาดต่อไป

5.  การสาธิตด้วยวิธีต่อไปนี้ (ค่อนข้างจะได้ผล)  ซึ่งอาจจะรักษานิ้วมือของใครบางคนจากการเกิดอุบัติเหตุเครื่องจักรตัดนิ้วได้  กล่าวคือ ใช้ถุงมือเก่า ๆ ยัดนุ่นให้แข็งแล้วนำมาสาธิตหน้าที่ประชุมโดยตัดนิ้วมือออก 1  นิ้ว  ลูกน้องคุณอาจตกใจ แต่เขาจะต้องตกใจมากกว่านี้ หากเขาต้องสูญเสียนิ้วมือจริง ๆ จากการยื่นมือเข้าไปในตำแหน่งที่ไม่ปลอดภัยใกล้กับเครื่องจักรที่กำลังทำงาน

6.  น้ำมันสามารถติดไฟได้ สาธิตโดยการจุดไฟแล้วโยนลงไปในน้ำมัน และ/หรือใช้เศษไม้ใส่ลงไปในน้ำมัน เปรียบเสมือนเทียนไขสามารถติดไฟได้ง่ายเพราะมีเชื้อเพลิงเคลือบอยู่รอบ ๆ จากนั้นโยงเข้าหาเรื่องใกล้ตัว กล่าวคือการที่เราทิ้งเศษผ้า เศษไม้ เศษขยะ ให้เปื้อนน้ำมันที่นองอยู่นั้น อาจติดไฟเมื่อไรก็ได้ เป็นเหตุผลที่จะต้องมีการทำเรื่อง HOUSE KEEPING ในโรงงานเก็บเศษขยะออกทุกครั้งหลังเลิกงาน  และล้างคราบน้ำมันไม่ให้หกหรือนองอยู่บนพื้นโรงงาน

7.  ใช้ระเบิดมือเด็กเล่นอธิบายในที่ประชุมให้ทราบว่า มีสารเคมีหลายตัวในที่ทำงานที่มีอันตรายเทียบเท่าลูกระเบิด ถ้าเรายังใช้มันเหมือนของเล่น อันตรายคงไม่ใช่เล็กน้อยอย่างที่คิด เช่น ถังใส่สารเคมีไวไฟ ถังก๊าซที่บรรจุด้วยความดัน หรือถังเชื้อเพลิงต่าง ๆ สามารถระเบิดในขณะที่คุณกำลังทำงานได้  ดังนี้นถังบรรจุสารเคมีเหล่านี้จะต้องมีการเก็บและการใช้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเสมอ

8.  ปล่อยลมจากลูกโป่งออกให้ลูกโป่งเหวี่ยงไปทั่วห้อง  ความดันของอากาศในถังก๊าซมีความดันมากกว่า 2,200 PSI เมื่อเปรียบเทียบกับความดันของอากาศในปอดของคุณ ซึ่งจะเห็นว่ามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอากาศรั่วออกจากถังก๊าซ ถังจะพุ่งไปได้ทุกทิศทุกทาง และอาจจะวิ่งทะลุกำแพงได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าถังก๊าซนั้นจะดูเหมือนหนัก แต่คนที่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยดีจะทราบว่า การกระแทกจะทำให้วาล์วที่หัวถังหักโดยความดันในถังจะดันออกทันที และอาจเกิดความเสียหายได้มาก  ซึ่งเคยมีคนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว  ย้ำกับผู้ฟังว่าการเก็บถังก๊าซจะต้องใช้โซ่คล้องทุกครั้ง  และถ้าจะนำไปใช้หรือต้องเคลื่อนย้ายก็จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างปลอดภัย

9.  จะเห็นว่าเมื่อหลายปีก่อน  ถ้ามีใครต้องการที่จะป้องกันหูของตนเองจากเสียงที่ดังของเครื่องจักร ก็คงจะใช้สำลีอุดหูทั้งสองข้างไว้ ซึ่งก็ยังดีกว่ามิได้ทำการใด ๆ เลย  จากนั้นคุณก็นำที่ครอบหู(EAR MUFF) หรือที่อุดหู(EAR PLUGS) มาแสดงให้เขาดูพร้อมทั้งอธิบายคุณสมบัติต่าง ๆ การออกแบบ วิธีการใช้พร้อมทั้งประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวให้ทุกคนได้รับทราบ

5.  การอภิปราย (PRESCRIBE)

P. ตัวที่ 5 การกำหนดความสำคัญของสิ่งที่คุณพูดถึง  คำถาม คำตอบ ซึ่งผู้ฟังมักจะมีคำถามว่า “แล้วไง?” “เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเขา” “จะช่วยเขาได้อย่างไร” “คุณต้องการให้เขาทำอะไร” พยายามคิดเสมอว่าผู้ฟังของคุณจะมีคำถามอะไรในใจและพยายามตอบคำถามของเขาให้ได้ ก่อนจบการสนทนาความปลอดภัยทุกครั้ง คุณควรจะบอกเขาว่าคุณต้องการให้เขาทำอะไรก่อนที่จะจบการประชุมในวันนั้น

SAFETY TALK  ที่ดีมิควรจะเกิดคำถามเช่นนี้ขึ้นเพราะเขาสามารถเข้าใจ และแบ่งเบาภาระของคุณ จากเรื่องที่คุณต้องการสื่อได้  ฉะนั้นให้เริ่มใช้เทคนิค 5p. ตั้งแต่บัดนี้และทุก ๆ สัปดาห์

ถ้าคุณเริ่มใช้เทคนิคนี้ได้เร็วเท่าไหร่? เขาก็จะทำงานให้คุณได้เร็วขึ้นเท่านั้น วิธีการนี้มิได้ใช้เพียงเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น ยังใช้ได้กับเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญอีก เช่น QUALITY, PRODUCTIVITY, SERVICE, JOB INSTRUCTION และ COST IMPROVEMENT มิใช่คุณคนเดียวที่จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการสอนหรือการติดต่อสื่อสารเท่านั้น  แต่หัวหน้าและทีมของคุณก็จะต้องทำด้วยเช่นกัน

safety-talk

การสนทนาความปลอดภัย  เป็นขั้นตอนหนึ่งของขั้นตอนอีกหลาย ๆ ขั้นตอนของกระบวนการความปลอดภัยที่ทุกบริษัทจะต้องยึดถือและทำกิจกรรมดังกล่าวให้ต่อเนื่องเพื่อเกิดผลโดยตรงกับพนักงานและโรงงานการจะดำเนินการให้การสนทนาความปลอดภัยเป็นไปด้วยดีได้นั้น จะต้องอาศัยบุคลากรผู้นำที่มีประสบการณ์มีความรู้ความชำนาญ พร้อมมีวิธีการที่ชาญฉลาดเพื่อชักจูงแนะนำให้กับผู้ร่วมประชุมให้เห็นภาพและจุดประสงค์ของการสนทนาได้อย่างชัดเจน  ทั้งสามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกขั้นตอนของงานในแต่ละวัน  ผู้บริหารของแต่ละบริษัทควรที่จะเห็นความจำเป็น ความสำคัญให้มีการดำเนินกิจกรรมนี้และควรจะมีการปรับปรุงและแนะนำสำหรับผู้ที่จะทำการ กล่าวนำ “การสนทนาความปลอดภัย” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งหากดำเนินการอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • เป็นการให้ข้อมูลซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็ว
  • กระตุ้นให้เกิดความคิดกลุ่มและสร้างความสัมพันธ์
  • เป็นการสอนงานและขั้นตอนการทำงาน
  • เพิ่มแรงกระตุ้นในการทำงานอย่างปลอดภัย
  • ช่วยสร้างบรรยากาศในการติดต่อสื่อสารและความร่วมมือ  ทำให้ดีที่สุดให้ตรงประเด็นแล้วจะเกิดประโยชน์

การเลือกหัวข้อในการสนทนาความปลอดภัย อีกทั้งการเลือกเวลาที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยกันระดมความคิด ซึ่งในแต่ละหัวข้อที่เลือกมาจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง เป็นปัญหาที่เขาเผชิญอยู่หรือเป็นสิ่งที่เขาต้องการ  และจะต้องมีเวลาเตรียมตัวมากพอสมควร เพราะยิ่งถ้ามีการเตรียมตัวมากเท่าไรผลงานก็จะดีขึ้นเท่านั้น