Archive for January, 2012

แผนงานด้านเครื่องจักรกลก็คือ บรรทัดฐานที่จะใช้ในการประเมินผลจากแผนงานด้านเครื่องจักรกลได้กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรกลจะใช้งานได้เท่าใดจะต้องซ่อมและบำรุงรักษาอย่างไร

ดังนั้นการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลจึงสามารถจัดทำได้ดังต่อไปนี้

1.  การประเมินผลการใช้เครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในแผนกับชั่วโมงทำงานจริง ก็จะทราบว่าการใช้เครื่องจักรกลเต็มที่หรือไม่ หากชั่วโมงทำงานจริงตํ่ากว่าที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องจักรกลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

2.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งทำงานจริง รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

3.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่ได้ปฎิบัติจริง ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเวลาที่ใช้ในการซ่อมที่กำหนดไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงและเวลาที่ใช้จริงด้วย ซึ่งผลเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละอันจะแสดงถึงผลและสาเหตุการขัดข้องของงานแต่ละอย่างได้ด้วย

สำหรับการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลประเภทที่เหลือคือ งานจัดหาเครื่องจักรกล งานจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล และงานจัดหาอะไหล่นั้นก็สามารถเปรียบเทียบงานที่จัดทำจริงกับความต้องการ หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่วางไว้ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากการประเมินผลงานดังกล่าวข้างด้นแล้ว ยังสามารถจะประเมินผลงานโดยใช ตัวชี้ (index) ต่าง ๆ อีกเช่น

1.  ความเชื่อถือหรือความไว้วางใจ (reliability) ซึ่งหาได้จากสมการคือ

safety100 - 0009.1

โดย R = ความเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์

o = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริงในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

D = เวลาที่เครื่องจักรกลหยุดเนื่องจากต้องทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเดียวกัน

ถ้าความเชื่อถือมีเปอร์เซ็นต์สูงแสดงว่าเครื่องจักรกลอยู่ในสภาพที่ดี

2.  การนำไปใช้งาน (utilization) ซึ่งหาได้จากสมการ

safety100 - 0009

โดย   U = การนำไปใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์

T0 = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริง

Tm= เวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษา

Tr = เวลาที่ใช้ในการซ่อม

Ti = เวลาที่สูญเปล่าในการจอดรอการทำงาน

เปอร์เซ็นต์การนำไปใช้งานจะแสดงถึงประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องจักรกลว่ามากน้อยเพียงไร

3.  ความพร้อมในการใช้งาน (availability) ซึ่งหาได้จากสมการ

safety100 - 0010

โดย    A = ความพร้อมในการใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์

Ta = เวลาที่เครื่องจักรควรจะทำงานได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

ความพร้อมในการใช้งานจะแสดงถึงสภาพของเครื่องจักรกลว่าจะพร้อมที่จะนำไปใช้งานตามความต้องการเพียงใด ซึ่งจะแตกต่างจากความเชื่อถือได้ โดยความเชื่อถือได้จะคิดว่าเมื่อเครื่องจักรกลนำไปใช้งานแล้วจะมีการเสียและต้องหยุดมากน้อยเพียงใด

เพื่อทำให้สามารถควบคุม สั่งการ และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีการเก็บประวัติของเครื่องจักรกลที่ละเอียดถูกต้อง และสมํ่าเสมอ ประวัติ ของเครื่องจักรกลที่จำเป็นสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.  ข้อมูลจำเพาะของเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายละเอียดคือประเภท ชนิด และขนาดของเครื่องจักรกล บริษัทผู้ผลิต หมายเลขของเครื่องจักรกล บริษัทผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตรุ่น และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ เช่น เครื่องยนต์ ห้องเกียร์ เป็นต้น วันที่ได้รับ และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะบันทึกลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.5

safety100 - 0029

2.  ประวัติการใช้เครื่องจักรกล โดยทั่วไปจะแสดงถึงการใช้เครื่องจักรกลแต่ละวัน จะประกอบด้วยรายละเอียดของจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน นํ้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นที่ใช้และประเภทของงานที่ทำ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.6

safety100 - 0030

3.  ประวัติการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายการที่ทำการบำรุงรักษา รายการอะไหล่และวัสดุที่ใช้ในการบำรุงรักษา ระยะเวลาที่ทำการบำรุงรักษา ผู้ทำการบำรุงรักษา โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.7

safety100 - 0031

4.  ประวัติการซ่อมเครื่องจักรกล ก็จะประกอบด้วยรายการที่ทำการซ่อม รายการ อะไหล่และวัสดุที่ใช้ ระยะเวลาที่ทำการซ่อม ผู้ทำการซ่อม สาเหตุการขัดข้องและข้อแนะนำ การแก้ไข โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.8

safety100 - 0032

งานด้านเครื่องจักรกลทั้ง 6 ประเภท หากจะรวมกลุ่มตามลักษณะของการปฎิบัติสามารถจะรวมได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล ได้แก่ การใช้การบำรุงรักษา และการซ่อม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุนซึ่งได้แก่ การจัดหาอะไหล่ และการจำหน่ายบัญชี ดังนั้นการควบคุมงานทั่ว ๆ ไป จึงควรแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

1.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล

คือการควบคุมการใช้ การควบคุมการบำรุงรักษา และการควบคุมการซ่อม การควบคุมงานทั้ง 3 ประเภทนี้โดยทั่วไปจะอาศัยคู่มือของเครื่องจักรกลแต่ละประเภทชนิด และยี่ห้อเป็นหลัก เครื่องจักรกลประเภท ชนิด และยี่ห้อหนึ่ง ๆ จะมีหนังสือคู่มือ 1 ชุด ซึ่งจะประกอบด้วยคู่มือการใช้คู่มือการบำรุงรักษาและคู่มืออะไหล่ ซึ่งในหนังสือคู่มือเหล่านี้จะบอกถึงวิธีและขั้นตอนการดำเนินการ ข้อควรระวังและข้อเสนอแนะโดยละเอียด การควบคุมเหล่านี้จึงสามารถกระทำได้โดยการควบคุมการปฎิบัติให้เป็นไปตามหนังสือคู่มือดังกล่าว

2.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุน

คือการควบคุมการจัดหา การควบคุมการจำหน่ายบัญชี และการควบคุมการจัดหาอะไหล่ สำหรับการควบคุมการจัดหาและการควบคุมการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลนั้น จะต้องกำหนดมาตรฐานและวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเสียก่อน เพื่อจะสามารถควบคุมการปฏิบัติงานทั้งสองให้เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีการดังกล่าว

การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลก็เช่นเดียวกับการจัดแบ่งงานด้านอื่น ๆ คือ จะต้องคำนึงถึงปริมาณงานและประเภทของงานเป็นหลัก สำหรับประเภทของงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ไม่ว่าหน่วยงานจะเล็กหรือใหญ่ก็จะมีประเภทของงานเหมือนกัน ดังนั้นการจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือขนาดของหน่วยงานเพียงประการเดียว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งขนาดของหน่วยงานได้เป็น 2 ขนาด และมีการจัดแบ่งงานแต่ละขนาดดังต่อไปนี้

1.  หน่วยงานซี่งมีเครื่องจักรกลจำนวนมากและแบ่งเครื่องจักรกลออกให้หน่วยงานย่อยใช้ การปฎิบัติงานเละการจัดแบ่งงานของหน่วยงานประเภทนี้ ควรแบ่งเป็น 2 ระดับคือ

1.1  ระดับควบคุม ควรจัดเป็นหน่วยงานส่วนกลางรับผิดชอบในการจัดหาการจำหน่ายบัญชี และควบคุมการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ของหน่วยงานระดับ ฎิบัติการ

1.2  ระดับปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้เครื่องจักรกลในการปฏิบัติงาน ควรแบ่งหน่วยงานออกเป็นงานควบคุมการใช้และบำรุงรักษางานซ่อม งานพัสดุและงานสถิติประวัติ

2.  หน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลไม่มากนักและมิได้แบ่งเครื่องจักรกลให้แก่หน่วยงานย่อย การจัดแบ่งหน่วยงานขนาดนี้ควรมีหน่วยงานเดียว เช่นเดียวกับระดับปฏิบัติของการแบ่งหน่วย งานขนาดแรก โดยรวมงานจัดหาและจำหน่ายบัญชีเข้ากับงานสถิติประวัติ

การบริหารงานด้านเครื่องจักรกลก็จะต้องมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการบริหารงานทั่ว ๆ ไป ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกล การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกล การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกล และการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกล เช่นกัน แต่งานด้านเครื่องจักรกล นั้นแบ่งออกเป็นงานต่าง ๆ 6 ประเภทซึ่งแสดงไว้ตามวงจรของงานด้านเครื่องจักรกลในรูปที่ 14.1 ทำให้แผนงานการจัดแบ่งงาน การควบคุม และการประเมินผลงานจำเป็นต้องจัดทำสำหรับงาน ทั้ง 6 ประเภท

การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารงานด้านเครื่องจักรกล ซึ่งโดยปกติหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเครื่องจักรกลจะไม่ได้จัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกล จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นประสบปัญหาด้านเครื่องจักรกลดังที่กล่าวไว้แล้ว และไม่มีทางที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเป็นผล

การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลจะต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับการวางแผนงานที่ดีทั่ว ๆ ไป คือขาดความสามารถในการปฎิบัติงานและปัจจัยด้านอื่น ๆ ของหน่วยงาน ลำดับความสำคัญและลำดับเวลาของงาน และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และนโยบายจึงจะทำให้แผนงานนั้นเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติได้ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลนี้จะประกอบด้วยแผนงาน 6 ประเภทคือ

1.  การวางแผนการจัดหาเครื่องจักรกล

เป็นแผนงานด้านเครื่องจักรกลสิ่งแรกที่จะต้องทำการกำหนดแผนงานเครื่องจักรกลนั้นก็คือ การกำหนด แบบ ชนิด การจัดหา ประเภท และจำนวนเครื่องจักรกล รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านงานก่อสร้าง ดังนั้นแผนการจัดหาเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับแผนงานก่อสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนงานก่อสร้างนี้จะต้องค่อนข้างแน่นอน หากมิฉะนั้นแล้วเครื่องจักรกลที่จัดหามาอาจจะใช้งานไม่คุ้มค่าก็ได้ การจัดหาเครื่องจักรกลนี้ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องจัดซื้อเสมอไป เพราะในบางครั้งการเช่าเครื่องจักรกลมาทำงานหรือ การจ้างเหมางานก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วนอาจจะคุ้มค่ากว่า

ในปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ แทบจะไม่สามารถจัดทำแผนการจัดหาเครื่องจักรกลได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ แต่ละหน่วยงานไม่มีแผนงานก่อสร้างที่แน่นอนหรือบางหน่วยงานไม่มีแผนงานเลยก็เป็นได้ ประการที่สองไม่สามารถหางบประมาณจัดหาเครื่องจักรกลได้เพียงพอ

2.  การวางแผนการใช้เครื่องจักรกล

ได้แก่ การกำหนดว่าเครื่องจักรกลแต่ละคันนั้นจะใช้งานได้กี่ชั่วโมงและจะใช้งานในช่วงเวลาใด การที่จำเป็นจะต้องจัดทำแผนการใช้เครื่องจักรกลนี้ก็เพราะว่าเครื่องจักรกลทุกคันจะไม่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ทั้งนี้จะมีการชำรุดและมีการบำรุงรักษา อีกทั้งถ้าหากไม่กำหนดให้เครื่องจักรกลทำงานเต็มที่แล้วเวลาที่เครื่องจักรกลพร้อมที่จะทำงานแต่ไม่นำไปใช้งานก็จะเป็นเวลาที่เสียเปล่าในแง่ของการลงทุน

การกำหนดแผนการใช้เครื่องจักรกลจำเป็นจะต้องคำนึงถึงจังหวะเวลาเป็นสำคัญเพราะ ในบางฤดูกาลเครื่องจักรกลบางชนิดจะไม่สามารถใช้งานได้ และในขั้นตอนของงานก่อสร้างแต่ละขั้นตอนอาจจะใช้เครื่องจักรกลที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องจักรกลบางประเภทจะใช่ในตอนแรกของการก่อสร้าง และเครื่องจักรกลอีกประเภทจะใช้ในขั้นตอนหลังของการก่อสร้าง ดังนั้นก็พอสรุปได้ว่าแผนการใช้เครื่องจักรกลที่ดีนั้นก็คือการกำหนดให้เครื่องจักรกลทุกคันสามารถทำงานได้เต็มที่สอดคล้องกับจังหวะเวลาของความต้องการ

3.  การวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล

การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลก็คือ การปฎิบัติต่อเครื่องจักรกลเพื่อป้องกันมิให้เครื่องจักรกลนั้นเกิดเสียขึ้น จึงทำให้การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการใช้เป็นหลัก ซึ่งเครื่องจักรกลแต่ละประเภท แต่ละชนิดและแต่ละยี่ห้อ บริษัทผู้ผลิตจะกำหนดระยะเวลาที่จะต้องทำการบำรุงรักษาและรายละเอียดของการบำรุงรักษาไว้เสมอ ดังนั้นแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลก็สามารถกำหนดได้จากแผนการใช้เครื่องจักรกล คือเมื่อรู้ว่าเครื่องจักรกล แต่ละคันจะทำงานกี่ชั่วโมงเมื่อตรวจสอบกับกำหนดระยะเวลาและจะต้องทำการบำรุงรักษาอะไรและเมื่อใด ก็จะสามารถวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลได้

4.  การวางแผนการซ่อมเครื่องจักรกล

หลายคนอาจสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องจักรกลจะเสียเมื่อไร และเมื่อไม่รู้ จะกำหนดแผนการซ่อมได้อย่างไร แต่ในข้อเท็จจริงแล้วเราสามารถประมาณอายุการใช้งานของแต่ละส่วนของเครื่องจักรกลได้จากการตรวจสภาพของเครื่องจักรกล ลักษณะงานที่ใช้ และอายุของแต่ละส่วนของเครื่องจักรกลโดยเฉลี่ย ดังนั้นเมื่อรู้ว่าส่วนไหนของเครื่องจักรกลจะหมดอายุเมื่อใดจึงสามารถกำหนดแผนการซ่อมล่วงหน้าได้

การกำหนดแผนการซ่อมโดยการคาดคะเนอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลนี้ควรปรับให้เหมาะสมกับวิธีการซ่อมและจังหวะเวลาที่จะทำการซ่อม ซึ่งสามารถทำได้เนื่องจากอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลมิใช่ตัวเลขตายตัวอาจยืดหรือหดได้มากพอสมควร เช่น ในกรณีที่มีโรงซ่อมเครื่องจักรกลของตัวเองก็สามารถปรับให้ปริมาณงานซ่อมเข้าโรงซ่อมสมํ่าเสมอตลอดทั้งปี และหากจะให้สอดคล้องกับการใช้เครื่องจักรกลซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา การกำหนดแผนการซ่อมเครื่องจักรกลก็ควรที่จะกำหนดการซ่อมในช่วงเวลาที่เครื่องจักรกลไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากดินฟ้าอากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นต้น

5.  การวางแผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกล

เมื่อกำหนดแผนการบำรุงรักษาและแผนการซ่อมเครื่องจักรกลแล้วก็สามารถที่จะทราบว่าจะใช้อะไหล่อะไรบ้างสำหรับการบำรุงรักษาและการซ่อมแต่ละครั้งนั่นก็คือสามารถกำหนด แผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลได้ว่าจะใช้อะไหล่อะไรเมื่อใด

การวางแผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลนั้นจะต้องคำนึงถึงจำนวนอะไหล่คงคลังหรือจำนวนอะไหล่ที่มีอยู่ด้วย นอกจากนี้เพื่อให้แผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลสอดคล้องกับแผนการซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลคือ ให้ใด้รับอะไหล่ทันต่อความต้องการที่จะใช้ในการบำรุงรักษาและซ่อมนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวิธีการและสถิติการจัดหาอะไหล่ด้วยว่าการจัดหา อะไหล่แต่ละชิ้นหรือแต่ละประเภทต้องใช้เวลาเท่าใด

6.  การวางแผนการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล

จากสถิติการใช้การบำรุงรักษาและการซ่อมที่แล้วมาจะสามารถกำหนดได้ว่าเครื่อง จักรกลแต่ละคันสมควรที่จะใช้ต่อไปอีกหรือไม่ หรือควรจะซ่อมแซมให้ดีหรือไม่ในกรณีที่เครื่องจักรกลชำรุด นอกจากนี้ปัจจัยอีกประการหนึ่งสำหรับเรื่องการจำหน่ายบัญชีก็คือ สถิติในการจัดหาอะไหล่ เครื่องจักรกลบางประเภทบริษัทผู้แทนจำหน่ายมิได้สำรองอะไหล่ไว้ ทำให้การจัดหาอะไหล่แต่ละครั้งใช้เวลานานหรือบางครั้งไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ จึงทำให้ใม่สามารถนำเครื่องจักรกลไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า จากสถิติและปัจจัยดังกล่าวสามารถนำมากำหนดแผนการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลได้ว่า เครื่องจักรกลใดจะทำการจำหน่ายบัญชีเมื่อใด

สรุปการจัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ควรจัดทำเป็นประจำและจัดทำล่วงหน้าเป็นปี ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลอยู่แล้วนั้นจะต้องจัดทำแผนงาน ด้านเครื่องจักรกลให้แล้วเสร็จก่อนการจัดทำงบประมาณเพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล และให้ทราบถึงความต้องการด้านเครื่องจักรกลเพิ่มเติมเสียก่อนที่จะของบประมาณด้านต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้งบประมาณต่าง ๆ สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง

safety100 - 0006

ขั้นตอนการจัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกลของหน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลอยู่แล้ว สามารถอธิบายได้โดยสรุปจากแผนภูมิตามรูปที่ 14.2 ซึ่งจะเริ่มจากการตรวจสภาพของเครื่องจักรกลเพื่อกำหนดอายุการใช้งานของแต่ละชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล ยกเว้นเครื่องจักรกลใหม่

ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสภาพ ตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจสภาพ (ตัวอย่างที่ 14.1) และตัวอย่างรายระเอียดประมาณการค่าอะไหล่ ระยะเวลาซ่อม อายุมาตรฐานของเครื่องจักรกล (ตัวอย่างที่ 14.2) ได้แสดงไว้ เมื่อตรวจสภาพเสร็จแล้วก็จะทำแผนการซ่อมเครื่องจักรกล ลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.3 ซึ่งเวลาที่เหลือจากการซ่อมตามแผนการซ่อมเครื่องจักรกล ก็ควรจะเป็นเวลาที่เครื่องจักรกลสามารถนำไปใช้งานได้ก็คือแผนการใช้งานนั่นเอง และเมื่อ ทราบจำนวนชั่วโมงของการใช้งานแล้วก็สามารถที่จะกำหนดแผนการบำรุงรักษาและสามารถกำหนดแผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลได้จากแผนการซ่อมและแผนการบำรุงรักษาซึ่งมีรายละเอียดตามตัวอย่างนบบฟอร์มที่ 14.4

safety100 - 0011safety100 - 0012safety100 - 0013

safety100 - 0014

safety100 - 0015

safety100 - 0016safety100 - 0017safety100 - 0018safety100 - 0019safety100 - 0020safety100 - 0021safety100 - 0022safety100 - 0023safety100 - 0024safety100 - 0025safety100 - 0026safety100 - 0027safety100 - 0028

งานด้านเครื่องจักรกลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทของงานต่าง ๆได้ 6 ประเภทคือ การจัดหา การใช้ การบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การซ่อม และการจำหน่ายบัญชี งานแต่ละประเภทนี้มีส่วนสัมพันธ์กันและกันตามวงจรที่แสดงไว้ตามรูปที่ 14.1

เริ่มจากการจัดหาเครื่องจักรกลให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านก่อสร้าง โดยการกำหนดรายละเอียดให้แน่ใจว่าจะได้รับเครื่องจักรกลที่มีคุณภาพดี และบริษัทผู้แทนจำหน่ายจะสามารถบริการได้ทั้งด้านซ่อมและอะไหล่หลังการขาย

เมื่อมีเครื่องจักรกลแล้วก็ต้องนำเครื่องจักรกลไปใช้งานอย่างเต็มที่ โดยให้มีการจอดรองานน้อยที่สุด เพื่อให้การลงทุนได้ผลคุ้มค่า การใช้งานก็จะต้องมีพนักงานขับเครื่องจักรกล ที่มีความรู้และความรับผิดชอบ การใช้เครื่องจักรกลนั้นเมื่อครบจำนวนชั่วโมงที่ใช้งานตามกำหนด ก็จะต้องทำการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน ถึงแม้ว่าเครื่องจักรกลจะสามารถทำงานได้อย่างปกติต่อไปก็ตาม ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนของการเสียของเครื่องจักรกลและจะเป็นการยืดอายุของเครื่องจักรกลด้วย

safety100 - 0003

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีการบำรุงรักษาดีเพียงใด อายุของเครื่องจักรกลก็จะเพิ่มขึ้นทุกที อัตราการเสียก็จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะมีการคิดค้นและผลิตเครื่องจักรกลที่ทันสมัยกว่าของเดิมทำให้เครื่องจักรกลที่ใช้งานมานานล้าสมัย และการจัดหาอะไหล่ก็จะยากขึ้น ในบางครั้งเมื่อเครื่องจักรกลชำรุด การซ่อมจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงซึ่งจะไม่คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อ เครื่องจักรกลใหม่ จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการจำหน่ายบัญชี โดยการเลิกใช้หรือการ จำหน่ายทิ้งไป

การบริหารงานด้าน เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

เครื่องจักรกลงานก่อสร้างเมื่อนำไปใช้งานหากมีการดูแลและบำรุงรักษาไม่ดีพอก็จะเกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้งานก่อสร้างต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อโครงการทั้งหมด และจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้หากไม่มีการควบคุมการเก็บประวัติ และการประเมินผลที่ดีพอก็จะทำให้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในวงเงินที่ประมาณไว้ได้ และไม่สามารถที่จะควบคุมให้เครื่องจักรกลมีสมรรถนะสูงสุดซึ่งหมายถึงเครื่องจักรกลที่มีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยเวลาที่น้อยที่สุดและในเวลาเดียวกันสามารถทำงานให้ได้ปริมาณงาน ออกมาสูงสุดอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ที่ถึงแม้จะมีเครื่องจักรกลที่ดีแต่ถ้าขาดการบริหารที่ดี โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์และความสำเร็จที่คาดหมายไว้อย่างแน่นอน

หากจะศึกษาวิเคราะห์และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลที่ดำเนินการกันอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่างานด้านนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเห็นได้จากการจอดเสียของเครื่องจักรกล การใช้งานไม่เต็มที่ของเครื่องจักรกล และการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกล เป็นต้น ทำให้เงินที่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรกลไปแล้วได้รับผลตอบแทนที่ตํ่า เกิดการสูญเสียต่อเศรษฐกิจในส่วนรวม ปัญหาที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้คือ

1.  การจัดหาเครื่องจักรกลไม่เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของงานก่อสร้าง และการจัดหาเครื่องจักรกลมิได้คำนึงถึงการบริการหลังการขายของบริษัทผู้แทนจำหน่าย

2.  การใช้เครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากพนักงานขับเครื่องจักรกล ไม่มีความรู้และหน้าที่รับผิดชอบอย่างเพียงพอ ไม่มีการบันทึกและเก็บประวัติการใช้เครื่องจักรกลอย่างถูกต้อง

3.  การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ได้ดำเนินการตามกำหนด รวมทั้งไม่มีการจัดทำประวัติการบำรุงรักษาให้สมบูรณ์และทันสมัย

4.  การซ่อมเครื่องจักรกลไม่สามารถควบคุมคุณภาพ และจัดทำประวัติทั้งด้านการดำเนินการซ่อม และการจัดหาอะไหล่ได้อย่างสมบูรณ์

5.  แผนการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ รวมทั้งการประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านเครื่องจักรกลไม่ได้จัดทำให้เป็นรูปแบบอย่างถูกต้อง

6.  การควบคุมและการประเมินผลงาน ขาดการดำเนินการที่รัดกุม ทำให้ไม่รู้ถึงปัญหา และอุปสรรคที่แท้จริงของงาน

หลักในการบริหารงาน

การดำเนินงานใด ๆ ก็ตาม จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นก็จะต้องประกอบด้วยปัจจัย ที่สำคัญ 4 ประการก็คือ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์และการบริหารงาน ซึ่งปัจจัยทั้งสี่จะต้องสอดคล้อง และพอเพียง

การบริหารงานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินงาน โดยที่การบริหารงานนั้นก็คือการ จัดการเพื่อให้ปัจจัยที่เหลืออีก 3 ประการถูกใช้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์ตอบแทนมากที่สุด ดังนั้นการบริหารงานที่ดีจึงต้องประกอบด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งพอสรุปขั้นตอนที่สำคัญได้คือ การวางแผนงาน การจัดแบ่งงาน การควบคุมงาน และการประเมินผลงาน แต่ละขั้นตอนของการบริหารงานมีความสัมพันธ์และมีความสำคัญเท่า ๆ กันทุกขั้นตอน และไม่สามารถที่จะตัด ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งออกไปได้

การเลือกเครื่องจักรกลก็จะมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการเลือกสิ่งของอื่น ๆ ก็คือ เลือกของที่ให้ประโยชน์เพื่อสนองตอบความต้องการอย่างเหมาะสมที่สุด ในกรณีของเครื่องจักรกลก็คือจะต้องเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้างให้เหมาะสมกับงานที่จะทำให้มากที่สุด โดยให้มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง การที่จะสามารถเลือกเครื่องจักรกลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ควรมีการพิจารณาตามขบวนการตัดสินใจโดยทั่วไป ซึ่งควรจะมีขั้นตอนตังนี้คือ

1.  การกำหนดลักษณะของความต้องการหรือปัญหา เพื่อให้รู้ถึงความต้องการหรือ ปัญหาที่แท้จริง

2.  การวิเคราะห์ความต้องการหรือปัญหาเพื่อให้รู้ถึงแบบ ชนิด และขอบเขตของความต้องการหรือปัญหา

3.  การหาทางเลือกในการแก้ปัญหาไว้หลาย ๆ ทางหรือหาสิ่งที่ต้องการหลาย ๆ อันไว้เผื่อเลือก

4.  การจัดลำดับของทางเลือกหรือสิ่งที่เผื่อเลือก

5.  การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

จากขบวนการตัดสินใจตามขั้นตอนข้างต้น สามารถนำมาประยุกต์เป็นขบวนการเลือกเครื่องจักรกลได้ตามขั้นตอนคือ

1.  รู้จักงาน คือจะต้องทำความรู้จักกับงานให้ละเอียด ว่างานที่จะทำคืองานอะไร มีลักษณะอย่างไร มีข้อกำหนดของงานอย่างไรบ้าง เช่น ระยะเวลาในการทำงาน คุณภาพของงาน แต่ละขั้นตอน สภาพและตำแหน่งของที่ที่จะทำงาน ข้อจำกัดต่าง ในการทำงาน และความต้องการของงาน เป็นต้น

2.  วิเคราะห์งาน โดยการจำแนกประเภทของงาน คิดปริมาณงานของแต่ละประเภท กำหนดแผนงานและตารางการทำงาน ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว

3.   รู้จักเครื่องจักรกล โดยการศึกษา ประเภท ชนิด ขนาด และราคาของเครื่องจักรกล ที่สามารถจะจัดหามาเพื่อทำงานตามที่ต้องการ

4.  เลือกเครื่องจักรกล ซึ่งหมายถึงการเลือกประเภท ชนิด ขนาด และจำนวน เพื่อที่จะใช้ ในการทำงานประเภทต่าง ๆ โดยจะต้องคำนึงถึง

4.1  ประเภทของเครื่องจักรกลที่จะสามารถทำงานได้ตามต้องการ

4.2  ขีดความสามารถในการทำงานของเครื่องจักรกลแต่ละชนิดและแต่ละขนาด

4.3  ปริมาณงานที่ต้องทำและกำหนดเวลาที่ต้องแล้วเสร็จ ตามแผนงานและตารางการทำงานที่กำหนดขึ้น

4.4  ความสมดุลของจำนวนเครื่องจักรกลแต่ละประเภทที่จะต้องทำงานร่วมกัน

4.5  สภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงาน เช่น สภาพของเส้นทางลำเลียง สภาพของสถานที่ก่อสร้าง และสภาพของดินฟ้าอากาศ เป็นต้น

4.6  ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น เงินทุนและเจ้าหน้าที่

สำหรับเครื่องจักรกลงานดิน ได้มีการจัดแบ่งเครื่องจักรกลตามประเภทของงาน (ดูตาม ตารางที่ 13.8) ตามระยะทางที่ขน (ดูตามตารางที่ 13.9) ตามสภาพของผิวทาง (ดูตามตารางที่ 13.10) ตามความลาดชันของทาง (ดูตามตารางที่ 13.11) และตามลักษณะของวัสดุที่จะทำการบดอัด (ดูตามตารางที่ 13.12)

ขั้นตอนการเลือกเครื่องจักรกลนี้จะต้องเลือกไว้ทุก ๆ ประเภท ชนิด และขนาดที่สามารถ ทำงานให้ได้ตามต้องการ

safety99 - 0011safety99 - 0012

5.  เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ซึ่งเมื่อเลือกเครื่องจักรกลประเภท ชนิด และขนาดแล้ว ก็จะต้องคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลแต่ละรายการ และรวมค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลทั้งหมด ของแต่ละทางเลือกที่เป็นไปได้ จากนั้นจึงจะนำค่าใช้จ่ายแต่ละทางเลือกมาเปรียบเทียบกัน

6.  ตัดสินใจเลือก เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของแต่ละทางเลือกแล้ว ให้นำทางเลือกต่าง ๆ มาจัดลำดับโดยจัดให้ทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุดเป็นอันดับแรก แล้วพิจารณาถึงปัจจัยอื่นประกอบการตัดสินใจเลือกขั้นสุดท้าย เช่น ความพร้อมในการบริการหลังการขายของผู้จำหน่าย ความคล่องตัวในการใช้งาน ความยากง่ายในการควบคุมความต้องการในการบำรุง รักษา ความยากง่ายในการซ่อมแซม และความสามารถในการตัดแปลงไปใช้ในงานอื่น เป็นต้น

7.  จัดหา ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ การซื้อและการเช่า โดยจะต้องเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองวิธีว่าวิธีไหนจะประหยัดกว่ากัน แต่ถ้าระยะเวลาการใช้งานนาน การซื้อจะประหยัดกว่าการเช่าเสมอ

การใช้เครื่องจักรกลในงานก่อสร้างเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงสุดก็คือ จะต้องให้เครื่องจักรกลมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นจงจำเป็นที่จะต้องคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลแต่ละชิ้นและคิดปริมาณงานที่เครื่องจักรกลจะทำได้เสียก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเครื่องจักรกลมาใช้ในการทำงาน

ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล

ค่าใช้จ่ายของเครึ่องจักรกล หมายถึง เงินทั้งหมดที่จะต้องเสียไปในการที่มีเครื่องจักรกลไว้ใช้ทำงาน โดยทั่วไปจะนิยมคิดในรูปของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. ค่าใช้จ่ายของการเป็นเจ้าของ (owning cost)

คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อเครื่องจักรกลมาไว้ใช้งานซึ่งจะประกอบด้วย

1.1  ค่าเสื่อมราคา (depreciation) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเนื่องจากเครื่องจักรกลมีมูลค่าลดลง เมื่อเครื่องจักรมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น มูลค่าที่จะลดลงก็คือราคาที่ซื้อมารวมค่าภาษี ต่าง ค่าอุปกรณ์ และค่าขนส่งจนถึงที่ที่จะใช้งาน หักราคาขายเครื่องจักรกลที่คาดว่าจะได้หลังจากครบอายุการใช้งาน สำหรับเครื่องจักรกลล้อยางจะหักค่ายางออกจากราคาที่ซื้อมา เพราะถือว่ายางเป็นชิ้นส่วนที่สึกหรอจะรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการใช้งาน (operating cost) การคิดค่าเสื่อมราคาสามารถคิดได้ 3 วิธีคือ วิธีเส้นตรง (straight line method) จะคิดค่าเสื่อมราคาหรือมูลค่าของเครื่องจักรกลที่ลดลงเท่า ๆ กันทุกชั่วโมงการใช้งาน ดังนั้นค่าเสื่อมราคาสามารถหาได้จากสมการคือ

safety99 - 0001

โดยที่อายุการใช้งานของเครื่องจักรกลจนเครื่องจักรกลมีค่าเป็นศูนย์ จะมีรายละเอียด ตามตารางที่ 13.1

safety99 - 0002

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีที่สองคือวิธีที่เรียกว่า digit-sum method จะคิดค่าเสื่อมราคาต่อปีโดยจะคิดค่าเสื่อมราคาไม่เท่ากันแต่ละปี ซึ่งจะให้ค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงสุดแล้วจะลดลงเรื่อย ๆ การคิดค่าเสื่อมราคาแต่ละปีจะคิดจากอายุการใช้งาน เช่น ถ้าอายุการใช้งานเป็น 8 ปี ก็จะเอาเลข 1 ถึง 8 มาบวกกันจะได้ 36 ปีแรกก็จะได้ค่าเสื่อมราคาเป็น 8 ของมูลค่าที่จะลดลง ทั้งหมดตลอดอายุการใช้งาน

ปีที่สองก็จะเป็น 7/36 ปีที่สามก็จะเป็น 6/36  ลดลงไปเรื่อย ๆ จนถึงปีที่แปด ค่าเสื่อมราคาก็จะเป็น 1/36 เมื่อรวมค่าเสื่อมราคาทั้งหมดตลอด 8 ปีก็จะเป็น 36 /36และค่าของเครื่องจักรกลเมื่อครบอายุการใช้งานก็จะมีค่าเท่ากับวิธีเส้นตรง

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีสุดท้ายคือ วิธีที่เรียกว่า declining-balance method ซึ่งจะคิดค่าเสื่อมราคาต่อปีไม่เท่ากันเช่นเดียวกับวิธีที่สอง โดยจะคิดค่าเสื่อมราคาปีแรกสูงและจะลดล เรื่อย ๆ การคิดค่าเสื่อมราคาแต่ละปีเท่ากับจำนวนเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่จากมูลค่าที่เหลืออยู่แต่ละปี ซึ่งจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่จะลดลงโดยทั่วไปนิยมคิดเป็นสองเท่าของเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงด้วยวิธีเส้นตรง เช่น ถ้าอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลเป็น 8 ปี ตามวิธีเส้นตรงมูลค่าของเครื่องจักรกลจะลดลง ปีละ 12 ½  เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเปอร์เซ็นต์ที่จะลดลงตามวิธี declining-balance จะใช้เป็น 25 เปอร์เซ็นต์จากมูลค่าที่เหลืออยู่แต่ละปี ซึ่งหลังจากการใช้งานปีแรกมูลค่าจะเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตั้งแต่เริ่มต้น และหลังจากการใช้งานปีที่สอง มูลค่าจะเหลือ 56 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตั้งแต่เริ่มแรก (หัก 25 เปอร์เซ็นต์ออกจากมูลค่า 75 เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่) และหลังจากการใช้งานไป 8 ปีมูลค่าจะเหลืออยู่ 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตังแต่เริ่มแรก ซึ่งจะไม่เหลือเท่ากับศูนย์เช่นเดียวกับสองวิธีแรก

การเปรียบเทียบการคิดค่าเสื่อมราคาทั้ง 3 วิธีมีตามรูปที่ 13.1 โดยใช้อายุการใช้งาน 8 ปีและมูลค่าเมื่อครบอายุการใช้งานเป็นศูนย์ ซึ่งจะเห็นว่าการคิดตามวิธีที่สองและวิธีที่สามจะให้ผลคล้ายกัน และถ้าจะคิดจำนวนเงินลงทุนโดยเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลซึ่งหาได้จากพื้นที่ภายใต้กราฟตามรูปที่ 13.1 จะเห็นว่าเงินลงทุนโดยเฉลี่ยของสองวิธีหลังจะน้อย กว่าวิธีเส้นตรง สำหรับการคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรกลนิยมจะคิดโดยวิธีเส้นตรงเพราะ เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดและจะไม่ให้ผลแตกต่างจากข้อเท็จจริงมากนัก

safety99 - 0003

1.2  ค่าคอกเบี้ยและค่าประกัน (interest and insurance) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป เนื่องจากต้องนำเงินลงทุนซื้อเครื่องจักรกลมาใช้งาน ซึ่งจะนิยมคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีโดยหาได้ จากสมการคือ

ค่าดอกเบี้ยและค่าประกัน = เงินลงทุนเฉลี่ยต่อปีX(อัตราดอกเบี้ย+อัตราเบี้ยประกัน)

สำหรับเงินลงทุนเฉลี่ยต่อปีสามารถหาได้โดยประมาณจากสมการคือ

เงินลงทุนเฉลี่ยต่อปี = ราคาซื้อ-ราคาขายเมื่อครบอายุการใช้งาน

2

2.  ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน (operating cost)

คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อนำเครื่องจักรกลไปทำงาน ซึ่งจะประกอบด้วย

2.1  ค่านํ้ามันเชื้อเพลิง สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลจะคิดจากอัตราการสิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิงจำเพาะ (โดยประมาณเท่ากับ 0.3 ลิตรต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือเท่ากับ 0.22 ลิตรต่อแรงม้าต่อชั่วโมง) และจากกำลังของเครื่องยนต์ที่ใช้กับเครื่องจักรกล แต่เนื่องจากเครื่องจักรกล ในขณะที่ทำงานไม่ได้ใช้กำลังเต็มที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องจักรกล และสภาพของการทำงาน โดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุดที่กำหนดของเครื่องยนต์ที่ใช้กับเครื่องจักรกล และสามารถประมาณได้ตามรายละเอียดในตารางที่ 13.2

safety99 - 0004.1

ดังนั้นค่านํ้ามันเชื้อเพลิงจึงสามารถหาได้จากสมการคือ

safety99 - 0004.3

2.2  ค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองต่าง ๆ ซึ่งเป็นวัสดุที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามกำหนดเวลา โดยทั่วไปจะมีค่าประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ บวกกับค่าใช้จ่ายในการใช้งาน) และสามารถประมาณได้จากค่านํ้ามันเชื้อเพลิงตามชนิดของเครื่องจักรกล ซึ่งจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่านํ้ามันเชื้อเพลิงตามตารางที่ 13.3

safety99 - 0004

ดังนั้นค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองจึงหาได้จากสมการคือ

safety99 - 0005.1

เนื่องจากการคิดค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองต่าง ๆ จะต้องเลือกเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด ไว้เป็นช่วงตามตารางที่ 13.3 จึงควรที่จะยึดหลักในการเลือกทั่วๆไปคือ สำหรับเครื่องจักรกล ขนาดเล็กต้องเลือกเปอร์เซ็นต์สูง และหากเครื่องจักรกลจะต้องทำงานในที่ที่มีฝุ่นมาก ๆ ก็จะต้อง เพิ่มเปอร์เซ็นต์ตามตารางที่ 13.3 ขึ้นอีกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้หากต้องการค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองต่าง ๆ ที่แม่นยำขึ้นก็สามารถที่จะคิดได้จากปริมาณนํ้ามันหล่อลื่นและ เครื่องกรองที่จะต้องเปลี่ยนในช่วงเวลาต่าง ๆ และราคาของนํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองดังกล่าว แล้วคิดออกมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงทำงาน

2.3  ค่าซ่อมแซม ก็คือค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลเมื่อเครื่องจักรกลชำรุดหรือเมื่อชิ้นส่วนสึกหรอเกินกำหนด ค่าใช้จ่ายนี้ก็คือค่าชิ้นส่วนหรืออะไหล่ที่จะต้องเปลี่ยนและค่าแรงงานที่ใช้ในการซ่อมแซม ค่าซ่อมแซมนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพของการทำงานของเครื่องจักรกล ความชำนาญของพนักงานขับเคลื่อน การดูแลและบำรุง รักษาเครื่องจักรกล และอื่น ๆ ดังนั้นการประมาณค่าซ่อมแซมที่ดีที่สุดก็คือใช้ค่าซ่อมแซมที่เกิดขึ้นจริงจากประวัติของเครื่องจักรกลประเภทเดียวกันและทำงานในสภาพเดียวกัน แต่หากไม่สามารถที่จะหาประวัติดังกล่าวได้ ก็จะใช้ค่าประมาณโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อ (ถ้าเป็นเครื่องจักรกลล้อยางจะต้องหักราคายางออก) โดยมีรายละเอียดตามตารางที่ 13.4 ซึ่งคิดค่าซ่อมแซมเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อ ตามขนาดของเครื่องจักรกล และสภาพของการทำงาน

safety99 - 0005.2

ดังนั้นค่าซ่อมแซมจึงสามารถหาได้จากสมการคือ

safety99 - 0005

สำหรับราคาซื้อที่ต้องหารด้วย 1,000 นั้นก็เพึ่อที่จะให้เปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อเป็นเลขจำนวนเต็ม นอกจากนี้ค่าซ่อมแซมต่อชั่วโมงที่คิดออกมาจะถือว่าเป็นค่าซ่อมแซมที่คงที่ตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักรกล แต่ในข้อเท็จจริงค่าซ่อมแซมจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุการใช้งานของเครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าจะพิจารณาการคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรงที่คิดค่าเสื่อมราคาเท่ากันทุกปี แต่ในข้อเท็จจริงมูลค่าของเครื่องจักรกลในปีแรก ๆ จะลดลงมากกว่าปีหลัง ๆ เมื่อรวมกับค่าซ่อมแซมที่เท่ากันทุกปีจึงทำให้ค่าใช้จ่ายร่วมของทั้งสองรายการนี้จะชดเชยกันไป

2.4  ค่ายาง ก็คือค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องซื้อยางมาเปลี่ยนใหม่เมื่อยางเดิมหมดอายุการใช้งาน ซึ่งค่ายางนี้ก็จะมีเฉพาะเครื่องจักรกลล้อยาง โดยค่ายางก็จะขึ้นอยู่กับราคาของยาง และอายุการใช้งานของยาง ตารางที่ 13.5 จะแสดงอายุการใช้งานของยางตามชนิดของเครื่องจักรกลและสภาพของการใช้งาน

safety99 - 0006.1

อายุการใช้งานที่แสดงในตารางที่13.5 เป็นตัวเลขเฉลี่ยสำหรับกรณีทั่วๆไป ดังนั้น เพึ่อให้ค่าของอายุการใช้งานของยางใกล้เคียงกับสภาพการใช้งานมากยิ่งขึ้น จึงกำหนดตัวคูณตามลักษณะและสภาพของการทำงานขึ้นตามตารางที่ 13.6

safety99 - 0006safety99 - 0007.1

ดังนั้นอายุการใช้งานของยางสามารถหาได้จากสมการ

อายุการใช้งานเป็นชั่วโมง = อายุการใช้งานเฉลี่ยXตัวคูณตามลักษณะและสภาพ

และ

safety99 - 0007.2

สำหรับเครื่องจักรกลตีนตะขาบ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเปลี่ยนชุดเครื่องล่างจะรวมอยู่ ในค่าซ่อมแซม

2.5  ค่าชิ้นส่วนที่สึกหรือเร็ว ก็คือค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องซื้อชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วมาเปลี่ยนใหม่ ซึ่งชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วจะหมายถึงชิ้นส่วนที่มีการสึกหรอโดยรวดเร็วและถอดเปลี่ยนได้ง่าย จึงไม่รวมค่าใช้จ่ายนี้เข้าไว้ในค่าซ่อมแซม ชิ้นส่วนเหล่านี้ได้แก่ ฟันของบุ้งกี๋ ขอบใบมีด มุมใบมีด ปลายของคราด เป็นต้น ค่าชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วสามารถหาได้จากสมการคือ

safety99 - 0007

สำหรับอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว จะมีรายละเอียดตามตาราง ที่ 13.7 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาพของการทำงานด้วย

safety99 - 0008.1

2.6  ค่าพนักงานขับเคลื่อน คือค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาขับเคลื่อนเครื่องจักรกล ซึ่งจะรวมถึงเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยประกัน และอื่น ๆ ที่จะต้องจ่าย ให้แก่พนักงานขับเคลื่อน โดยจะคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง

ตัวอย่างการคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล

รถดันดินตีนตะขาบขนาด 200 แรงม้า ราคาซื้อ 2,100,000 บาท ส่งถึงที่ทำงาน เพื่อนำไปใช้ในงานสร้างถนน อัตราดอกเบี้ยของเงินลงทุน 18% อัตราเบี้ยประกัน 2% ค่านํ้ามันดีเซล 8 บาท/ลิตร ค่าขอบและมุมใบมีดชุดละ 2,000 บาท ค่าพนักงานขับเคลื่อน 4,000 บาท/เดือน และ คิดชั่วโมงการใช้งานเดือนละ 150 ชั่วโมง

วิธีทำ การคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลควรทำตามขั้นตอนคือ

1.  ค่าเสื่อมราคา ตามตารางที่ 13.1 คิดสภาพของการทำงานปานกลาง อายุการใช้งาน จะเป็น 10,000 ชั่วโมง ราคาขายเมื่อครบอายุการใช้งานจะเป็นศูนย์ จะได้ค่าเสื่อมราคาตามวิธี เส้นตรงคือ

safety99 - 0008safety99 - 0009safety99 - 0010

โดยทั่วไปแล้วการทำงานของการควบคุมเหตุฉุกเฉินคือการจำกัดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ โดยมุ่งเน้นไปที่การควบคุมให้ระยะเวลาในการเกิดเหตุฉุกเฉินมีน้อยที่สุด

แนวทางในการ ควบคุมเหตุฉุกเฉิน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การออกแบบเครื่องจักรให้มีปุ่มที่เรียกว่า ปุ่มหยุดฉุกเฉิน หรือ Emergency Stop นั่นเอง

เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ผู้ควบคุมเครื่องจักรก็จะกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินทันที ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นลดลงอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้เครื่องจักรดำเนินการทำงานต่อไป ก็ยิ่งทำให้เหตุร้ายทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

นอกจากการควบคุมเหตุฉุกเฉิน จะช่วยลดอุบัติเหตุแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ หรือความสูญเสียในการผลิตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

emergency stop for conveyor

- เมื่อเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่มีขนาดยาวมาก เกิดติดขัดขึ้น ผู้ทำงานที่ิอยู่ใกล้เครื่องลำเลียงสายพานบริเวณที่เกิดการติดขัดในการลำเลียงสามารถกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้ทันที โดยไม่ต้องวิ่งไปบอกผู้ควบคุมเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่อยู่ในบริเวณที่ห่างไกลออกไป เพราะกว่าจะไปถึงความสุญเสียก็ยากต่อการแก้ไขแล้ว

yale wirefree premium alarm kit hsa6400
philips hf3485 wakeup light with radio alarm
lumie bodyclock starter 30 wakeup light alarm clock