Archive for January 25th, 2012

แผนงานด้านเครื่องจักรกลก็คือ บรรทัดฐานที่จะใช้ในการประเมินผลจากแผนงานด้านเครื่องจักรกลได้กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรกลจะใช้งานได้เท่าใดจะต้องซ่อมและบำรุงรักษาอย่างไร

ดังนั้นการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลจึงสามารถจัดทำได้ดังต่อไปนี้

1.  การประเมินผลการใช้เครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในแผนกับชั่วโมงทำงานจริง ก็จะทราบว่าการใช้เครื่องจักรกลเต็มที่หรือไม่ หากชั่วโมงทำงานจริงตํ่ากว่าที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องจักรกลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

2.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งทำงานจริง รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

3.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่ได้ปฎิบัติจริง ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเวลาที่ใช้ในการซ่อมที่กำหนดไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงและเวลาที่ใช้จริงด้วย ซึ่งผลเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละอันจะแสดงถึงผลและสาเหตุการขัดข้องของงานแต่ละอย่างได้ด้วย

สำหรับการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลประเภทที่เหลือคือ งานจัดหาเครื่องจักรกล งานจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล และงานจัดหาอะไหล่นั้นก็สามารถเปรียบเทียบงานที่จัดทำจริงกับความต้องการ หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่วางไว้ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากการประเมินผลงานดังกล่าวข้างด้นแล้ว ยังสามารถจะประเมินผลงานโดยใช ตัวชี้ (index) ต่าง ๆ อีกเช่น

1.  ความเชื่อถือหรือความไว้วางใจ (reliability) ซึ่งหาได้จากสมการคือ

safety100 - 0009.1

โดย R = ความเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์

o = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริงในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

D = เวลาที่เครื่องจักรกลหยุดเนื่องจากต้องทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเดียวกัน

ถ้าความเชื่อถือมีเปอร์เซ็นต์สูงแสดงว่าเครื่องจักรกลอยู่ในสภาพที่ดี

2.  การนำไปใช้งาน (utilization) ซึ่งหาได้จากสมการ

safety100 - 0009

โดย   U = การนำไปใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์

T0 = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริง

Tm= เวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษา

Tr = เวลาที่ใช้ในการซ่อม

Ti = เวลาที่สูญเปล่าในการจอดรอการทำงาน

เปอร์เซ็นต์การนำไปใช้งานจะแสดงถึงประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องจักรกลว่ามากน้อยเพียงไร

3.  ความพร้อมในการใช้งาน (availability) ซึ่งหาได้จากสมการ

safety100 - 0010

โดย    A = ความพร้อมในการใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์

Ta = เวลาที่เครื่องจักรควรจะทำงานได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

ความพร้อมในการใช้งานจะแสดงถึงสภาพของเครื่องจักรกลว่าจะพร้อมที่จะนำไปใช้งานตามความต้องการเพียงใด ซึ่งจะแตกต่างจากความเชื่อถือได้ โดยความเชื่อถือได้จะคิดว่าเมื่อเครื่องจักรกลนำไปใช้งานแล้วจะมีการเสียและต้องหยุดมากน้อยเพียงใด

เพื่อทำให้สามารถควบคุม สั่งการ และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีการเก็บประวัติของเครื่องจักรกลที่ละเอียดถูกต้อง และสมํ่าเสมอ ประวัติ ของเครื่องจักรกลที่จำเป็นสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.  ข้อมูลจำเพาะของเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายละเอียดคือประเภท ชนิด และขนาดของเครื่องจักรกล บริษัทผู้ผลิต หมายเลขของเครื่องจักรกล บริษัทผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตรุ่น และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ เช่น เครื่องยนต์ ห้องเกียร์ เป็นต้น วันที่ได้รับ และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะบันทึกลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.5

safety100 - 0029

2.  ประวัติการใช้เครื่องจักรกล โดยทั่วไปจะแสดงถึงการใช้เครื่องจักรกลแต่ละวัน จะประกอบด้วยรายละเอียดของจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน นํ้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นที่ใช้และประเภทของงานที่ทำ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.6

safety100 - 0030

3.  ประวัติการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายการที่ทำการบำรุงรักษา รายการอะไหล่และวัสดุที่ใช้ในการบำรุงรักษา ระยะเวลาที่ทำการบำรุงรักษา ผู้ทำการบำรุงรักษา โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.7

safety100 - 0031

4.  ประวัติการซ่อมเครื่องจักรกล ก็จะประกอบด้วยรายการที่ทำการซ่อม รายการ อะไหล่และวัสดุที่ใช้ ระยะเวลาที่ทำการซ่อม ผู้ทำการซ่อม สาเหตุการขัดข้องและข้อแนะนำ การแก้ไข โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.8

safety100 - 0032