Archive for January, 2012

dead man control คือ อะไร และช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานได้อย่างไร วันนี้ เรามาทำความรู้จักกันครับ

dead-man control คือระบบที่ติดตั้งในเครื่องจักร หรือ อุปกรณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ เฉพาะในสภาวะที่มีัสติและสมาธิครบถ้วนเท่านั้น

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ผู้ที่ทำงานด้วยจิตใจเหม่อลอย ไม่มีสมาธิในการทำงาน มักจะเกิดอุบัติเหตุในการทำงานได้ง่ายกว่าผู้ที่มีสติ และความรอบคอบ ตลอดเวลาที่ทำงาน

ด้วยระบบ dead-man control  อุปกรณ์หรือเครื่องจักรจะทำงานได้ในกรณีที่ผู้ควบคุมและใช้งานเครื่องจักร ทำการกด บีบ เหยียบ หรืออื่นๆที่เป็นการควบคุมเครื่องจักรไว้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

- เครื่องปิดฝากระป๋อง ในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง นำระบบ dead-man control มาใช้ โดยเครื่องจักรจะทำงาน เมื่อพนักงาน กดปุ่ม2ปุ่มพร้อมกัน โดยปุ่มหนึ่งจะอยู่ที่ด้านซ้ายมือ ปุ่มหนึ่งอยู่ด้านขวามือ  นั่นหมายความว่า พนักงานจะไม่ถูกเครื่องจักรนี้หนีบมืออย่างแน่นอน เพราะต้องใช้มือข้างซ้ายกดสวิทซ์ด้านซ้ายไว้  และใช้มือด้านขวากดสวิทซ์ด้านขวา ค้า่งไว้

- การนำระบบ dead-man control มาใช้กับเครื่องเจียร์  ที่สวิทซ์เปิดหรือปิดเครื่อง จะถูกปลดล็อคให้ผู้ใช้งาน ต้องเอานิ้วโป้งดันสวิทซ์เปิดเครื่องไว้ตลอดเวลาที่ใช้งาน นั่นหมายความว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้งานไม่มีสมาธิในการใช้เครื่องมือ ก็จะปล่อยนิ้วจากสวิทซ์เปิดเครื่องเจียร์ เครื่องเจียร์ก็จะหยุดทำงาน เช่นเดียวกัน ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ผู้ใช้งานเครื่องเจียร์ก็จะปล่อยปุ่มสวิทซ์ เครื่องเจียร์ก็จะหยุดทำงาน ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุลดลง

deadman control

สำหรับการนำระบบ dead-man control มาใช้ในการป้องกันอุบัติเหตุ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆในสถานประกอบการได้มากมาย ลองนำวิธีนี้ไปใช้กันนะครับ

รถบรรทุก

รถบรรทุก (truck) จะทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายวัสดุและอุปกรณ์ในงานก่อสร้าง เช่น จะใช้งานร่วมกับรถตักในการเคลื่อนย้ายดินไปเทในที่ไกล ๆ หรือลำเลียงวัสดุมาใช้ในการทำถนน หรือใช้ในการขนวัสดุมาใช้ในการก่อสร้าง หรืออาจจะใช้ในการขนส่งเครื่องจักรกลไปยังที่ที่จะทำการก่อสร้าง รถบรรทุกที่ใช้ในงานก่อสร้างที่สำคัญ ๆ ก็จะมี

1.  รถบรรทุกกระบะ

จะใช้ในการลำเลียงวัสดุได้แก่ หิน ทราย ซีเมนต์และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอื่นๆ โดยทั่วไปจะใช้ขนาดนํ้าหนักบรรทุก 6 ตัน แบบ 4×2 (6 ล้อ ขับเคลื่อนสองล้อหลัง) จนถึงขนาดนํ้าหนักบรรทุกประมาณ 15ตันแบบ 6×2 (10 ล้อขับเคลื่อนสองล้อกลาง) หรือแบบ 6×4 (10 ล้อขับเคลื่อนสี่ล้อหลัง) สำหรับส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกกระบะจะประกอบด้วยเครื่องยนต์นิยมใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 120 แรงม้า ถึงประมาณ 300 แรงม้า ระบบถ่ายทอดกำลังโดยทั่วไปจะใช้คลัตช์แบบแห้งแผ่นเดียว ห้องเกียร์เป็นห้องเกียร์แบบธรรมดา ระบบเบรกจะเป็นแบบน้ำมันโดยใช้ลมช่วย หรือเป็นแบบเบรกลมมีเบรกไอเสียช่วย กระบะอาจจะเป็นกระบะไม้หรือกระบะเหล็กก็ได้

safety97 - 0020.1

2.  รถกระบะเทท้าย (rear dump truck)

ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดที่ใช้บนถนน (highway dump truck) จะมีส่วนประกอบเช่นเดียวกับรถบรรทุกกระบะ ยกเว้นตัวกระบะจะติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้ยกกระบะขึ้นเพื่อเทวัสดุออกที่ด้านท้าย ซึ่งจะควบคุมการทำงานด้วยระบบไฮดรอลิก โดยใช้กระบอกไฮดรอลิกยกกระบะขึ้นลง ส่วนรถกระบะเทท้ายอีกชนิดหนึ่งก็คือขนาดที่ไม่ใช้บนถนน (off-highway dump truck) รถกระบะเทท้ายแบบนี้ไม่ใช้บนถนนก็เพราะว่ามีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากเกินกว่าที่จะวิ่งบนถนนได้ โดยจะมีนํ้าหนักบรรทุกตั้งแต่ 20 ตันถึงประมาณ 200 ตัน เครื่องยนต์ที่ใช้จะมีขนาดตั้งแต่ 200 แรงม้าถึงประมาณ 2,000 แรงม้า ระบบถ่ายทอดกำลังนิยม ใช้ทอร์คอนเวอร์เตอร์กับห้องเกียร์แบบใช้นํ้ามันช่วย สำหรับรถขนาดตั้งแต่ 150 ตันขึ้นไประบบถ่ายทอดกำลังอาจเป็นแบบใช้ไฟฟ้าก็ได้ นอกจากนี้ระบบบังคับเลี้ยวยังอาจใช้เป็นแบบหักลำตัวก็ได้

ลิฟต์

ลิฟต์ที่ใช้ในงานก่อสร้างโดยทั่วไปจะเป็นงานก่อสร้างในอาคารสูงซึ่งเป็นลิฟต์ที่ใช้ในการส่งคนและวัสดุก่อสร้าง หรืออาจจะเป็นลิฟต์ที่ใช้เฉพาะส่งวัสดุเพียงอย่างเดียว เช่น ลิฟต์ที่ ใช้ในการขนส่งคอนกรีต เป็นต้น

safety95 - 0018

ส่วนประกอบของลิฟต์ที่ใช้ในงานก่อสร้างจะต้องมีโครงในแนวตั้งทำหน้าที่เป็นรางในแนวดิ่งบังคับให้ห้องส่งของหรือห้องโดยสารเลื่อนขึ้นลงในแนวของโครง โครงในแนวตั้งนี้จะยึดติดกับพื้นและจะยึดติดกับตัวอาคารที่ทำการก่อสร้างด้วยเพื่อเพิ่มความแข็งแรง นอกจากโครงในแนวตั้งแล้วลิฟต์ก็จะต้องประกอบด้วยห้องโดยสารหรือห้องส่งของ โดยทั่วไปทำเป็นห้องสี่เหลี่ยมกั้นโดยรอบด้วยตะแกรงลวดตาข่ายมีประตูปิดเปิดซึ่งมีระบบล็อกด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อป้องกันการเปิดประตูในขณะลิฟต์เคลื่อนที่ โดยประตูจะเปิดได้เมื่อลิฟต์จอดสนิทเท่านั้น

การยกห้องโดยสารหรือห้องส่งของขึ้นลงจะกระทำด้วยชุดกว้านที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่กว้านเคเบิลหรือลวดสลิงที่ใช้ยกห้องโดยสารหรือห้องส่งของ โดยชุดกว้านนี้จะมีระบบเบรกที่ใช้ในการหยุดลิฟต์ นอกจากนี้ก็จะมีตัวปลดเบรก ในกรณีที่ไฟฟ้าดับ ถ้าลิฟต์ค้างอยู่ตอนบนก็สามารถที่จะบังคับให้ลิฟต์เคลื่อนลงด้วยนํ้าหนักของตัวเองและจะมีเบรกฉุกเฉิน (em­ergency safety brake) เพื่อทำหน้าที่ในกรณีที่เบรกของชุดกว้านไม่ทำงานและลิฟต์เคลื่อนลงเร็วกว่าความเร็วปกติ เบรกฉุกเฉินนี้จะทำหน้าที่หยุดลิฟต์ทันที

ขนาดของลิฟต์นิยมกำหนดด้วยนํ้าหนักที่ยกขึ้นได้ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของโครงสร้างของตัวลิฟต์และขนาดของตัวกว้าน การเลือกขนาดของลิฟต์จึงต้องคำนึงถึงความต้องการ ในการขนคนหรือวัสดุขึ้นไปในแต่ละเที่ยว

เทาเวอร์เครน (tower crane) เป็นเครื่องยกหรือปั้นจั่นประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างอาคารสูง สำหรับยกวัสดุต่าง ๆ ขึ้นไปในที่สูงตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการ เช่น การยกบุ้งกี๋คอนกรีตขึ้นไปเท การยกคานที่หล่อสำเร็จขึ้นไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ เทาเวอร์เครนจะเหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่และสูงโดยเฉพาะอาคารที่สูงตั้งแต่ 10 ชั้นขึ้นไป

เทาเวอร์เครนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งไต้ตามลักษณะของการติดตั้งเป็นแบบติดตั้งบนรถ (mobile crane) แบบติดตั้งบนราง (rail mounted) และแบบติดตั้งอยู่กับที่ (stationary) เทาเวอร์เครนทั้ง 3 แบบจะมีลักษณะของโครงสร้างคล้าย ๆ กัน คือจะประกอบด้วยโครงสร้าง ในแนวตั้ง มีลักษณะเป็นหอสูงซึ่งมีขนาดความสูงหลายขนาด แล้วแต่ขนาดของเทาเวอร์เครน และความต้องการในการใช้งานโดยทั่วไปเทาเวอร์เครนขนาดหนึ่ง ๆ สามารถที่จะต่อความสูง ของหอหรือโครงสร้างในแนวตั้งได้ตามความต้องการของงาน แต่ก็จะมีขีดจำกัดอันหนึ่งตามขนาด ของตัวโครงสร้าง ที่ส่วนบนของโครงสร้างในแนวตั้งก็จะมีโครงสร้างในแนวนอนติดตั้งไว้มีลักษณะเป็นแขน โดยแขนในแนวนอนนี้จะติดตั้งอยู่บนแป้นหมุนที่สามารถหมุนได้รอบตัวและแขนในแนวนอนนิยมทำเป็นสองส่วน คือส่วนของแขนที่ใช้ในการยกของ และส่วนของแขนถ่วงซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับแขนที่ใช้ในการยกของ ที่ปลายของแขนถ่วงจะใช้ก้อนนํ้าหนักถ่วง โดยทั่วไปจะใช้แท่งคอนกรีต การใช้แท่นถ่วงนี้ก็เพื่อที่จะให้การทรงตัวของเทาเวอร์เครนในการยกนํ้าหนักดียิ่งขึ้น สำหรับด้านบนของแขนในแนวนอนทั้งสองส่วนจะมีแท่งเหล็กโยงยึดแขนเข้ากับปลายของหอ หรือโครงสร้างในแนวตั้งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของแขนในแนวนอนดังกล่าว

นอกจากตัวโครงสร้างแล้ว เทาเวอร์เครนก็จะต้องมีชุดเครื่องยก ชุดหมุนแขนยก และห้องควบคุม ชุดเครื่องยกโดยทั่วไปจะประกอบด้วยเคเบิลหรือลวดสลิงที่ร้อยผ่านชุดรอกต่าง ๆ  และตัวกว้าน ตัวกว้านมีลักษณะเป็นดรัม (drum) สำหรับม้วนลวดสสิงซึ่งขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีชุดเบรกเพื่อใช้หยุดการหมุนของดรัมติดตั้งอยู่ด้วย ตัวกว้านของเทาเวอร์เครนจะมี 2 ชุดคือ ตัวกว้านที่ใช้เลื่อนชุดขอยกของไปในแนวนอนตามแนวของแขนยก (trolley) และตัวกว้านที่ใช้ในการยกชุดขอยกของขึ้นลง (lift) สำหรับชุดหมุนแขนยกจะประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขับเคลื่อนเฟืองตัวเล็กเพื่อไปขับเฟืองวงกลมที่ติดอยู่กับแป้นหมุน โดยชุดหมุนแขนยกนี้ก็จะมีระบบเบรกใช้ในการหยุดการหมุนของชุดหมุนแขนยกเช่นกัน ส่วนห้องควบคุมจะติดตั้งอยู่กับโครงที่หมุนไปกับแขนยกซึ่งอยู่ที่ด้านบนของหอ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ควบคุมสามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ของเทาเวอร์เครนและของที่ยกในขณะทำงานได้ดี

safety95 - 0017

ความสามารถในการทำงานของเทาเวอร์เครนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการ เช่นเดียวกับเครนหรือจั่นชนิดอื่น ๆ คือ การทรงตัวของตัวแท่นและความแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของเครน ตามรูปที่ 12.21 จะแสดงถึงความสามารถในการทำงานของเทาเวอร์เครน ซึ่งจะเห็นว่านํ้าหนักสูงสุดที่สามารถยกได้นั้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะยกในแนวนอนจาก กึ่งกลางของหอ ยิ่งตำแหน่งที่จะยกอยู่ห่างจากกึ่งกลางของหอมากเท่าใด นํ้าหนักสูงสุดที่จะยกก็จะน้อยลงเท่านั้น

ปั้นจั่น

ปั้นจั่น (crane) เป็นเครื่องมือกลที่ใช้ในการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุแข็งขนาดใหญ่สำหรับงานก่อสร้างอาคารและโครงสร้าง และสำหรับงานขึ้นของลงของทั่ว ๆ ไป ปั้นจั่นจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ  ส่วนของเครื่องยก (hoisting machinery) และส่วนของเสาหรือแขนยกหรือคาน เครื่องยกหรือชุดกว้านจะประกอบด้วยดรัมซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยกำลังจากเครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้า โดยดรัมจะกว้านสลิงขึ้นลงโดยผ่านชุดรอกต่าง ๆ

ปั้นจั่นที่ใช้งานในการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุในปัจจุบันมีหลายชนิดและประเภทซึ่งพอ ที่จะแบ่งตามลักษณะต่าง ๆ ได้คือ

1.  แบ่งตามลักษณะของการเคลื่อนที่ของเสา หรือแขนยก หรือคาน

ซึ่งจะแบ่งเป็น

1.1 traveling crane ประกอบด้วยคานซึ่งปลายทั้งสองของคานจะเป็นลูกล้อที่เคลื่อนที่ไปบนราง โดยปกติแล้วจะเป็นรางซึ่งยกสูงสำหรับชุดกว้านหรือเครื่องยกก็จะเคลื่อนที่ไปมาได้ ในแนวของคานตามรูปที่ 12.9 ปั้นจั่นชนิดนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานยกภายในอาคาร

safety95 - 0011.1

1.2 gantry crane เป็นปันจั่นซึ่งปรับปรุงมาจาก traveling crane เพื่อจะนำไปใช้ งานภายนอกอาคาร ตัวคานจะมีขาสองด้านซึ่งขาก็จะมีลูกล้อที่จะใช้เลื่อนไปบนรางหรือเลื่อนไปบนพื้น ส่วนชุดกว้านหรือเครื่องยกก็จะเคลื่อนที่ไปมาได้เช่นเดียวกับ traveling crane และชุดกว้านโดยทั่วไปก็จะเป็นแบบกว้านไฟฟ้า สำหรับขนาดเล็กอาจจะเป็นกว้านแบบใช้คนดึงหรือ ใช้คนหมุนก็ได้

safety95 - 0011

1.3  rotory crane ปั้นจั่นแบบนี้อาจจะมีแขน (boom) ยื่นออกไป ปลายด้านล่างของ แขนยกจะยึดติดกับแกนหรือแท่นที่หมุนได้รอบตัว ซึ่งแท่นหมุนนี้อาจจะยึดติดตายกับพื้นหรือเป็นชนิดที่เคลื่อนที่ได้ หรือเป็นชนิดที่ยึดติดกับตัวรถก็ได้ สำหรับชุดกว้านก็จะเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยกำลังจากเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้า หรือเป็นกว้านแบบใช้คนดึงหรือใช้คนหมุนก็ได้

1.4  jib crane เป็นปั้นจั่นที่รวมเอาการทำงานบางส่วนของ gantry crane และ rotary crane เข้าด้วยกัน โดยที่คานยกจะอยู่ในแนวระดับ ชุดกว้านจะเคลื่อนที่ได้ในแนวคาน สำหรับตังคานจะยึดติดกับสลักหรือแท่นที่หมุนได้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่หมุนรอบตัว

safety95 - 0012

2.  แบ่งตามลักษณะของแท่นหรือตัวรองรับ

ซึ่งจะแบ่งเฉพาะ rotary crane โดยจะแบ่งเป็น

2.1  ชนิดที่ติดตั้งบนรถล้อยางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ (rubber tire carrier mounted crane) ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะเป็นแบบที่ขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้อ สามารถเคลื่อนที่ไปได้ในที่ขรุขระ และสามารถแบ่งออกเป็น rough terrain cranes สำหรับใช้งานในที่ขรุขระ และเป็นแบบ indistrial cranes สำหรับใช้งานในโรงงาน

2.2  ชนิดที่ติดตั้งบนรถบรรทุก (truck mounted crane) เป็นปั้นจั่นที่ออกแบบมาสำหรับติดตั้งบนรถบรรทุกที่มีขายในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป หรือออกแบบสำหรับติดตั้งบนรถบรรทุกที่ ออกแบบขึ้นมาเอง รถปั้นจั่นแบบนี้เหมาะที่จะใช้งานในที่เรียบและสามารถเคลื่อนย้ายไปในที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว

safety98.1

2.3  ชนิดที่ติดตั้งบนรถตีนตะขาบ (crawler mounted crane) เป็นปั้นจั่นที่ติดตั้งบนรถตีนตะขาบเพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ไปได้ในที่ลุ่มแต่ความเร็วในการเคลื่อนที่จะตํ่า และการเคลื่อน ย้ายไปในที่ต่าง ๆ จะทำได้ยากคือจะต้องใช้รถลากจูงในการเคลื่อนย้าย

safety98

3.  แบ่งตามลักษณะของแขนยก

ซึ่งจะแบ่งเฉพาะ rotary crane เช่นกัน โดยจะแบ่งเป็น

3.1  knuckleboom หรือ articulating boom crane เป็นปั้นจั่นที่มีแขนยกที่ทำเป็นชิ้น ๆ และเชื่อมต่อกันด้วยข้อต่อที่หักตัวได้ โดยปกติแล้วจุดที่หักตัวได้นี้มีประมาณ 1-2 จุด ปั้นจั่นชนิดนี้ส่วนมากเป็นปั้นจั่นชนิดที่ใช้ติดตั้งกับรถบรรทุกที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด

safety95 - 0022.1

สำหรับลักษณะการใช้งานนั้นจะเหมาะสมกับการใช้งานในการขึ้นของและลงของจากกระบะของตัวรถที่ติดปั้นจั่นเอง

3.2  telescoping boom crane เป็นปั้นจั่นที่มีแขนยกที่ยืดออกได้โดยแขนยกจะสวมกันอยู่ จะยืดออกทีละช่วงหรือชั้น โดยทั่วไปแล้วแขนยกจะทำเป็น 3-4 ชั้นสวมกันอยู่ แขนยกแบบนี้ จะไม่มีจุดหัก แต่จะยกขึ้นลงได้ที่จุดของแกนหมุน สำหรับลักษณะงานที่ใช้นั้นจะเหมาะสมกับงานก่อสร้างหรือเคลื่อนย้ายวัสดุทั่ว ๆ ไป

safety95 - 0022

3.3  fixed boom เป็นปั้นจั่นที่มีแขนยกตายตัว คือไม่สามารถยืดออกได้และไม่มีจุดที่หัก การใช้งานของปั้นจั่นนี้จะจำกัดกว่าปั้นจั่นที่มีแขนยกสองแบบแรก แขนยกของปั้นจั่นแบบนี้อาจจะเป็นท่อนเหล็กหรือเป็นโครงเหล็กที่ประกอบขึ้นจากเหล็กหลาย ๆ ชิ้นก็ได้

safety95 - 0013.1

ความสามารถในการทำงานของปั้นจั่นก็คือ ขนาดนํ้าหนักสูงสุดที่ปั้นจั่นจะยกและเคลื่อนย้ายได้ สำหรับ rotary crane ความสามารถในการทำงานจะแสดงถึงขนาดนํ้าหนักสูงสุดที่ปั้นจั่น จะยกและเคลื่อนย้ายได้ที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของแขนยก ความสามารถในการทำงานของ rotary crane นี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการ คือการทรงตัว (stability) ของตัวรถหรือตัวแท่น และความแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของปั้นจั่น (strength of material)

1.  การทรงตัวของตัวรถหรือตัวแท่น ก็คือสภาวะที่ตัวรถหรือตัวแท่นไม่เคลื่อนที่หรือไม่พลิกเอียงเมื่อยกน้-หนัก ซึ่งสำหรับปั้นจั่นแบบ rotary crane แล้วในการยกนํ้าหนักจะเป็นการยกนํ้าหนักขึ้นลงในแนวดิ่ง ซึ่งไม่ทำให้ตัวรถหรือตัวแท่นเคลื่อนที่ ดังนั้นการทรงตัวก็จะ

safety95 - 0013

คำนึงถึงเฉพาะการพลิกเอียงของตัวรถเมื่อยกนํ้าหนักเท่านั้น สภาวะที่ตัวรถหรือตัวแท่นไม่พลิกเอียง ก็คือสภาวะทีตัวรถหรือตัวแท่นสมดุล (equilibrium) ซึ่งหมายความว่าโมเมนต์ซึ่งเกิดจากแรงต่าง ๆ ที่กระทำต่อตัวรถหรือตัวแท่นจะมีค่ารวมกันแล้วเป็นศูนย์ สามารถเขียนเป็นสมการได้คือ

safety95 - 0014.1= 0

safety95 - 0014.1 = ผลรวมของโมเมนต์ที่เกิดจากแรงต่างๆที่กระทำต่อตัวรถหรือตัวแท่น

ความสามารถในการทำงานของปั้นจั่นเมื่อคำนึงถึงการทรงตัวของตัวรถหรือตัวแท่น ในที่นี้ก็หมายถึงน้ำหนักสูงสุด (w1) ที่รถปั้นจั่นจะยกขึ้นได้ โดยที่ตัวรถจะไม่พลิกเอียง ซึ่งตาม รูปที่ 12.19 ถ้านํ้าหนักที่ยก (w1) มากเกินไป รถปั้นจั่นจะพลิกเอียงรอบแกน A-A

ดังนั้นถ้าคิดโมเมนต์รอบแกน A-A ในสภาวะที่ตัวรถสมดุล สำหรับนํ้าหนักที่ยก w1 มากที่สุดก็คือสภาวะสมดุลที่แรงกระทำของพื้นที่ล้อหลังเป็นศูนย์ซึ่งจะได้

safety95 - 0014

สำหรับแกนหมุนของรถปันจั่นแบบ rotory crane เนื่องจากปั้นจั่นแบบนี้สามารถทำงานได้รอบตัวหรือ 360 องศา ทำให้แกนหมุนหรือจุดหมุนนั้นเปลี่ยนไปตามตำแหน่งของปั้นจั่นขณะทำงาน โดยจุดหมุนของรถปั้นจั่นก็คือจุดที่ยางหรือขาหยั่ง (outrigger) ที่ใกล้นํ้าหนักที่ยกมากที่สุด

2.  ความแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของปั้นจั่น ความแข็งแรงของวัสดุจะขึ้นอยู่กับชนิดขนาดและรูปร่างของวัสดุ วัสดุชิ้นใด ๆ จะมีความแข็งแรงพอเพียงก็ต่อเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัสดุชิ้นนั้น แล้ววัสดุชิ้นนั้นสามารถรับแรงที่มากระทำนั้นได้ โดยไม่แตกหัก งอ หรือ บิดเบี้ยว

ตารางแสดงขีดความสามารถในการทำงานของปั้นจั่นสำหรับปั้นจั่นแบบ rotary crane และใช้แขนยกแบบยืดออกได้นั้นจะขึ้นอยู่กับการทรงตัวของตัวรถหรือแท่นและความแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ทำส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งตารางแสดงขีดความสามารถในการทำงาน จึงต้องกำหนดด้วยรายละเอียดต่าง ๆ คือ

1.  ตารางขอบเขตของการทำงาน (range diagram) ซึ่งเป็นตารางแสดงถึงขอบเขตของการทำงานของรถปั้นจั่น โดยทั่วไปจะเขียนเป็นกราฟ เช่น รูปที่ 12.20 แกนตั้งจะเป็นความสูงของขอเกี่ยว (hook elevation) หรือความสูงในแนวดิ่งของแขนยกนั่นเอง ซึ่งจะเป็นค่าแสดง ถึงความสามารถในการยกของขึ้นสูงในแนวดิ่ง สำหรับแกนนอนเป็นระยะรัศมีของการทำงาน หรือระยะห่างในแนวนอนเมื่อวัดจากแกนหมุน แกนหมุนในที่นี้ก็คือแกนผ่านจุดศูนย์กลางของแท่นหมุนระยะห่างในแนวนอนนี้ก็จะแสดงถึงความสามารถในการยกของที่อยู่ไกลจากแกนหมุนได้มากน้อยเพียงใด

safety95 - 0015

สำหรับรายละเอียดขอบเขตของการทำงานนั้นก็จะแสดงขอบเขตคือความสูงของขอเกี่ยว และระยะห่างในแนวนอนที่มุมเอียงของแขนยกต่าง ๆ กัน และที่ความยาวของแขนยกต่าง ๆ กัน ตารางขอบเขตของการทำงานนี้จะแสดงรายละเอียดของรถปั้นจั่นเมื่อไม่ยกนํ้าหนัก แต่ถ้ายกนํ้าหนัก แล้วแขนยกจะงอเล็กน้อยทำให้มุมเอียงของแขนยกที่ระยะห่างในแนวนอนเท่ากับในตารางขอบเขต ของการทำงานจะผิดไปจากแสดงไว้ คือมุมเอียงของแขนยกจะเพิ่มขึ้น

2.  ตารางแสดงนํ้าหนักที่สามารถยกได้ ตารางนี้โดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 ตารางคือ

2.1  ตารางแสดงนํ้าหนักที่สามารถยกได้เมื่อขาหยั่งยืดออกหมด สำหรับการทำงาน รอบตัว จะแสดงถึงนํ้าหนักที่สามารถยกได้ที่ความยาวของแขนยกขนาดต่าง ๆ และที่ระยะรัศมีของการทำงานระยะต่าง ๆ

2.2  ตารางแสดงนํ้าหนักที่สามารถยกได้เมื่อขาหยั่งยืดออกหมดเฉพาะการทำงานด้านหน้า ของรถปั้นจั่น จะแสดงถึงนํ้าหนักที่สามารถยกได้ที่ความยาวของแขนยกขนาดต่าง ๆ และที่ระยะ รัศมีของการทำงานระยะต่าง ๆ เช่นกัน แต่สำหรับการทำงานด้านหน้าของรถปั้นจั่นนี้จะสามารถยกนํ้าหนักได้มากขึ้น เพราะนํ้าหนักของตัวรถจะช่วยถ่วงไม่ให้เกิดการพลิกเอียงได้มากกว่า การทำงานด้านข้าง

2.3  ตารางแสดงนํ้าหนักที่สามารถยกได้เมื่อไม่ใช้ยาหยั่ง ซึ่งเรียกว่า on rubber ca­pacities ตารางนี้จะแสดงถึงนํ้าหนักที่สามารถยกได้ที่รัศมีของการทำงานระยะต่าง ๆ โดยจะแยกเป็นความสามารถเมื่อรถปั้นจั่นหยุดอยู่กับที่ และเมื่อรถปั้นจั่นเคลื่อนที่ไป ซึ่งความสามารถนี้ก็จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของแขนยกและขนาดของยางด้วย

2.4  ตารางแสดงนํ้าหนักที่สามารถยกได้เมื่อต่อแขนออกไป (jib capacities) จะแสดงถึงนํ้าหนักที่สามารถยกได้ที่มุมของแขนยกและที่มุมของแขนต่อที่ทำกับแขนยกต่าง ๆ กัน

3.  ตารางแสดงบริเวณของการทำงาน (lifting-area diagram) ซึ่งจะกำหนดบริเวณ ต่าง ๆ ของการทำงาน โดยแบ่งเป็นด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง รวมถึงตำแหน่งกึ่งกลางด้านหน้า

คอนกรืตเป็นวัสดุที่ใช้ทำชิ้นส่วนที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น เสา พื้น และคาน ซึ่งในปัจจุบัน คอนกรีตยังเป็นที่นิยมอยู่มาก ทั้งนี้เนื่องจากความคงทนแข็งแรงและราคาถูก คอนกรีตทั่วไปจะประกอบด้วยซีเมนต์ กรวดหรือหิน ทราย และนํ้า ผสมเข้าด้วยกัน บางครั้งอาจจะใส่ตัวเติมเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น ให้แข็งตัวเร็ว หรือลดการแยกตัวอีกก็ได้ สำหรับสัดส่วนของส่วนประกอบ ของคอนกรีต จะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของคอนกรีตที่ต้องการ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการออกแบบโดย กำหนดสัดส่วนของส่วนประกอบและชนิดของส่วนประกอบที่แน่นอน เพื่อจะให้ได้คอนกรีตที่มีคุณสมบัติตามต้องการ เมื่อกำหนดสัดส่วนและชนิดของส่วนประกอบที่แน่นอนได้แล้ว การที่จะได้มาซึ่งงานคอนกรีตนั้นก็จะเป็นไปตามผังขบวนการงานคอนกรีตที่ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ คือ

1.  การจัดปริมาณของส่วนผสม (batching the materials) ก็คือการควบคุมให้ปริมาณของส่วนประกอบแต่ละชนิดที่จะส่งไปยังเครื่องผสมมีปริมาณตามที่กำหนด ซึ่งการจัดปริมาณของส่วนผสมนี้อาจกระทำโดยการควบคุมปริมาตรหรือนํ้าหนักก็ได้ แต่การควบคุมโดยนํ้าหนักนั้นจะเชื่อถือได้มากกว่าการควบคุมโดยปริมาตร ดังนั้นถ้าจะควบคุมโดยนํ้าหนัก การจัดปริมาณของส่วนผสมก็จำเป็นจะต้องมีเครื่องชั่ง

2.  การผสม (mixing) ก็คือ การนำเอาส่วนประกอบที่จัดได้อย่างพอเหมาะแล้วมาคลุก ข้าด้วยกัน และจะรวมถึงการเติมนํ้าด้วยปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้นํ้าผสมกับซีเมนต์และทำให้ของผสมทั้งหมดที่เรียกว่าคอนกรีตสามารถเปลี่ยนรูปร่างเพื่อจะหล่อเป็นชิ้นส่วนตามรูปร่างที่ต้องการได้ การผสมอาจจะทำได้โดยแรงคนหรืออาจจะใช้เครื่องจักรที่นิยมใช้กันมากก็คือโม่ ซึ่งจะหมุนเพื่อให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ภายในผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

3.  การลำเลียงและขน (handling and transporting) หมายถึงการรับคอนกรีตออกจากที่ผสมหรือโม่แล้วขนไปเทยังที่ที่กำหนด การลำเลียงและขนนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้รถเข็นไปเท การใช้บุ้งกี๋ยกโดยปั้นจั่น การใช้สายพานลำเลียง การใช้รถบรรทุก และการใช้รถผสมคอนกรีตหรือรถโม่ ซึ่งการเลือกวิธีการลำเลียงและขนวิธีใดวิธีหนึ่งจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่าย การแยกตัวของคอนกรีต และเวลาที่คอนกรีตจะเริ่มแข็งตัว

4.  การเท (placing) ก็คือนำคอนกรีตที่ลำเลียงและขนมาเทเข้าไปในแบบหรือที่ที่ต้องการ โดยไม่ให้มีการแยกตัว และไม่ให้มีช่องว่างภายใน ซึ่งในการเทอาจจะต้องใช้อุปกรณ์บางอย่างช่วย เช่น หัวสั่นคอนกรีต

5.  การแต่ง (finishing) หมายถึงการตบแต่งผิวคอนกรีตหลังจากการเทเพื่อให้ชิ้นส่วนที่เป็นคอนกรีตนี้มีรูปร่างและผิวตามที่ต้องการ

6.  การบ่ม (curing) การบ่มคอนกรีตก็คือการทำให้คอนกรีตมีคุณสมบัติที่ต้องการโดยการให้คอนกรีตมีความชื้น และอุณหภูมิที่เหมาะสมหลังจากการเท

safety95 - 0008

สำหรับเครื่องจักรกลงานคอนกรีตที่สำกัญได้แก่

1.  เครื่องจัดปริมาณของส่วนผสม (batching plant)

เครื่องจัดปริมาณของส่วนผสมจะทำหน้าที่ลำเลียงส่วนผสมต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะใช้ เครื่องลำเลียง (conveyor) ทำหน้าที่ลำเลียงส่วนผสมมาเข้าเครื่องชั่ง เมึ่อชั่งส่วนผสมแต่ละส่วนได้ตามกำหนดแล้วก็จะปล่อยเข้าสู่เครื่องผสมเพื่อผสมให้ส่วนต่าง ๆ ให้เข้ากัน หลังจากนั้นก็จะส่งให้รถโม่ (truck mixer) เพื่อลำเลียงไปเทต่อไป การจัดส่วนผสมอีกลักษณะหนึ่งสามารถทำได้ โดยการจัดปริมาตรของส่วนผสมแทนการชั่งนํ้าหนัก

2.  เครื่องผสมคอนกรีต (concrete mixer)

จะทำหน้าที่ผสมส่วนผสมต่างๆให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้2วิธีคือ ใช้ ใบตีที่หมุนอยู่ในภาชนะที่อยู่กับที่ ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน หรือหมุนภาชนะหรือโม่ที่มีใบตีติดอยู่ภายในโม่ เครื่องผสมคอนกรีตจะมีทั้งแบบติดตั้งอยู่กับที่ ติดตั้งบนฐานที่มีล้อสำหรับลาก และแบบที่ติดตั้งบนรถบรรทุก ส่วนขนาดของเครื่องผสมจะมีขนาดที่ผสมได้ทั่ว ๆ ไปครั้งละ 0.1-10 ลูกบาศก์ เมตร สำหรับขนาดของโม่จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าขนาดที่ผสมได้ประมาณ 1.6-1.75 เท่า และ โม่จะต้องหมุนด้วยรอบตํ่าสุด 4 รอบต่อนาที และสูงสุดไม่เกิน 18 รอบต่อนาที

safety95 - 0009

3.  คอนกรีตปั๊ม (concrete pump)

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งคอนกรีตที่ผสมเสร็จแล้วไปยังที่ที่ต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นที่สูงหรือที่ที่รถโม่ไม่สามารถเข้าไปเทได้ คอนกรีตปั๊มจะทำหน้าที่ในการลำเลียงคอนกรีตแทนการใช้เครื่องยก เช่น รถยกหรือเทาเวอร์เครน (tower crane) ยกบุ้งกี๋ไปเทคอนกรีตปั๊มที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะเป็นแบบที่ทำงานโดยการเคลื่อนที่ของลูกสูบในกระบอกสูบ คือเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่เข้าคอนกรีตก็จะไหลเข้ากระบอกสูบ และเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ออกก็จะดันคอนกรีตออกจากกระบอกสูบไหลออกตามท่อไปยังที่ที่ต้องการ สำหรับการขับเคลื่อนให้ลูกสูบเคลื่อนที่จะกระทำด้วยกระบอกไฮดรอลิก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแตกหักของชิ้นส่วนในกรณีที่เกิดการอุดตันของคอนกรีตในท่อ เพราะระบบไฮดรอลิกจะไม่ทำงานเมื่อความดันของนํ้ามันไฮดรอลิกสูงกว่าความดันสูงสุดที่ตั้งไว้

คอนกรีตปั๊มแบบลูกสูบโดยทั่วไปจะประกอบด้วยกระบอกสูบและลูกสูบ 2 ชุด ทำงานสลับกัน คือเมื่ลูกสูบชุดหนึ่งเลื่อนเข้าเพื่อให้คอนกรีตไหลเข้ากระบอกสูบ ลูกสูบอีกชุดหนึ่งก็จะเลื่อนออกเพื่อดันคอนกรีตออกจากกระบอกสูบ

safety95 - 0010

เสาเข็มก็คือส่วนของโครงสร้างที่ตอกลงบนพื้น เพื่อใช้รองรับแรงกดของตัวอาคาร สะพาน หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่พื้นไม่สามารถรองรับแรงดังกล่าวได้ เสาเข็ม อาจจะเป็นไม้ เหล็ก หรือคอนกรีต ซึ่งจะมีขนาดและความยาวตามสภาพของพื้นและแรงกดที่จะต้องรับ

เครื่องตอกเสาเข็ม (pile-driving equipment) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

safety96

1.  เครื่องตอกเสาเข็มแบบกระแทก (impact-type hammer)

ซึ่งจะมีชนิดต่าง ๆ คือ

1.1  ชนิดใช้ตุ้มนํ้าหนักปล่อยลงมากระแทก (drop hammer)

1.2  ชนิดฆ้อนลม (air-powered hammer) คือจะใช้ลมดันฆ้อนให้เคลื่อนที่ขึ้นในกระบอก แล้วให้ปล่อยให้ตกลงมากระแทก และ

1.3  ชนิดฆ้อนดีเซล (diesel pile hammer) จะใช้ความดันที่เกิดจากการจุดระเบิด ของนํ้ามันดีเซลในการกระแทกเสาเข็มให้จมลงบนพื้น

2.  เครื่องตอกเสาเข็มแบบสั่นสะเทือน (vibratory hammer)

ซึ่งจะแตกต่างจากเครื่องตอกเสาเข็มแบบกระแทก โดยที่เครื่องตอกเสาเข็มแบบสั่น สะเทือนจะใช้แรงกดด้วยความถี่สูงซึ่งอาจจะใช้แรงกด 15-100 ครั้งต่อวินาที แต่ถ้าเป็นเครื่องตอกเสาเข็มแบบกระแทกจะมีการกระแทกหนึ่งหรือสองครั้งต่อวินาทีเท่านั้น การสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นโดยการหมุนของเพลาลูกเบี้ยวซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฮดรอลิกหรือมอเตอร์ไฟฟ้า

เครื่องสูบนํ้า

ในงานก่อสร้างทั่ว ๆ ไปจะต้องใช้เครื่องสูบนํ้า เพื่อสูบและส่งนํ้าไปใช้งานก่อสร้างและ เพื่อที่จะสูบน้ำออกจากบริเวณที่ไม่ต้องการให้มีนํ้า ซึ่งลักษณะการใช้งานของเครื่องสูบนํ้าที่สำคัญ ๆ มีดังต่อไปนี้

1.  สูบนํ้าออกจากบริเวณที่จะทำการก่อสร้าง เช่น บริเวณที่ขุดเพื่อจะทำฐานราก และ ร่องที่จะวางท่อ เป็นต้น

2.  สูบนํ้าออกจากบริเวณโดยรอบของบริเวณที่จะขุดในกรณีที่ระดับนํ้าใต้ดินสูง เพื่อจะลดระดับนํ้าใต้ดินลง

3.  สูบนํ้าไปใช้สำหรับงานคอนกรีตหรืองานบดอัด

สำหรับการเลือกชนิดและขนาดเพื่อใช้ในงานดังกล่าวข้างต้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่

สำคัญคือ

1.  ปริมาณนํ้าที่ต้องการสูบซึ่งประมาณได้จากลักษณะและรายละเอียดของงานที่ต้องสูบนํ้าออกหรือส่งนํ้าไปใช้

2.  คุณภาพของนํ้าที่จะสูบ เช่น มีสิ่งสกปรกมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

3.  ความสูงของนํ้าจากระดับที่จะสูบจนถึงระดับที่จะส่งโดยรวมการสูญเสียเนื่องจาก ความฝืดในระบบท่อด้วย

สำหรับชนิดของเครื่องสูบนํ้าที่นิยมใช้ในการก่อสร้างมีอยู่ 3 ชนิดคือ

1.  เครื่องสูบน้ำหอยโข่ง (centrifugal pump)

เป็นเครื่องสูบนํ้าที่อาศัยการหมุนของใบพัดเหวี่ยงให้นํ้าออกไปด้านทางออก ซึ่งเป็นผล ให้ความดันตรงกลางของใบพัดลดลงตํ่ากว่าความดันบรรยากาศ น้ำก็จะไหลเข้าใบพัดที่ทางดูด เครื่องสูบนํ้าหอยโข่งที่ใช้ในการก่อสร้างอาจจะเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินสำหรับเครื่องสูบนํ้าขนาดเล็ก หรืออาจจะเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับเครื่องสูบนํ้าขนาดใหญ่ หรืออาจจะเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้กับเครื่องสูบน้ำทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่

เครื่องสูบนํ้าหอยโข่งที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้สูบน้ำออกจากบริเวณที่ทำการก่อสร้าง นิยมใช้แบบที่ตัวเครื่องสูบและมอเตอร์ไฟฟ้าจุ่มลงในนํ้าที่จะสูบออก (submersible pump) ซึ่งทำให้สะดวกในการใช้งานที่ไม่ต้องมีท่อดูด และทำให้สามารถสูบนํ้าออกจากบริเวณที่จะก่อสร้าง ถึงแม้ว่าความลึกของนํ้าจะน้อย

ดูตามรูปที่ 12.4 เครื่องสูบนํ้าหอยโข่งที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบจุ่ม จะประกอบ ด้วยตัวเครื่องสูบและมอเตอร์ไฟฟ้าจะต่อกันอยู่ภายในเสื้อที่สามารถป้องกันมิให้นํ้าเข้าไปในมอเตอร์ ตัวใบพัดจะติดกับเพลาของมอเตอร์ที่อยู่ในแนวดิ่ง ทางดูดของเครื่องสูบจะอยู่ด้านล่าง ส่วนทางส่งก็จะมีข้องอเพื่อให้สำหรับต่อกับท่อส่งไปยังที่ที่ต้องการ

2.  เครื่องสูบนำแบบสูกสูบ (reciprocating pump)

จะทำงานโดยการเคลื่อนที่ของลูกสูบในกระบอกสูบ เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลงหรือเข้า วาล์วด้านทางเข้าก็จะเปิดทำให้นํ้าไหลเข้าในกระบอกสูบ และเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นหรือออกวาล์วด้านทางออกก็จะเปิดและวาล์วด้านทางเข้าจะปิด นํ้าก็จะถูกลูกสูบดันออกไป

safety95 - 0005

จากกระบอกสูบ เครื่องสูบน้ำแบบลูกสูบอาจจะใช้เครื่องยนต์ทั้งเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล หรืออาจจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนก็ได้ สำหรับการใช้งานในงานก่อสร้างจะใช้เครื่องสูบนํ้าแบบนี้ในงานที่ต้องการความดันของนํ้าที่ทางออกสูง เช่น ใช้ในงานฉีดล้างวัสดุที่จะใช้สำหรับก่อสร้าง เป็นต้น

3.  เครื่องสูบนํ้าแบบไดอะแฟรม (diaphram pump)

ทำงานโดยอาศัยการเคลื่อนที่ของแผ่นไดอะแฟรมไปดันให้นํ้าในห้องไหลออกไปที่ทางออก โดยทั่วไปการเคลื่อนที่ของแผ่นไดอะแฟรมจะกระทำด้วยการใช้ลูกเบี้ยวและแกนกด และมีสปริง เพื่อให้แผ่นไดอะแฟรมถอยกลับ เนื่องจากแผ่นไดอะแฟรมซึ่งทำด้วยยางหรือสารสังเคราะห์อ่อนตัวได้ จึงทำให้เครื่องสูบแบบไดอะแฟรมสามารถใช้ในการสูบนํ้าที่มีก้อนวัสดุแข็ง เช่น กรวด และหิน รวมอยู่ด้วยได้

safety95 - 0006

เครื่องจักรกล งานก่อสร้างประเภทอื่น ๆ

นอกจากเครื่องจักรกลงานก่อสร้างที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องจักรกลงานดิน ยังมีเครื่องจักรกลประเภทอื่น ๆ อีกที่ใช้ในงานก่อสร้างคือ เครื่องจักรกลงานย้ายวัสดุแข็งขนาดใหญ่ ได้แก่ รถเครน รถยก และลิฟต์ เครื่องจักรกลงานย้ายวัสดุแข็งขนาดเล็ก ได้แก่ เครื่องลำเลียง เครื่องจักรกลงานผสมวัสดุ ได้แก่ เครื่องผสมคอนกรีต และเครื่องผสมแอสฟัลต์ เครื่องจักรกลสำหรับเคลื่อนย้ายของไหล ได้แก่ เครื่องอัดอากาศ เครื่องสูบนํ้า และปั๊มคอนกรีต เครื่องจักรกลงานเจาะและตอก ได้แก่ เครื่องเจาะหลุม และเครื่องตอกเสาเข็ม รถบรรทุกประเภทต่าง ๆ และเครื่องจักรกลงานทำและซ่อมผิวพื้น ได้แก่ เครื่องขูดผิวแอสฟัลต์ เครื่องปูผิวแอสฟัลต์ และเครื่องปูผิวคอนกรีต เครื่องจักรกลประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นที่ ใช้งานกันแพร่หลายสำหรับงานก่อสร้างในประเทศเราก็จะมีเครื่องอัดอากาศ เครื่องสูบนํ้า เครื่องตอกเสาเข็ม เครื่องจักรกลงานคอนกรีต เครนประเภทต่าง ๆ รถยก และรถบรรทุกประเภท ต่าง ๆ

เครื่องอัดอากาศ

เครื่องอัดอากาศสำหรับก่อสร้างก็จะใช้เป็นตัวกำเนิดกำลังอากาศในรูปของอัตรา การไหลและความดันของอากาศเพื่อนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ทำงานด้วยอากาศต่าง ๆ เช่น เครื่องสกัดพื้น เครื่องเจาะหิน ประแจลม มอเตอร์ลม และกระบอกลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถ ใช้กำลังอากาศเพื่อช่วยในการผสมหรือลำเลียงวัสดุที่เป็นผงได้ด้วย การเลือกชนิดและขนาดของ เครื่องอัดอากาศจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่จะใช้หรือลักษณะงานที่จะทำ ซึ่งจะกำหนดโดยความต้องการของอัตราการไหล และความดันของอากาศ ชนิดของเครื่องอัดอากาศที่ใช้กันในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

1. เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ (reciprocating)

จะทำงานโดยอาศัยการเคลื่อนที่ขึ้นลงของลูกสูบ เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลงวาล์วที่ทางเข้า ก็จะเปิดทำให้อากาศไหลเข้ากระบอกสูบ และเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นอากาศก็จะถูกอัดจนกระทั่งความดันของอากาศในกระบอกสูบมากกว่าความดันของระบบ วาล์วที่ทางออกก็จะเปิดอากาศที่ถูกอัดก็จะถูกส่งไปยังระบบ โดยทั่วไปวาล์วที่ทางเข้าและทางออกจะทำงานด้วยตัวเองซึ่งอาศัยความดันที่แตกต่างทั้งสองด้านของวาล์วในการยกวาล์วขึ้นหรือลง โดยไม่ต้องมีกลไกอื่นมาควบคุมการทำงาน

safety95 - 0002.1

2.  เครื่องอัดอากาศชนิดโรตารี่ (rotary)

จะทำงานโดยอาศัยการหมุนของโรเตอร์ในการอัดอากาศ ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีอยู่ 2 แบบคือ แบบใบพัด (vane type) ซึ่งจะประกอบด้วยโรเตอร์ที่ติดตั้งเยื้องศูนย์กับเสื้อที่โรเตอร์ จะใส่ใบพัดเข้าไปในร่องโดยใบพัดจะสามารถเลื่อนเข้าออกได้ในร่อง เมื่อโรเตอร์หมุนผ่านช่องทางเข้าของอากาศก็จะกักอากาศเข้าไว้ในช่องระหว่างใบพัด ซึ่งเมึ่อโรเตอร์หมุนต่อไปช่องระหว่างใบพัดก็จะลดลง อากาศก็จะถูกอัดจนถึงช่องทางออกของอากาศ ส่วนเครื่อง

safety95 - 0002

อัดอากาศชนิดโรตารี่ อีกแบบหนึ่งคือแแบบสกรู (screw type) ประกอบด้วยสกรูสองอันมีแกนขนานและขบกัน อากาศที่ทางเข้าจะไหลเข้าไปในร่องของสกรูตัวเมีย (female rotor) และเมื่อสกรูหมุนไปเกลียวของสกรูตัวผู้ (male rotor) ก็จะเข้าไปในร่องของสกรูตัวเมีย ดันให้อากาศออกไปทางช่องทางออกของอากาศ ในเครื่องอัดอากาศแบบสกรูนี้จะใช้นํ้ามันเข้าไปผสมกับอากาศที่ทางเข้าเพี่อทำหน้าที่หล่อลื่น และทำหน้าที่เป็นซีลไม่ให้อากาศที่ถูกอัดไหลกลับด้วย ก่อนที่อากาศจะไหลออกที่ทางออกไปยัง ระบบนํ้ามันจะถูกแยกออกจากอากาศโดยใช้เครื่องแยกนํ้ามัน (oil seperator) หลังจากนั้น นํ้ามันก็จะไหลผ่านเครื่องหล่อเย็นแล้วไหลกลับเข้าที่ทางเข้าของอากาศอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ปั๊มนํ้ามันช่วยให้เกิดการไหลหมุนเวียนของนํ้ามัน

safety95 - 0003

รถบดอัดของบริษัทผู้ผลิตต่างๆ มีรายละเอียดที่สำคัญตามตารางที่ 11.2

safety94 - 0019safety94 - 0020