Safety Management : การบริหารงานด้านความปลอดภัย Archives

ในการทำงานด้านความปลอดภัย จำเป็นต้องมีการประชุม คณะกรรมการความปลอดภัย เพื่อให้การทำงานมีการประสานงานที่ดี การแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าการลดอุบัติเหตุ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน เป็นไปโดยวิธีัที่ดีที่สุด ซึ่งมาจากการร่วมกันระดมสมองจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน

การประชุมคณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงาน จำเป็นต้องบันทึกเป็นหลักฐานการประชุมไว้ และบันทึกการประชุม ก็จะต้องถูกแนบส่งไปพร้อมกับ รายงาน จปว. เพื่อให้หน่วยงานราชการได้ทราบถึงการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาอันตรายในสถานประกอบการ

รายงานการประชุม จึงเป็นอีกรายงานที่ช่วยยืนยันการทำงานของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เช่น เจ้าของกิจการไม่ได้ทำตามกฏหมายความปลอดภัย หากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเสนอในที่ประชุม และบันทึกเป็นหลักฐานการประชุมไว้  โดยมีใบเซ็นชื่อเข้าร่วมประชุม ระบุวันที่ ปะหน้าไว้ ก็จะช่วยเป็นหลักฐานยืนยันการเสนอแนะนายจ้างให้ปฏิบัติตามกฏหมายได้

ดาวน์โหลด ตัวอย่างแบบบันทึกรายงานการประชุม

safetytalk

1.  การเตรียมตัว (PREPARATION)

P.ตัวที่ 1  คนที่พูดได้ดีโดยไม่ต้องเตรียมตัวนั้นคงไม่มีในโลกหรือหายากมาก HAVEN’S SAKE กล่าวว่าอยู่รอจนนาทีสุดท้ายที่คุณกำลังจะไปยืนอยู่หน้ากลุ่มลูกน้องของคุณเพื่อทำ SAFETY TALK และพูดว่า “ในวันนี้เราจะพูดเรื่องอะไรกันดีล่ะ?” มันไม่ยุติธรรมกับลูกน้องของคุณและบริษัทของคุณ และไม่ยุติธรรมกับตัวคุณด้วย  ซึ่งวิธีการเตรียมตัวก่อนทำ SAFETY TALK มีดังนี้

Ø ต้องคิด

ผู้ที่จะขึ้นกล่าวนำต้องคิดถึงเรื่องที่จะนำขึ้นมากล่าวต่อที่ประชุมโดยต่อไปนี้เป็น CONCEPT เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะต้องคิดถึงเรื่องที่จะนำเสนอ เช่น

  • คิดถึงประสบการณ์ของเรา  จากการสังเกต จากความผิดพลาด ความคิดและความรู้สึก เลือกหัวข้อที่คุณรู้ จำไว้ว่าคุณแตกต่างจากคนอื่น ๆ ไม่มีใครมีบุคลิกภาพและการรับรู้เหมือนคุณ จำไว้ว่าคุณแตกต่างจากคนอื่น ๆ ไม่มีใครมีบุคลิกภาพและการรับรู้เหมือนคุณ คุณมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่า
  • คิดถึงบริษัทและฝ่ายของคุณ อะไรเป็นกระแสของปัญหา? อะไรเป็นกระแสแห่งความสำเร็จ? อะไรกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่คนส่วนใหญ่ตระหนัก? หัวข้อไหนจะเหมาะสมกับเวลาและเป็นประโยชน์มากที่สุด?
  • คิดถึงลูกน้องของคุณ เขาต้องการอะไร? มีภูมิหลังอย่างไร? งาน/ทัศนคติ/ความประทับใจ และความสามารถเป็นอย่างไร? หยิบยกเอาหัวข้อที่จะมีความหมายต่อเขามาพูด

Ø ต้องเขียน

เขียนสิ่งที่คุณพบเห็นในแต่ละวันเมื่อเข้าไปเดินในโรงงาน (อาจจะใช้สมุดช่วยจดบันทึกและจะต้องรีบเขียนก่อนที่จะลืมเรื่องราวต่าง ๆ) ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการนำเสนอและเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนขณะสนทนา

Ø ต้องอ่าน

มีวัตถุดิบมากมายสำหรับอ่านเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีประโยชน์ แล้วนำไปถ่ายทอดแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณได้ อาทิ วารสาร แผ่นพับ จดหมายข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือขั้นตอนการทำงาน หากวันนี้ยังไม่เหมาะสม วันหน้าอาจมีโอกาสนำมาใช้ได้ ดังนั้นของให้เก็บสะสมไปเรื่อย ๆ หรืออาจตัดเฉพาะข้อความสำคัญ ๆ ไว้ก็ได้

Ø ต้องฟัง

ฟังอย่างตั้งใจและหากมีใครพูดถึงเรื่องความปลอดภัย จะฟังว่าเขาพอใจหรือไม่พอใจอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้อื่น ฟังและเรียนรู้ เพราะนอกจากจะได้เนื้อหาเรื่องความปลอดภัยเพิ่มขึ้นแล้ว  คุณยังจะได้รับรู้ถึงทัศนคติด้านความปลอดภัยของบุคคลที่อยู่รอบข้างคุณด้วย  รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลและความคิดดี ๆ เพื่อประยุกต์ใช้และนำไปถ่ายทอดต่อได้มากมาย

Ø ต้องจัดการ

หลังจากการรวบรวมความคิดและข้อมูลจากการคิด การจดบันทึก การอ่าน การฟังได้มากพอสมควร  นับว่าคุณพร้อมที่จะจัดการ (ORGANIZE) โครงเรื่องที่จะพูดแล้ว  ซึ่งการจัดการเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ  การวางโครงเรื่องอาจจะมีเพียง KEY WORD ในเศษกระดาษ/หรือมีโครงเรื่องที่สมบูรณ์ไว้ กล่าวคือ มีประเด็นสำคัญ/สนับสนุนข้อมูล/ยกตัวอย่าง

Ø ต้องฝึกฝน

ทำจิตใจให้เป็นปกติ พยายามพูดให้ช้าตรงประเด็น เพื่อกันการสับสนและพูดให้จบเรื่องแต่ละเรื่องก่อน  การฝึกฝนจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้คุณ ฝึกให้คล่องแต่อย่าท่องจำ อย่างไรก็ตามหากคุณจำเป็นต้องจดข้อความที่จะพูดเพื่อไม่ให้สับสนก็สามารถทำได้  การฝึกฝนก็จะทำให้การพูดดีขึ้นเรื่อยๆ ช่วยให้คุณจัดการกับเวลาได้ดีขึ้น (คุณจะเห็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่ไม่ได้จัดลำดับการพูด จะพูดวกวนต่างจากผู้ที่รู้ว่าต้องการพูดอะไร โดยข้อความที่พูดหรือคำพูดนั้นจะชัดเจนและสม่ำเสมอดี

2.  การตั้งประเด็น(PINPOINT)

P.ตัวที่2 คือ การพูดหรือการบรรยายให้ตรงประเด็นในการบรรยายแต่ละครั้ง อย่าให้มีหลายเรื่องจนมากเกินไป (โดยปกติการสนทนาความปลอดภัย SAFETY TALK ควรใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที) เพราะถ้าหากพูดทุกเรื่องในครั้งเดียวกัน จะทำให้ผู้ฟังจำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งจะแนะนำหัวข้อเพื่อใช้เป็นแนวทางตั้งประเด็นในการพูดของแต่ละหัวข้อดังนี้

  • กฎระเบียบความปลอดภัย
  • การเกิดอุบัติเหตุ/เหตุการณ์ผิดปกติ
  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
  • การทำความสะอาดหลังเลิกงาน
  • การปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย
  • การป้องกันไฟไหม้
  • การควบคุมความเสียหายของอุปกรณ์
  • การปรับปรุงงานความปลอดภัย
  • การป้องกันอันตรายขณะปฏิบัติงาน

3.  บุคลิกภาพ(PERSONALIZE)

P.ตัวที่ 3 คุณควรจะเข้าให้ถึงพื้นฐานของผู้ฟังที่กำลังฟังคุณกล่าวนำอยู่  ต้องตั้งใจนำเสนอทั้งเนื้อหาและสาระโดยพยายามทำให้เรื่องนั้นมีความหมายสำหรับเขา  อาจทำได้ดังนี้  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเกี่ยวกับทัศนคติ ความสามารถและสิ่งที่เขาต้องการให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคาดหวัง ความคิด เนื้องาน พื้นฐานของเขา ความสนใจและบุคลิกภาพของเขาและทำตัวให้เป็นกันเองกับผู้ฟังของคุณเสมอ

และเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยนี้คุณค่อนข้างโชคดีเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์ ต้องการมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความมั่นคง ได้รับความสะดวกสบาย และไม่ต้องการเจ็บตัว

4. ทำให้เห็นภาพ(PICTURIZE)

P.ตัวที่ 4  เกี่ยวกับวิธีการพูดของคุณ ซึ่งจะดีเยี่ยมถ้าหากสามารถทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและจำภาพการพูดของคุณได้ติดหูติดตา  และการติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการที่จะให้และรับความเข้าใจถ้าคุณพูดแล้วผู้ฟังไม่เข้าใจก็ถือว่าการสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล หรืออาจเปรียบเทียบกับสำนวนไทย คือ “เสียงนกเสียงกา” แต่ถ้าสามารถพูดให้ผู้ฟังเข้าใจและยังเข้าใจผู้ฟังอีกด้วย  เราจะถือว่าการสื่อสารสัมฤทธิ์ผลอย่างดีเยี่ยม

คุณคงปรารถนาให้ผู้ฟังสนใจในสิ่งที่คุณพูด คุณคงปรารถนาให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายในคำพูดของคุณ คุณคงปรารถนาให้ผู้ฟังจำคำพูดคุณได้  คุณจะต้องบรรยายให้เขาฟังและแสดงภาพประกอบให้เขาเห็นไปพร้อม ๆ กัน

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาเข้าใจและจำได้  จะต้องมีสื่อและวิธีการต่าง ๆ ประกอบ อาทิ

  • การสาธิต                             ๐  ภาพประกอบ
  • แสดงกราฟ                           ๐  ตั้งคำถาม
  • อภิปราย-ถกเถียง                  ๐  การตอบคำถามสั้น ๆ(QUIZZES)
  • ยกตัวอย่าง                           ๐  โปสเตอร์
  • ตาราง                                  ๐  รูปถ่าย
  • แบบจำลอง                           ๐  เครื่องมือจริง
  • รูปผ่าซีก                               ๐  รูปวาด
  • หนัง ภาพยนต์                       ๐  สไลด์
  • ข้อความในหนังสือพิมพ์        ๐  อุปกรณ์ของจริง

การบรรยายไปพร้อม ๆ กับการสาธิตให้เห็นภาพนั้น  จะทำให้เข้าใจดีขึ้น  อีกทั้งยังเพิ่มความสนใจที่จะจดจำได้ดีขึ้นและยังทำให้ผู้ฟังมองเห็นภาพและเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการสื่อ ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารกับเขาอย่างแท้จริง

ตัวอย่างแนวทางการพูด และสาธิตขณะสนทนาความปลอดภัย

1.  การตรวจสอบลวดสลิงเป็นสนิม แตก เปราะ ยกเกินน้ำหนัก ลมพัดแรง เป็นสาเหตุให้ลวดสลิงขาดในขณะยก ให้นำลวดสลิงที่มีปัญหาดังกล่าวมาแสดงแล้วชี้ให้ที่ประชุมเห็นจุดบกพร่องของสลิง และอธิบายว่าการเสียเวลาเพียงไม่กี่นาทีจะช่วยรักษาชีวิตคุณได้

2.  นำข่าวอุบัติเหตุในหน้าหนังสือพิมพ์เข้ามาเล่าในที่ประชุม  โดยให้สัมพันธ์กับกลุ่มไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน หรืออุบัติเหตุที่บ้าน DISCUSS ว่าเกิดอะไรขึ้นและจะป้องกันได้อย่างไรทำให้แน่ใจว่าผู้ฟังของคุณเข้าใจอย่างจริงจังแล้ว

3.  หากกรดหรือสารเคมีหกรดผิวหนัง  ให้ล้างออกด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ ข้อความนี้ออกจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทำให้ดูโดยใช้น้ำจริง ๆ จะทำให้เกิดภาพพจน์มากขึ้นโดยสมมติว่าคุณโดนสารเคมีหกรดหรือเข้าตาแล้วคุณก็รีบทำการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีโดยเร็ว

4.  กระเด้งลูกบอลยาง แล้วอธิบายว่าร่างกายของคนไม่เหมือนบอลลูกนี้ เพราะเมื่อตกลงพื้นแล้วไม่ยืดหยุ่นหรือกระเด้งเหมือนลูกบอลได้  แต่กระดูกจะหัก อวัยวะภายในได้รับอันตราย ทุก ๆ ปีจะมีคนตายเนื่องจากตกจากที่สูง เป็นสถิติอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตมากเป็นอันดับสอง จำไว้ว่าการสะดุดหรือลื่นเป็นสาเหตุให้ตกจากที่สูง ดังนั้นการรักษาความสะอาดเก็บกวาดเศษวัสดุบนพื้นสามารถลดอันตรายได้ และทำไมไม่ทำให้การพูดของคุณเป็นการจุดชนวนให้เกิดการรณรงค์เพื่อความสะอาดต่อไป

5.  การสาธิตด้วยวิธีต่อไปนี้ (ค่อนข้างจะได้ผล)  ซึ่งอาจจะรักษานิ้วมือของใครบางคนจากการเกิดอุบัติเหตุเครื่องจักรตัดนิ้วได้  กล่าวคือ ใช้ถุงมือเก่า ๆ ยัดนุ่นให้แข็งแล้วนำมาสาธิตหน้าที่ประชุมโดยตัดนิ้วมือออก 1  นิ้ว  ลูกน้องคุณอาจตกใจ แต่เขาจะต้องตกใจมากกว่านี้ หากเขาต้องสูญเสียนิ้วมือจริง ๆ จากการยื่นมือเข้าไปในตำแหน่งที่ไม่ปลอดภัยใกล้กับเครื่องจักรที่กำลังทำงาน

6.  น้ำมันสามารถติดไฟได้ สาธิตโดยการจุดไฟแล้วโยนลงไปในน้ำมัน และ/หรือใช้เศษไม้ใส่ลงไปในน้ำมัน เปรียบเสมือนเทียนไขสามารถติดไฟได้ง่ายเพราะมีเชื้อเพลิงเคลือบอยู่รอบ ๆ จากนั้นโยงเข้าหาเรื่องใกล้ตัว กล่าวคือการที่เราทิ้งเศษผ้า เศษไม้ เศษขยะ ให้เปื้อนน้ำมันที่นองอยู่นั้น อาจติดไฟเมื่อไรก็ได้ เป็นเหตุผลที่จะต้องมีการทำเรื่อง HOUSE KEEPING ในโรงงานเก็บเศษขยะออกทุกครั้งหลังเลิกงาน  และล้างคราบน้ำมันไม่ให้หกหรือนองอยู่บนพื้นโรงงาน

7.  ใช้ระเบิดมือเด็กเล่นอธิบายในที่ประชุมให้ทราบว่า มีสารเคมีหลายตัวในที่ทำงานที่มีอันตรายเทียบเท่าลูกระเบิด ถ้าเรายังใช้มันเหมือนของเล่น อันตรายคงไม่ใช่เล็กน้อยอย่างที่คิด เช่น ถังใส่สารเคมีไวไฟ ถังก๊าซที่บรรจุด้วยความดัน หรือถังเชื้อเพลิงต่าง ๆ สามารถระเบิดในขณะที่คุณกำลังทำงานได้  ดังนี้นถังบรรจุสารเคมีเหล่านี้จะต้องมีการเก็บและการใช้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเสมอ

8.  ปล่อยลมจากลูกโป่งออกให้ลูกโป่งเหวี่ยงไปทั่วห้อง  ความดันของอากาศในถังก๊าซมีความดันมากกว่า 2,200 PSI เมื่อเปรียบเทียบกับความดันของอากาศในปอดของคุณ ซึ่งจะเห็นว่ามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอากาศรั่วออกจากถังก๊าซ ถังจะพุ่งไปได้ทุกทิศทุกทาง และอาจจะวิ่งทะลุกำแพงได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าถังก๊าซนั้นจะดูเหมือนหนัก แต่คนที่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยดีจะทราบว่า การกระแทกจะทำให้วาล์วที่หัวถังหักโดยความดันในถังจะดันออกทันที และอาจเกิดความเสียหายได้มาก  ซึ่งเคยมีคนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว  ย้ำกับผู้ฟังว่าการเก็บถังก๊าซจะต้องใช้โซ่คล้องทุกครั้ง  และถ้าจะนำไปใช้หรือต้องเคลื่อนย้ายก็จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างปลอดภัย

9.  จะเห็นว่าเมื่อหลายปีก่อน  ถ้ามีใครต้องการที่จะป้องกันหูของตนเองจากเสียงที่ดังของเครื่องจักร ก็คงจะใช้สำลีอุดหูทั้งสองข้างไว้ ซึ่งก็ยังดีกว่ามิได้ทำการใด ๆ เลย  จากนั้นคุณก็นำที่ครอบหู(EAR MUFF) หรือที่อุดหู(EAR PLUGS) มาแสดงให้เขาดูพร้อมทั้งอธิบายคุณสมบัติต่าง ๆ การออกแบบ วิธีการใช้พร้อมทั้งประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวให้ทุกคนได้รับทราบ

5.  การอภิปราย (PRESCRIBE)

P. ตัวที่ 5 การกำหนดความสำคัญของสิ่งที่คุณพูดถึง  คำถาม คำตอบ ซึ่งผู้ฟังมักจะมีคำถามว่า “แล้วไง?” “เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเขา” “จะช่วยเขาได้อย่างไร” “คุณต้องการให้เขาทำอะไร” พยายามคิดเสมอว่าผู้ฟังของคุณจะมีคำถามอะไรในใจและพยายามตอบคำถามของเขาให้ได้ ก่อนจบการสนทนาความปลอดภัยทุกครั้ง คุณควรจะบอกเขาว่าคุณต้องการให้เขาทำอะไรก่อนที่จะจบการประชุมในวันนั้น

SAFETY TALK  ที่ดีมิควรจะเกิดคำถามเช่นนี้ขึ้นเพราะเขาสามารถเข้าใจ และแบ่งเบาภาระของคุณ จากเรื่องที่คุณต้องการสื่อได้  ฉะนั้นให้เริ่มใช้เทคนิค 5p. ตั้งแต่บัดนี้และทุก ๆ สัปดาห์

ถ้าคุณเริ่มใช้เทคนิคนี้ได้เร็วเท่าไหร่? เขาก็จะทำงานให้คุณได้เร็วขึ้นเท่านั้น วิธีการนี้มิได้ใช้เพียงเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น ยังใช้ได้กับเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญอีก เช่น QUALITY, PRODUCTIVITY, SERVICE, JOB INSTRUCTION และ COST IMPROVEMENT มิใช่คุณคนเดียวที่จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการสอนหรือการติดต่อสื่อสารเท่านั้น  แต่หัวหน้าและทีมของคุณก็จะต้องทำด้วยเช่นกัน

safety-talk

การสนทนาความปลอดภัย  เป็นขั้นตอนหนึ่งของขั้นตอนอีกหลาย ๆ ขั้นตอนของกระบวนการความปลอดภัยที่ทุกบริษัทจะต้องยึดถือและทำกิจกรรมดังกล่าวให้ต่อเนื่องเพื่อเกิดผลโดยตรงกับพนักงานและโรงงานการจะดำเนินการให้การสนทนาความปลอดภัยเป็นไปด้วยดีได้นั้น จะต้องอาศัยบุคลากรผู้นำที่มีประสบการณ์มีความรู้ความชำนาญ พร้อมมีวิธีการที่ชาญฉลาดเพื่อชักจูงแนะนำให้กับผู้ร่วมประชุมให้เห็นภาพและจุดประสงค์ของการสนทนาได้อย่างชัดเจน  ทั้งสามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกขั้นตอนของงานในแต่ละวัน  ผู้บริหารของแต่ละบริษัทควรที่จะเห็นความจำเป็น ความสำคัญให้มีการดำเนินกิจกรรมนี้และควรจะมีการปรับปรุงและแนะนำสำหรับผู้ที่จะทำการ กล่าวนำ “การสนทนาความปลอดภัย” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งหากดำเนินการอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • เป็นการให้ข้อมูลซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็ว
  • กระตุ้นให้เกิดความคิดกลุ่มและสร้างความสัมพันธ์
  • เป็นการสอนงานและขั้นตอนการทำงาน
  • เพิ่มแรงกระตุ้นในการทำงานอย่างปลอดภัย
  • ช่วยสร้างบรรยากาศในการติดต่อสื่อสารและความร่วมมือ  ทำให้ดีที่สุดให้ตรงประเด็นแล้วจะเกิดประโยชน์

การเลือกหัวข้อในการสนทนาความปลอดภัย อีกทั้งการเลือกเวลาที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยกันระดมความคิด ซึ่งในแต่ละหัวข้อที่เลือกมาจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง เป็นปัญหาที่เขาเผชิญอยู่หรือเป็นสิ่งที่เขาต้องการ  และจะต้องมีเวลาเตรียมตัวมากพอสมควร เพราะยิ่งถ้ามีการเตรียมตัวมากเท่าไรผลงานก็จะดีขึ้นเท่านั้น

รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย

อุบัติเหตุหรืออันตรายในการทำงานเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้น แต่อุบัติเหตุและอันตรายก็ยังบังเกิดขึ้นเสมอกับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเกิดกับพนักงานหรือลูกจ้างระดับต่ำ  เพราะเขาเหล่านั้นจะเป็นระดับปฏิบัติการ ซึ่งสัมผัสหรือใกล้ชิดกับแหล่งกำเนิดของอุบัติเหตุและอันตรายตลอดเวลานั่นเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ปฏิบัติงานด้วยความประมาท โอกาสที่จะได้รับอันตรายในขณะทำงานก็ยิ่งจะมีมากขึ้น

ในปัจจุบันได้มีการพยายามนำกิจกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์เข้ากับการทำงาน เพื่อลดอุบัติเหตุและอันตรายในการทำงาน ลดการสูญเสีย ซึ่งเป้าประสงค์สุดท้านก็คือ เพิ่มผลกำไรนั่นเอง  เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ ได้มีการนำกิจกรรมด้านอื่นๆ มาประยุกต์เข้ากับงานความปลอดภัยในลักษณะงานต่าง ๆ กัน ปรากฎว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยนั้นอาจมีหลายกิจกรรม  ทั้งที่เป็นกิจกรรมที่ให้พนักงานปฏิบัติและกิจกรรมจูงใจ  ซึ่งหัวหน้างานจะต้องกระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสิรมความปลอดภัยแต่ละกิจกรรมด้วย  กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยโดยทั่วไปมีดังนี้

1  การจัดนิทรรศการ

การจัดนิทรรศการเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างสรรค์ความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้ชม ซึ่งได้รับความนิยมมากในการจัดกิจกรรมความปลอดภัยในการทำงาน  แต่ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมประเภทนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการเสนอ ซึ่งสามารถเลือกได้หลายวิธีตามแต่ความพร้อมของสถานประกอบการแต่ละแห่ง อาทิเช่น

1.1  รูปแบบของการจัดนิทรรศการที่ประกอบด้วยเรื่องราวและแผ่นภาพต่าง ๆ

1.2 การนำชมนิทรรศการโดยมีวิทยากรนำกลุ่ม  เพื่อชี้แจงลำดับเรื่องราวพร้อมกับชี้ภาพประกอบของนิทรรศการด้วย

1.3 การแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยการฉายภาพสไลด์ธรรมดา หรือสไลด์มัลติวิชั่น

1.4  นิทรรศการที่นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาเสนอ

2  การบรรยายพิเศษ

การบรรยายพิเศษ  คือการเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านความปลอดภัยในการทำงานมาบรรยายหัวข้อเรื่องหนึ่งเรื่องใด  ที่สถานประกอบการเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำงานหรือมีจุดประสงค์จะให้วิทยากรช่วยแนะนำตักเตือนพนักงานให้ระมัดระวังทำงานด้วยความมีสติไม่ประมาทและปฏิบัติตามกฎของความปลอดภัยซึ่งปกติหัวหน้างานอาจจะได้แนะนำตักเตือนอยู่แล้วแต่พนักงานชินชาและไม่ค่อยให้ความสนใจ  การเชิญวิทยากรจากภายนอกมาบรรยายจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว

3  การสนทนาความปลอดภัย

การสนทนาความปลอดภัยเป็นขั้นตอนหนึ่งของขั้นตอนอีกหลาย ๆ ขั้นตอนของกระบวนการความปลอดภัยที่ทุกบริษัทจะต้องยึดถือและทำกิจกรรมดังกล่าวให้ต่อเนื่อง  เพื่อเกิดผลโดยตรงกับพนักงานและโรงงาน  การจะดำเนินการให้การสนทนาความปลอดภัยเป็นไปด้วยดีได้นั้น  จะต้องอาศัยหัวหน้างานหรือบุคลากรผู้นำที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความชำนาญพร้อมมีวิธีการที่ชาญฉลาดเพื่อชักจูงแนะนำให้กับผู้ร่วมประชุมให้เห็นภาพและจุดประสงค์ของการสนทนาได้อย่างชัดเจน ทั้งสามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกขั้นตอนของงานในแต่ละวันผู้บริหารของแต่ละบริษัทควรที่จะเห็นความจำเป็น ความสำคัญให้มีการดำเนินกิจกรรมนี้ และควรจะมีการปรับปรุงและแนะนำสำหรับผู้ที่จะทำการกล่าวนำ “การสนทนาความปลอดภัย” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งหากดำเนินการอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดผลดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4  การประกวดคำขวัญความปลอดภัย

การจัดให้มีการประกวดคำขวัญความปลอดภัย เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยในสถานประกอบการ  เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ เพื่อช่วยเหลือสังคมที่ตนสังกัดอยู่ในการที่จะเตือนใจเพื่อนร่วมงานให้ได้มีความระมัดระวังและมีสติในขณะปฏิบัติงาน  ขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาจิตสำนึกและทัศนคติของตัวพนักงานเองให้ได้คิดใคร่ครวญ และทบทวนถึงวิธีการปฏิบัติงานของตนเองว่าถูกหรือผิดอย่างไร แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นข้อความหรือคำขวัญที่เป็นการเตือน  การให้ระมัดระวัง ตลอดจนวิธีปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย

5  การประกวดภาพโปสเตอร์

วัตถุประสงค์ของการจัดประกวดภาพโปสเตอร์ภายในสถานประกอบการ  เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในการกระตุ้นจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน ทำให้พนักงานให้ความสนใจในกิจกรรมด้านความปลอดภัย และมีทัศนคติที่ดีผลจากการประกวดสถานประกอบการสามารถนำมาเผยแพร่เป็นการภายใน  และใช้ประโยชน์ในการย้ำเตือนให้พนักงานมีความระมัดระวังในขณะปฏิบัติงาน  นอกจากนี้แล้วยังอาจนำไปร่วมการประกวดภาพโปสเตอร์ความปลอดภัย ระดับชาติอีกด้วย

6  การรณรงค์การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

สภาพการทำงานของพนักงานในโรงงาน  อาจต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพอนามัย  วิธีป้องกันอันตรายดังกล่าวที่ดีที่สุดคือ  การควบคุมขจัดสาเหตุของปัญหาในจุดที่เกิด เป็นต้น  ซึ่งการดำเนินงานแก้ไขหรือควบคุมเป็นวิธีการที่ต้องลงทุนสูง  และอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพนักงาน  ดังนั้นวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือช่วยบรรเทาปัญหาคือ  การให้พนักงานได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น การสวมหมวกนิรภัย ที่อุดหู หรือที่ครอบหูที่ปิดจมูกกันฝุ่น ป้องกันฟูม เป็นต้น  แต่บ่อยครั้งการลงทุนในด้านนี้ของสถานประกอบการเป็นการสูญเปล่า  เนื่องจากพนักงานไม่นิยมใช้  และไม่เคยชินกับการใช้  จึงไม่ให้ความร่วมมือทำให้ปัญหานี้ยังคงอยู่

เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้มีการแก้ไข สถานประกอบการอาจจะใช้วาระของสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานที่บริษัทจัดขึ้น  ดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมให้พนักงานได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลก็ได้

7  การรณรงค์ความปลอดภัยด้วยโปสเตอร์และสัญลักษณ์ความปลอดภัย

โปสเตอร์และสัญลักษณ์ความปลอดภัยเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในการเตือนจิตสำนึกของพนักงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงานบางครั้งพนักงาน อาจจะหลงลืมไปว่าสิ่งที่กระทำอยู่นั้นมีอันตรายแอบแฝงอยู่ หรือแม้จะรู้อยู่แก่ใจแต่ไม่สนใจ และคิดว่าคงไม่มีอันตรายเกิดขึ้น  ดังนั้น  การติดแผ่นภาพโปสเตอร์พร้อมคำขวัญ  เพื่อเตือนสติและรูปภาพลักษณะที่กำหนดให้กระทำ  เตือนหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ก็ตามจะช่วยกระตุ้นเตือนให้สมองสั่งการได้ถูกต้อง  และไม่กระทำการใด ๆ ที่จะเป็นสาเหตุของการประสบอันตราย

8 การประกวดรายงานสภาพงานที่ไม่ปลอดภัย

ในการดำเนินงานเพื่อลดการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน  การลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสามารถลดโดยการสำรวจสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยได้ถึง 98% ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการผลิต  ลดการสูญเสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อันได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน การสูญเสียเวลา สูญเสียกำลังการผลิต สูญเสียเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนมีผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน อื่น ๆ

9  การกระจายเสียงบทความ

สถานประกอบการบางแห่งอาจมีศักยภาพในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในโรงงานด้วยการกระจายเสียงตามสาย  ในช่วงเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน  เป็นช่วงที่พนักงานมีเวลาว่างพักผ่อนขณะรับประทานอาหาร ช่วงก่อนเข้าทำงานช่วงบ่าย เวลาในช่วงนี้จึงมีประโยชน์ที่จะใช้ในการเผยแพร่ความรู้ด้านความปลอดภัย

10  การเผยแพร่บทความในวารสาร

มีสถานประกอบการที่จัดทำวารสารประชาสัมพันธ์แจกจ่ายแก่พนักงานเป็นรายปักษ์หรือรายเดือน  อาจจะนำบทความปลอดภัยในการทำงานที่มีการเผยแพร่ในวารสารต่าง ๆ นำไปเผยแพร่ให้พนักงานของตนเพื่อทราบต่อไป

11  การประกวดความสะอาด

ข้อพิจารณาในการตัดสินจะต้องตั้งเป้าหมาย และมาตรฐานความสะอาดให้ชัดเจนและจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะของประเภทงานด้วย เพราะงานบางประเภทอาจก่อให้เกิดเศษวัสดุของเสียมลภาวะอยู่ตลอดเวลาในขณะที่งานบางประเภทจำเป็นต้องอยู่ในห้องปรับอากาศและมีเศษวัสดุของเสียหรือมลภาวะเกิดขึ้นน้อยมาก  การให้คะแนนจึงต้องแตกต่างกันตามสภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตามจะต้องไม่ให้การทำงานสะอาดยุติลงพร้อมกับการประกาศผลการประกวดความสะอาด  ซึ่งทำให้การประกวดไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด แก่การรณรงค์รักษาความสะอาดการประกวดความสะอาด อาจต้องใช้การเก็บคะแนนสะสมประจำสัปดาห์ ประจำเดือน และเมื่อครบปีประกาศผลมอบรางวัล

12  การรณรงค์กิจกรรม 5 ส

กิจกรรม 5 ส เป็นพื้นฐานการบริหารโรงงาน  โดยการจัดให้เป็นระเบียบและทำความสะอาดเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องจักรอุปกรณ์ และบริเวณโดยรอบ ผลของการจัดกิจกรรม ดังกล่าวทำให้สินค้าที่คุณภาพ และขจัดความสูญเปล่า อีกทั้งทำให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานมากยิ่งขึ้น  เพราะเมื่อใดที่โรงงานมีความเป็นระเบียบของสิ่งต่าง ๆ และไม่มีขยะคราบน้ำมันที่พื้น หรือสิ่งของที่ทิ้งระเกะระกะแล้ว จะไม่เป็นสาเหตุของการสะดุด ลื่นล้ม หล่นทับ อีกทั้งสุขภาพอนามัยและสภาวะจิตใจย่อมดีด้วยการจัดทำกิจกรรม 5 ส นั้น  พนักงานทุกคนต้องรับทราบหลักการและแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพราะจะต้องปฏิบัติงานไปพร้อมกับดูแลความเป็นระเบียบและความสะอาดด้วย  จึงต้องมีการฝึกอบรมเสียก่อนแล้ว จึงลงปฏิบัติงาน

13  การรณรงค์ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (KYT)

KYT เป็นเทคนิคในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยการฝึกให้พนักงานสามารถหยั่งรู้อันตรายที่จะเกิด และทุกครั้งที่จะปฏิบัติงานจะมีการย้ำเตือนตนเองเสมอ  เพื่อให้มีสติรู้กำลังทำอะไรอยู่ด้วยเทคนิคของ KYT จะทำให้สามารถรู้ล่วงหน้า หรือคาดหมายล่วงหน้าว่าจะเกิดอันตรายขึ้นอย่างไร  ทำให้มีการป้องกันแก้ไขไว้ก่อน  อุบัติเหตุจึงไม่เกิด  ผลคือการลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์

14  การตอบปัญหาชิงรางวัล

สถานประกอบการอาจจะจัดให้มีการตอบปัญหาชิงรางวัลในช่วงสัปดาห์ความปลอดภัยของบริษัทได้

15 การทำแผ่นป้ายแสดงสถิติอุบัติเหตุหรือป้ายประกาศ

การจัดทำแผ่นป้ายแสดงสถิติอุบัติเหตุภายในสถานประกอบการ  โดยมีขนาดใหญ่และติดตั้งในจุดที่พนักงานทุกคนเห็นได้ชัดเจน  เช่น  บริเวณด้านหน้าของโรงงาน เป็นต้น  มีผลทางด้านจิตวิทยาและความร่วมมือของพนักงานที่ทุกคนจะมีส่วนช่วยกันไม่ให้ตัวเลขสถิตินี้เพิ่มขึ้น  และรู้ว่าเป้าหมายของสถานประกอบการต้องการให้ชั่วโมงการทำงานที่ปราศจากอุบัติเหตุนั้นเป็นจำนวนเท่าใด

ป้ายประกาศกิจกรรม เรื่องราวบทความเกี่ยวกับความปลอดภัย อาจติดตั้งหน้าโรงงานทุกหลัง หรือเฉพาะบริเวณที่ติดประกาศรวมของสถานประกอบการ หรือบริเวณที่พนักงานชุมนุมกันมาก

16  การแต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย

คณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงานเป็นผู้ที่มีบทบาทความสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุในการทำงาน  เนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการวางแผนงาน วิธีการดำเนินการตรวจตราดูแลและให้คำแนะนำ การประเมินผล การรายงาน การสอบสวนวิเคราะห์สาเหตุของการประสบอันตราย และการเสนอแนะต่อฝ่ายบริหารในการเป็นผู้ที่จะประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติการ  เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานให้เกิดความปลอดภัยขึ้น

17  การจัดฉายวีดีโอความปลอดภัย

การจัดฉายวีดีโอเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานให้พนักงานชมช่วงพักเที่ยงของทุกวัน  โดยการยืมวีดีโอจากหน่วยราชการ สถานบันการศึกษา สถานทูต หรือสมาคมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้สร้างความเข้าใจแก่พนักงาน วิธีจูงใจให้พนักงานสนใจ อาจผสมผสานไปกับการตอบปัญหาชิงรางวัล โดยให้พนักงานหาคำตอบจากการชมวีดีโอ และส่งคำตอบมาร่วมชิงรางวัล

18  การทัศนศึกษาในสถานประกอบการอื่น

การนำพนักงานไปทัศนศึกษาโรงงานอื่น  จะเป็นประโยชน์แก่ตัวพนักงานได้รู้ได้เห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ และสามารถนำสิ่งที่เห็นมาพัฒนาหน่วยงานตนเองได้ แต่ก่อนที่จะทัศนศึกษาไปควรจะประชุมทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการทัศนศึกษาเสียก่อน  พร้อมทั้งแนะนำวิธีการทัศนศึกษาที่จะได้รับประโยชน์ เช่น อย่าสักแต่เดินไป ควรจะสังเกตสิ่งต่าง ๆ และหากมีโอกาสได้สอบถามปัญหา ควรตั้งคำถามอย่างไรและรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องไม่รุ่มร่าม หรือไปรบกวนการทำงานของพนักงานจะทำให้เสียชื่องเสียงของหน่วยงานของเรา และอาจไม่ได้รับความร่วมมือให้เข้าชมโรงงานนั้นต่อไป

19  กิจกรรมอื่น ๆ

19.1  แรลลี่ความปลอดภัย

19.2  การโต้วาทีหรือการแซววาที

19.3  การฝึกกายบริหาร

โดยทั่วไปจะนิยมใช้บอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะเป็นการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ตำแหน่งที่ควรจะติดตั้งคือที่ห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย (Change House) บริเวณโรงอาหาร บริเวณที่จัดCoffee Break หรือบริเวณที่มีการพักผ่อนเพื่อให้สามารถอ่านข้อความบนบอร์ดได้ในช่วงเวลาพักผ่อนเพียงไม่กี่นาที  แต่ไม่นิยมที่จะติดตั้งบอร์ดในบริเวณทางออก

ในแต่ละพื้นที่ทำงานหลัก ๆ ควรจะมีบอร์ด  เพื่อติดโปสเตอร์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เพื่อช่วยเน้นย้ำในเรื่องความปลอดภัย  ผลจากการวิจัยพบว่าโปสเตอร์ที่ดึงดูดความสนใจจากสีสันที่สวยงาม  และมีข้อความระบุ เพื่อให้ผู้อ่านปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติ  รวมทั้งวิธีการป้องกันแก้ไขปัญหาที่องค์กรกำลังประสบอยู่จะทำให้ผู้อ่านเกิดความตระหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อที่ติดอยู่บนบอร์ดประชาสัมพันธ์ควรจะเปลี่ยนตามความเหมาะสมเพื่อให้การส่งเสริมความปลอดภัยนั้นมีประสิทธิภาพ

บริษัทและฝ่ายที่เก็บรวบรวมข้อมูล สถิติอุบัติเหตุ สามารถนำข้อมูลในส่วนของอัตราการเกิดอุบัติเหตุและจำนวนวันหยุดงาน  มาใช้เพื่อสร้างความสนใจใช้เป็นกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ในแต่ละหน่วยงานได้ การแข่งขันแต่การประกวดระหว่างหน่วยงานโดยใช้สถิติอุบัติเหตุนั้น ไม่แนะนำให้ปฏิบัติ เพราะระดับของอันตรายของแต่ละหน่วยงานในบริษัทไม่เท่ากันทำให้การเปรียบเทียบไม่เหมาะสม  อีกทั้งยังจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่จะเกิดประโยชน์  ผลตอบแทนที่ได้รับจากการประกวดนั้นจะกระตุ้นให้คนเกิดการเรียนรู้ ปฏิบัติและจดจำในเรื่องความปลอดภัย

Newsletter และเอกสารเผยแพร่(Bulletins) รวมทั้งวารสารและสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ที่จะแจกจ่ายไปยังพนักงาน  เพื่อที่จะช่วยให้เกิดความสนใจในการส่งเสริมความปลอดภัย  นั้นจะใช้สื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้ในเรื่องพฤติกรรมที่ปลอดภัยนั้นมีความสำคัญอย่างไร  และการส่งสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้ไปยังบ้านของพนักงานจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมความปลอดภัยนอกเวลางานและความปลอดภัยในครอบครัวด้วย

การให้รางวัลกับพนักงานและการส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดความสนใจในกิจกรรมความปลอดภัย  ซึ่งกิจกรรมความปลอดภัยนั้นควรจะจัดให้ผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรม หรือมีการทำกิจกรรมความปลอดภัยร่วมกัน  การส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมด้านความปลอดภัยนั้นจะมีประสิทธิผลมากกว่าที่จะจัดให้มีการแข่งขัน การประกวดในเรื่องสถิติการเกิดอุบัติเหตุ โดยที่การใช้สถิติอุบัติเหตุมาเป็นหัวข้อในการประกวดนั้น  จะทำให้พนักงานไม่รายงานการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุนั้น เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก  แม้ว่าเวลาที่สูญเสียไปในการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ/เจ็บป่วย  จะมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนอุบัติเหตุ/เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด การจัดการประกวดหรือการแข่งขันจะมีประสิทธิภาพมากเมื่อมีการจัดในเรื่องของโปรแกรมความปลอดภัย เช่น ความรู้เรื่องกฎระเบียบความปลอดภัย การเรียนรู้ข้อมูลความปลอดภัย การจัดสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย (Housekeeping)รางวัลที่จะให้นั้นขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรมความปลอดภัย

โปรแกรมการให้รางวัล

รางวัลด้านความปลอดภัยจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนของการกระทำดี ด้านความปลอดภัยให้กับพนักงานที่ปฏิบัติตามโปรแกรมความปลอดภัยที่กำหนด เช่น สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคค(PPE)ตามช่วงเวลาที่จัดประกวดโดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

รางวัลตามโปรแกรมความปลอดภัย  โดยปกตินั้นจะจัดให้โดยองค์กรนั่นเอง  หรือจะเป็นการจัดการประกวดในระดับประเทศในองค์การการค้า สมาชิกบริษัทประกันภัย เพราะรางวัลนั้นได้ถูกเตรียมพร้อมมาแล้วซึ่งค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมากและง่ายต่อการปฏิบัติ คำพูดหรือข้อความที่ควรจะกล่าวเมื่อจะมีการมอบรางวัลคือผลของการทำความดี และควรให้ผู้จัดการ ผู้บริหารเป็นผู้มอบรางวัล เพื่อแสดงให้เห็นว่ารางวัลที่มอบให้นั้นมีความสำคัญ

การส่งเสริมความปลอดภัยนั้น  จะเพิ่มความตระหนักให้กับพนักงานในหัวข้อที่ต้องการจะสื่อและจะมีผลต่อทัศนคติ พฤติกรรมโดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภยที่มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมความปลอดภัยนั้น สามารถทำได้หลายกิจกรรม แม้ว่าจะใช้รูปแบบและวิธีการต่างกัน แต่วัตถุประสงค์นั้นควรจะเหมือนกัน  เพื่อที่จะทำให้เกิดความตระหนักในเรื่องความปลอดภัย และเป็นแบบอย่างเพิ่มทัศนคติในด้านความปลอดภัย การจะทำให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้นั้นจะต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติดังนี้

1  กำหนดเป้าหมาย เช่น กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยสามารถที่จะ

  • เพิ่มความตระหนัก(Awareness)
  • เปลี่ยนทัศนคติ(Attitudes)
  • เพิ่มความรู้(Knowledge)
  • กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมความปลอดภัย(Behaviors)

2  พิจารณาปัญหาที่วิกฤต เลือปัญหาที่ด้านความปลอดภัยที่กำลังประสบอยู่  ปัญหาด้านความปลอดภัยในอดีตหรือจุดที่มีศักยภาพสูงที่อาจทำให้เกิดความสูยเสียร้ายแรง  แล้วนำมาพิจารณาเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ปัญหาด้านความปลอดภัยที่ต้องได้รับการแก้ไขทางด้านวิศวกรรมหรือการควบคุม  จัดการโดยการบริหารงานนั้นไม่สามารถที่จะใช้การส่งเสริมความปลอดภัย แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ การส่งเสิรมความปลอดภัยจะสามารถใช้แก้ปัญหาด้านความปลอดภัยที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มความตระหนักและทัศนคติ

3  เกี่ยวข้องกับข้อความเพื่อระบุสาเหตุของอุบัติเหตุและการป้องกัน ข้อความทั่วไป เช่น “ความปลอดภัย” “ขับอย่างปลอดภัย” หรือ “โปรดระวัง” เป็นคำที่มีข้อจำกัดในการสื่อความหมายแต่ข้อความ “ย่อเข่าลงหน่อย เพื่อความปลอดภัยของหลัง” จะมีคุณค่า/ความสำคัญมากกว่า

4 ส่งเสริมการปฏิบัติที่จุดที่ต้องการควบคุม จากการศึกษาพบว่าโปสเตอร์จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อใช้ในจุดที่ต้องการ เช่น โปสเตอร์มีการใช้คำเตือนว่า “ใช้ราวบันได เพื่อความปลอดภัยในการใช้บันได” ซึ่งควรจะติดตั้งบริเวณ จุดที่คนขึ้นลงบันไดในกรณีที่มีการทำงานที่วิกฤติก็จะต้องติดตั้งบริเวณที่มีการทำงานนั้น ๆ

5  จัดเคมเปญการรณรงค์หรือหัวข้อของโปรแกรม

ควรมีการเน้นในเรื่องความปลอดภัยตามช่วงเวลาที่เหมาะสมตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน ในแต่ละโปรแกรมควรจะระบุหัวข้อที่ต้องการสื่อ  โดยผู้นำโครงการควรจะเป็นผู้จัดการและมีสมาชิกเป็นพนักงานในทุกระดับขององค์กร  มีการกำหนดการรณรงค์ โดยใช้การติดต่อสื่อสารหลาย ๆ ทาง เช่น

  • การสนทนาความปลอดภัย
  • โปสเตอร์
  • บันทึกจากผู้บรหาร
  • บอร์ดประชาสัมพันธ์ วารสาร แมกกาซีน Newsletter
  • ประกาศเสียงตามสาย
  • จัดนิทรรศการ
  • ใบปลิว
  • ป้ายผ้า(Benner)
  • การจัดการแข่งขัน/การประกวด
  • การสังเกตการทำงาน
  • การตรวจสอบ
  • รูปภาพ-สไลด์-ภาพถ่าย-วีดีโอ
  • การตั้งคำถาม

โดยควรจะมีทีมพนักงานที่ทำงานในแต่ละสื่อ และเป็นไปได้ที่จะทำให้มีสมาชิกในระดับจัดการมีส่วนร่วมในแต่ละกิจกรรม  เพื่อเป็นการแสดงให้พนักงานทราบถึงข้อตกลงด้านความปลอดภัย

6  เน้นย้ำในทางบวก ในกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย  ควรเน้นให้ทำมากกว่าที่จะเน้นว่าไม่ให้ทำ  เน้นในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  หรือเน้นย้ำในทางบวก/มากกว่าทางลบ

การจัดการประกวด  กิจกรรมข้อเสนอแนะการให้รางวัลนั้นจะเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการส่งเสริมความปลอดภัยที่ดีทางหนึ่ง  การประกวดจะช่วยให้เกิดความสนใจในระดับสูง  โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่วิกฤติและพื้นที่ ๆ มีความจำเป็นที่ต้องการให้ปรับปรุง  มากกว่าที่จะเน้นไปที่อัตราการบาดเจ็บ/เจ็บป่วย  โดยควรมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้  นำไปสู่การปฏิบัติ  เพื่อจดจำเรื่องความปลอดภัย ส่วนการจัดการประกวดนั้นจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น และควรมีการแจกรางวัลในที่สาธารณะ โดยรางวัลที่มอบให้นั้นควรจะมีความหมาย

โปรแกรมข้อเสนอแนะด้านความปลอดภัยจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมความปลอดภัยในทางบวก  โดยจะต้องมีการวางแผนที่ดี มีการจัดทำแผนงาน มีการประกาศให้พนักงานทราบและต้องมีการติดตามผล กิจกรรมนี้ก็จะสามารถนำความคิดที่ดี ๆ จากการทำงานที่ใกล้ชิดกับอันตราย ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการที่จะให้เกิดการยอมรับในด้านบวก

การให้รางวัลเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ  สร้างให้เกิดความตั้งใจ รวมทั้งรักษาความสนใจในเรื่องความปลอดภัย และเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการยอมรับในกลุ่มพนักงาน เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพนั้น รางวัลที่จะมอบให้นั้นจะต้องมีคุณค่าและมีความหมาย(ไม่ได้เป็นการมองว่าเป็นการให้สินบน) มีความเหมาะสมการมอบรางวัลให้กับผู้ชนะนั้นควรกระทำในโอกาสพิเศษ เช่น วันปีใหม่ วันครบรอบการจัดตั้งบริษัทฯ และจะเป็นสิ่งที่ดีถ้ามีการมอบรางวัลให้กับหัวหน้างานของผู้ชนะ ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือผู้บริหารในหน่วยงานนั้น ๆ ด้วย

“การวัดประสิทธิภาพของกลุ่ม” เป็นการส่งเสริมความปลอดภัยในด้านบวกอีกวิธีหนึ่ง โดยจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนไม่ว่าในระดับแผนกหรือฝ่ายของโรงงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน  การส่งเสริมความปลอดภัยวิธีนี้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  เมื่อวัดประสิทธิผลในด้านการเรียนรู้ การปฏิบัติและการจดจำมากกว่าที่จะเน้นไปที่วัดปลอดอุบัติเหตุ การส่งเสริมความปลอดภัยในเชิงบวกนั้นจะเป็นโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จได้นั้นจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมข้อเสนอแนะด้านความปลอดภัย การสังเกตการทำงาน การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามที่กำหนด การสนทนาความปลอดภัย การรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ การปฏิบัติตามกฎ การตระหนักในกฎระเบียบ และตัวชี้สมรรถนะอื่น ๆ ที่จะสามารถวัดประสิทธิภาพของกลุ่มได้

7  พิจารณาวิธี โปรแกรม หรือกิจกรรมที่จะเลือกใช้ในการส่งเสริมความปลอดภัย

ซึ่งกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยนั้นมีมากมาย  จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย  ตัวอย่างของกิจกรรม หรือสื่อความปลอดภัย เช่น

  • ประกาศข้อความสั้น ๆ                      ๐ จัดฝึกอบรม
  • การประกาศเสียงตามสาย                 ๐ การประชุมกลุ่ม
  • วิทยุกระจายเสียง                                      ๐ โปสเตอร์
  • การตรวจสอบ/การตรวจติดตาม         ๐ ภาพยนต์
  • การให้รางวัล                                   ๐ Newsletter
  • แบนเนอร์                                 ๐ หนังสือพิมพ์
  • หนังสือ,วารสาร                               ๐ ภาพถ่าย
  • บอร์ดประชาสัมพันธ์                        ๐ สไลด์
  • เอกสารเผยแพร่                               ๐ กฎระเบียบความปลอดภัย
  • ใบปลิว                                            ๐ การประกวด
  • แผ่นพับ                                          ๐ Safety Clubs
  • การให้คำแนะนำ                         ๐ การสนทนาความปลอดภัย
  • การอบรมพนักงานใหม่                    ๐ การประกวดคำขวัญ
  • นิทรรศการ                                                ๐ กิจกรรมข้อเสนอแนะ

ฯลฯ

8  ให้หลักที่พิสูจน์ได้เพื่อการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ

  • หลักของข้อมูลข่าวสาร คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเล่นเกมส์ถ้าเขารู้ว่าเกมส์ที่จะเล่นนั้นคืออะไร
  • หลักของการกระตุ้น  การสื่อสารที่มีประสิทธิผลนั้นจะกระตุ้นให้คนปฏิบัติ
  • หลักของความเป็นเจ้าของ  คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา
  • หลักการสร้างความสนใจร่วมกัน  ความร่วมมือกันจะช่วยสร้างการกระทำร่วมกัน
  • หลักการบังคับให้ปฏิบัติ พฤติกรรมในด้านบวกจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น
  • หลักของการรับซ้ำ ๆ กัน  ยิ่งได้รับข้อความบ่อยมากขึ้นเท่าใด ก็จะสามารถจำได้มากขึ้นเท่านั้น

9  การประเมินผลการส่งเสริมความปลอดภัย  เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับ

เพื่อให้ทราบว่าคนให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด  สามารถจำได้หรือไม่ มีการใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร อาจใช้วิธีการหาข้อมูลจากการสื่อสารระหว่างบุคคล การอภิปราย การสัมภาษณ์ การตั้งคำถามการสังเกตการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การทดสอบ การสอบถามทัศนคติ การสุ่มตัวอย่าง

หยุดและเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ โดยเลือกวิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพและจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

10 ใช้กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยร่วมกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในระบบการบริหารงานความปลอดภัย

ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ การประกวดหรือกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการบริหารงานความปลอดภัยโดยใช้หัวข้อองค์ประกอบความปลอดภัยที่ดำเนินงานเสร็จ เช่น นโยบายความปลอดภัยการยศาสตร์-การควบคุมการจัดซื้อ-กฎระเบียบความปลอดภัย-การฝึกอบรมพนักงานใหม่-การฝึกอบรมการสอบสวน-การตรวจสอบ-ระเบียบปฏิบัติงานวิกฤต-การประชุมความปลอดภัย-การเตรียมการในภาวะฉุกเฉิน-ตัวอย่างการเป็นผู้นำ

การส่งเสริมความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นแม้ว่าในสถานที่ทำงานนั้น ๆ จะถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัย  มีระเบียบปฏิบัติงานที่ถูกเขียนขึ้นมาให้มีความปลอดภัยมากที่สุด  มีการฝึกอบรมพนักงานทุกคน  และมีการบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติงานแล้วก็ตาม เพราะการป้องกันอุบัติเหตุนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของบุคคลที่จะทำให้เกิดความปลอดภัย  แม้ว่าสภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานและการปฏิบัติที่ต่ำกว่ามาตรฐาน  สามารถกำจัดและควบคุมได้  แต่ทุกคนควรเริ่มที่ตนเองในการป้องกันอุบัติเหตุ

ลักษณะของการส่งเสริมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ

มีลักษณะสำคัญหลายประการในการที่จะทำให้การส่งเสริมความปลอดภัยมีประสิทธิภาพดังนี้

1.  ครอบคลุม(Comprehensive)

คือการทำให้บุคคลเกิดความตระหนัก(Awareness) การยอมรับ(Acceptance)การนำไปประยุกต์ใช้(Application) การเข้าใจ รับรู้(Assimilation) ระดับของการตระหนัก นั้นจะสร้างความสนใจในโปรแกรมความปลอดภัย  โดยชักนำให้คนสนใจว่าความปลอดภัยคืออะไร และจะต้องทำอะไรบ้าง จุดประสงค์เพื่อที่จะทำให้คนคิดถึง และพูดในเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด ลำดับต่อไปคือการยอมรับ  โดยชักนำให้คนคิดว่าโปรแกรมความปลอดภัยและผลของความปลอดภัยนั้น  เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา  การที่จะระบุชี้ชัดว่าจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของโปรแกรมความปลอดภัยจะนำไปสู่ความปลอดภัยในลำดับต่อไปคือ การนำไปประยุกต์ใช้  การนำไปประยุกต์ใช้นี้จะทำให้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องในโปรแกรมความปลอดภัย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ ขั้นตอนซึ่งคนจะเรียนรู้โดยการกระทำและจะได้มาซึ่งประสบการณ์ในด้านความปลอดภัย  จากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเชื่อว่า พนักงานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมความปลอดภัยจะปรับปรุงสถิติความปลอดภัยให้ดีขึ้น  จะทำให้คนเข้าใจและเปลี่ยนพฤติกรรมและเข้าใจถึงการที่จะได้มาซึ่งจิตสำนึกด้านความปลอดภัย การเข้าใจ รับรู้  เป็นการที่จิตสำนึกด้านความปลอดภัยกลายมาเป็นความคิดของคน  มีคุณค่าและทัศนคติที่ดี  เป็นผลให้เกิดพฤติกรรมความปลอดภัย  ความไม่ประสบผลสำเร็จของโปรแกรมส่งเสริมความปลอดภัยหลาย โปรแกรมนั้น ผู้บริหารมักจะไปยึดกับข้อใดข้อหนึ่ง โดยไม่ครอบคลุมหลักการทั้งหมด

2.  ความต่อเนื่องของกิจกรรม(Continuous)

ควรมีการกำหนดเวลาที่แน่นอนในการจัดกิจกรรมที่ไม่ใช่เวลาการทำงานปกติ  อย่างไรก็ตามถ้าดำเนินการในช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ

ความพยายามที่จะทำให้เกิดความสนใจเรื่องความปลอดภัย  จะทำให้มีการพัฒนาลักษณะนิสัยในด้านพฤติกรรมความปลอดภัย

3.  การให้ความสนใจ(Concentrated On)

การกำหนดปัญหาด้านความปลอดภัยที่องค์กรประสบอยู่  การเลือกเทคนิคและวิธีการส่งเสริมความปลอดภัยที่เหมาะสมที่สามารถแก้ปัญหา มากกว่าที่จะมองว่ามีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พิจารณาปัญหาประสบการณ์ในอดีตอย่างรอบคอบ รวมทั้งนโยบายขององค์กร กลุ่มเป้าหมาย ปัญหาต่าง ๆ ที่องค์กรประสบอยู่ ลักษณะของพนักงาน เพื่อเลือกกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยให้เหมาะสม

4.  ความน่าเชื่อถือ(Credibility)

เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่จะต้องพิจารณาของการจัดกิจกรรมการส่งเสริมความปลอดภัย โปรแกรมส่งเสริมความปลอดภัยจะน่าเชื่อถือเมื่อได้รับการสนับสนุน จากคณะกรรมการบริหารของบริษัท และข้อตกลงนั้นสามารถดูได้จากนโยบายของบริษัท  โดยมีโปรแกรมการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ มีการฝึกอบรมการปฏิบัติงานรวมถึงมีสอบสวนอุบัติเหตุ ฯลฯ แนวทางที่จะทำให้พนักงานเห็นว่าบริษัทมีความตั้งใจที่จะให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน พนักงานจะสามารถเรียนรู้ได้จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย ข้อความด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพนั้นจะนำเสนอโดยใช้เทคนิคการส่งเสริมความปลอดภัยและยังขึ้นอยู่กับการรับรู้ของพนักงานด้วยว่าผู้บริหารให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัย

ทั้ง 4 ระดับของการพัฒนาควรจะมีการดำเนินการในเวลาเดียวกัน  แม้ในบางโอกาส จะต้องดำเนินการในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น มีการลาออกของพนักงาน การโอนย้ายงาน หรือการเลื่อนระดับของพนักงาน และการจ้างงานใหม่ หรือการโอนย้ายเข้ามาใหม่ในบางครั้งพนักงานอาจลืมหรือไม่ปฎิบัติตาม  ดังนั้นการส่งเสริมความปลอดภัยจะต้องทำอย่างคงที่ต่อเนื่องทั้ง 4 ระดับ

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการ นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม และผู้ดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาำแวดล้อมในการทำงานในสถานประกอบกิจการ ควรมีการดำเนินงานด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม อันประกอบด้วย

1. การตระหนัก (Recognition) ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการตระหนักถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จึงต้องทำการค้นหาหรือสืบค้นปัจจัยสิ่งแวดล้อม ที่อาจคุกคามต่อชีวิตและสุขภาพอนามัย ซึ่งทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติ หรือเป็นสาเหตุของความรู้สึกไม่สบาย และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยใช้ข้อมูลต่างๆ ของสถานประกอบกิจการ การสังเกตุพฤติกรรมและการใช้ระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ขณะเดินสำรวจในสถานประกอบกิจการ การตระหนักนี้ ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และความสำนึก เกี่ยวกับองค์ประกอบสิ่งแวดล้อมการทำงานที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของพนักงานในสถานประกอบกิจการ รวมทั้ง เหตุที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกสบายในการทำงาน ความเมื่อยล้า อันเกิดเนื่องมาจากสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวข้างต้น

2. การประเมิน (Evaluation) ระดับปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการประเมิน ระดับของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพอนามัย ซึ่งเกิดขึ้นในหรือจากสถานที่ทำงาน เพื่อทราบถึงปรอมาณ หรือ ระดับของสิ่งคุกคามในสิ่งแวดล้อมการทำงาน โดยต้องใช้ความรู้ การศึกษาเฉพาะทาง และประสบการณ์ในการตรวจวัด วิเคราะห์และประเมินระดับสิ่งคุกคามสุขภาพอนามัยนั้น เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่มีอยู่ว่าสภาพแวดล้อมการทำงานนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานหรือไม่

3. การควบคุม (Control) ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินควบคุมปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่คุกคามชีวิตและสุขภาพอนามัย เพื่อกำจัดสิ่งคุกคาม หรือลดปริมาณหรือระดับของสิ่งคุกคามในสิ่งแวดล้อมการทำงาน  หรือลดโอกาสที่ผู้ปฏิบัติงานจะสัมผัสกับสิ่งคุกคามนั้นเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานหรือลดอันตรายให้มีน้อยที่สุด มาตรการป้องกันแก้ไขต่างๆของการควบคุม ควรมีการทบทวนและปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น โดยการใช้ความรู้ทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ เทคโนโลยีในการออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์ และหรือการผสมผสาน  วิธีการต่างๆเพื่อกำจัด หรือลดปริมาณหรือระดับสิ่งคุกคาม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ การควบคุมที่แหล่งกำเนิด การควบคุมที่ทางผ่าน และการควบคุมที่ตัวบุคคล

จากตอนแรกในส่วนของ วิธีการจัดทำแผน เราได้ผ่านขั้นตอนของการวางนโยบายและเป้าหมายแล้ว ลำดับถัดมาที่ต้องทำ คือ

(3) สโลแกน หรือ คำขวัญ

เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานทุกๆคน หน่วยงานจึงควรมีสโลแกนซึ่งสื่อด้วยภาษาที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ปลุกจิตสำนึกของการปฏิบัติตามแผนควบคุม

(4) หัวข้อปฏิบัติที่สำคัญ กับหัวข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

เริ่มจากทำความเข้าใจสภาพการณ์

A . จับประเด็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข
ด้วยเหตุที่หัวข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้น จะเป็นปัจจุยสำคัญที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายโดยตั้งอยู่บนฐานของนโยบายพื้นฐาน จึงควรกำหนดหัวข้อที่สามารถหวังผลได้มากที่สุด

และเพื่อที่จะจัดทำแผนที่ดีสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่แท้จริงของที่ทำงาน ควรทำความเข้าใจกับสภาพการณ์นั้นๆอย่างถ่องแท้พร้อมๆกับการสะท้อนความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ซึ่งถ้าหากไม่สามารถทำความเข้าใจกับสภาพการณ์และสะท้อนความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องได้ดีพอแล้ว จะก่อให้เกิดปัญหาต่อไปนี้ตามมา ซึ่งแผนที่ควบคุมได้จะมีข้อที่เปล่าประโยชน์มากมาย และยากแก่การดำเนินการให้มีประสิทธิผลด้วย

- มองข้ามปัญหาสำคัญซึ่งทำให้ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงถึงรากเหง้าของปัญหาได้
- จะกลายเป็นแผนซึ่งอยู่ในรูปของบทความ ไม่สามารถนำไปสู่การกำหนดทิศทางที่เหมาะสมกับที่ทำงานได้
- กลายเป็นแผนครอบจักรวาลซึ่งต้องมีจุดให้ควบคุมมากเกินความจำเป็น
- ไม่สามารถเป็นแรงจูงใจที่ดีพอ หน่วยงานต่างๆจึงไม่กระตือรือร้นที่จะปฏิบัติตาม

การทำความเข้าใจกับสภาพการณ์ของที่ทำงานหรือจุดปฏิบัติงานนั้น นอกจากจะสอบถามถึงปัญหาที่เผชิญอยู่จากผู้เกี่ยวข้องแล้ว ยังต้องทำการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัย การตรวจตราความปลอดภัยที่กระทำเป็นกิจวัตร ตลอดจนความเป็นไปของกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยทุกรูปแบบ และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของแผนผลิตในปีต่อไปพร้อมๆกันไปด้วย ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องทำรายการของปัญหาท่ควรแก้ไขจากทุกมุมมองสำหรับปีต่อไปขึ้นมา

B. จับประเด็นปัญหาที่ฝังรากลึก
ในเรื่องใดก็แล้วแต่หากมองเพียงสภาพการณ์ปัจจุบันแล้ว คงจะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขชนิดถอนรากถอนโคนได้ ซึ่งก็หมายความว่ายังไม่ใช่มาตรการรับมือกับปัญหาอย่างถาวร
ฉะนั้น จึงควรจับประเด็นปัญหาที่ฝังรากลึกซึ่งควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขขึ้นมาทีละประเด็น จากมุมมองของสภาพการณ์ปัจจุบัน แล้วตั้งคำถามว่า “เพราะอะไร” กับทุกๆปัญหานั้น
ประเด็นปัญหาที่ถูกยกขึ้นมานั้น ยกตัวอย่างเช่น “มักไม่มีการใช้ตาข่ายนิรภัยในการปฏิบัติงานในที่สูง” ซึ่งเป็นการกล่าวถึงสภาพการณ์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนั้น อันเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป ในที่สุดก็มักจะใช้วิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างในกรณีนี้ก็คงจะเป็นการรณรงค์ให้ “พยายามใช้ตาข่ายนิรภัยอย่างเคร่งครัด” ซึ่งจะกลายเป็นการเชิญชวนที่ขาดน้ำหนัก และยากที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังจนเห็นผล
เพราะฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงควรจะมองลึกลงไปถึงต้นเหตุหรือรากเหง้าของปัญหานั้นด้วยการตั้งคำถามว่า “เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น?”
คำถามที่จะค้นพบตามมาจึงอาจจะเป็นว่า “ยังมีจิตสำนึกต่อสิ่งนี้ไม่เพียงพอ” หรือ “ขาดการถูกอบรมให้รับรู้ถึงความจำเป็น” หรือ “ไม่มีจุดที่จะติดตั้งตาข่ายนิรภัย” เป็นต้น ซึ่งต้นตอของปัญหาอันสืบเนื่องมาจากวิธีการปฏิบัติงานหรือการควบคุมดูแลจะปรากฏเด่นชัดขึ้น ทำให้สามารถกำหนดมาตรการในการแก้ไขปรับปรุงได้อย่างเป็นรูปะรรม

สิ่งที่สำคัญ คือ เฟ้นหาประเด็นปัญหาที่สำคัญจากปัญหาที่ฝังรากลึกซึ่งได้หยิบยกกันขึ้นมา แล้วแก้ไขปรับปรุงไปทีละประเด็นตามลำดับ

C. กำหนดหัวข้อปฏิบัติที่สำคัญ กับ หัวข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
กำหนดมาตรการแก้ไขปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรมที่น่าจะมีประสิทธิผลมากที่สุดสำหรับแต่ละปัญหาที่ได้ถูกหยิบยกและคัดเลือกไว้แล้ว มาตรการการแก้ไขและปรับปรุงดังกล่าวจะเป็นหัวข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะต้องจัดแยกประเภทและกำหนดหัวข้ออีกทีหนึ่งเพื่อกำหนดเป็นหัวข้อปฏิบัติที่สำคัญเร่งด่วน

การนำเสนอหัวข้อทั้ง 2 ประเภทนี้ จะต้องเขียนขึ้นโดยแจกจแงรายละเอียดเป็นข้อๆด้วย ภาษาที่เข้าใจง่าย โดยอธิบายให้ละเอียดจนสามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าควรจะทำอะไรและอย่างไร

(5). แผนปฏิบัติการจริง

เพื่อไม่ให้แผนเป็นเพียงข้อความบนแผ่นกระดาษ เราจำเป็นต้องดำเนินการตามแผนนั้น แต่ถ้ามีเพียงการกำหนดหัวข้อที่ต้องปฏิบัติอย่างเป้นรูปธรรมเท่านั้น ก้คงไม่มีใครทราบได้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรบ้างจึงจะเป้นการดำเนินการตามแผนอย่างเป้นรูปธรรม การลงมือปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ จึงดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้ยาก

เพราะฉะนั้นจึงจำเป้นอย่างยิ่งที่จะต้องวางกลยุทธ์เพื่อให้มีการปฏิบัติการตามแผนอย่างได้ผล สำหรับในแต่ละ “หัวข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” ที่กล่าวถึงมาตลอด โดยจัดทำเป็นแผนรายปีซึ่งระบุเป้าหมายที่จะปฏิบัติให้บรรลุผลในแต่ละเดือน

สำหรับแผนปฏิบัติการจริงนี้ อาจจะมีกรณีที่แจกแจงรายละเอียดของขั้นตอนดำเนินการสำหรับหัวข้อปฏิบัติที่ต้องเน้นความสำคัญแยกออกมาจากเอกสารแนบ แต่เชื่อว่าถ้าระบุรายละเอียดไว้ในแผนเลยก็จะประหยัดเวลาและดำเนินการได้ง่ายกว่า

5. แผนกิจกรรม

ควรจะต้องมีการจัดทำแผนกิจกรรมโดยรวมเป็นรายเดือน โดยยึดแผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่จัดทำไว้นั้นเป็นรากฐาน ซึ่งเป็นใบแทรกแนบอยู่ในแผน (ตัวอย่างแบบฟอร์มจะจัดให้โหลดในเว็บบอร์ดครับ)

กิจกรรมที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่ส่งผลกับพนักงานทั่วทั้งองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อันได้แก่ การตรวจตราความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย การประเมินสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน การเสนอผลงาน การจัดการแข่งขันกีฬา การตรวจสุขภาพ เป็นต้น โดยระบุไว้ให้เป็นแผนกิจกรรมที่กำหนดระยะเวลา วันเวลา และเนื้อหาของกิจกรรมให้ชัดเจน

ที่มา :  คู่มือการจัดทำแผนเพื่อควบคุมความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ของ ส.ส.ท.

1. หน่วยงานnี่จัดทำแผน
ต่อไปนี้จะขออธิบายถึงวีธีจัดทำแผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยโดยทั่วไปแบบเป็นรายปี

หน่วยงานที่จะจดัทำแผนดังกล่าว ย่อมจะแตกต่างไปตามขนาดของกิจการและสถานที่ปฏิบัติงาน สำหรับกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงานประมาณ  100 – 200 คนนั้น ไม่จำเป็นต้องจัดทำแผนของแด่ละหน่วยงาน แต่น่าจะจัดทำแผนของทั้งบริษัทแล้วใช้ดำเนินการร่วมกันในทุกหน่วยงาน

ส่วนกิจการขนาดกลางซึ่งมีสำนักงานใหญ่เป็นสถานทีทำการเพึยงแห่งเดียว ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นจุดปฏิบัติงานทลายจุดและมีพนักงานอยู่หลายร้อยคนนั้น ควรจะใช้แผนของทั้งบริษัทเป็นหลักสำหรับสถานที่ทำการดังกล่าว    แล้วทำแผนสำหรับแต่ละจุดปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมและเหมาะสมกับแต่ละจุดมากขึ้นโดยยึดแผนของทั้งบริษัทเป็นแนวทาง

และถ้าหากเป็นกิจการขนาดใหญ่ที่มีสถานที่ทำการหลายแห่ง ก็ควรจะต้องจัดทำแผนสำหรับของทั้งบริษัท และแผนสำหรับสถานที่ทำการแต่ละแห่ง และแผนสำหรับจุดปฏิบัติงานแต่ละจุดด้วย

ขนาด

หน่วยงานที่จัดทำแผน

สำนักงานใหญ่

สถานที่ทำการ

จุดปฏิบัติงาน

กิจการขนาดเล็ก

О

-

-

กิจการขนาดกลาง

О

-

О

กิจการขนาดใหญ่

О

О

О

2. ช่วงอายุของแผน

โดยหลักการพื้นฐานแล้ว แผนดังกล่าวควรมีการจัดทำขึ้นทุกปี

ส่วนช่วงอายุของแผนนั้น อาจจะเริ่มทำตั้งแต่เดือนมกราคมของทุกปีและไปหมดอายุเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม โดยจัดทำแผนให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทในแต่ละปี หรือจะเริ่มแผนใหม่ ณ ไตรมาศใดก็ได้โดยใช้แผนให้ครบปี แล้วแต่ว่ากิจการนั้นๆ มีจุดเริ่มต้นของนโยบาย หรือแผนทั่วไปใหม่ ณ เวลาใด

3. แบบแผน และ หัวข้อของการจัดทำแผน

เนื่องจากว่าการควบคุมเพื่อความปลอดภัยและการควบคุมสุขอนามัยในแต่ละหน่วยงานนั้น มักจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเป็นส่วนใหญ่ ระยะหลังนี้กิจการและสถานที่ทำการได้รวมเอาแผนควบคุมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยเข้าด้วยกัน โดยจัดทำเป็นแผนควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แผนควบคุมนี้ ไม่ว่าจะเป็นกิจการประเภทใด มีขนาดเท่าใด หรือหน่วยงานใดเป็นผู้จัดทำแผนก็ตาม โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้แบบแผนซึ่งจะระบุ นโยบายพื้นฐาน ,เป้าหมาย ,สโลแกน หรือ คำขวัญ ,หัวข้อปฏิบัติที่สำคัญ ,หัวข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และแผนที่ปฏิบัติการจริงเอาไว้

ท่านสามารภดาวน์โหลดตัวอย่างแบบฟอร์ม ได้ที่  http://forums.thaisafetywork.com/index.php?topic=1367.msg4829

4. วิธีการจัดทำแผน

(1) นโยบายพื้นฐาน

นโยบายพื้นฐานของบริษัทหรือองค์กร ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นตัวบ่งชี้ถึงท่าทีที่มีต่อการป้องกันอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูง และเป็นรากฐานของนโยบายโดยรวม
นอกจากจะต้องระบุถึงลำดับความสำคัญของความปลอดภัยและสุขอนามัย ตลอดจนทิศทางอย่างเป็นรูปธรรมของการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในแง่ของการบริหารงานแล้ว  ยังจำเป็นต้องระบุถึงเจตนาที่ชัดเจนของผู้บริหารระดับสูงด้วย

นโยบายพื้นฐานนี้ไม่วา่จะถูกนำเสนอในรูปของบทความหรือหัวข้อก็ตามแต่ ควรนำเสนอด้วยภาษาที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย

(2) เป้าหมาย

ต้องกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมที่ต้องการจะบรรลุให้ถึงในปีต่อไปจากการดำเนินการตามแผนควบคุมดังกล่าว

เป้าหมายดังกล่าวนี้ ควรระบุเป็นตัวเลข เพื่องบ่งชี้ถึงเป้าหมายของการควบคุมเพื่อความปลอดภัยควบคู่กับการควบคุมสุขอนามัยและสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม

ความปลอดภัยที่กล่าวถึงนี้ ครอบคลุมถึงอัตราของจำนวนครั้งและจำนวนรายของอุบัติเหตุ จำนวนวันและเวลาของการบรรลุเป้าหมายของสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่เป็นศุนย์ จนถึงจำนวนรายของการรายงานจากฝ่ายที่รับฟังปัญหาและจำนวนรายที่แล้วเสร็จของการวางมาตรฐานการปฏิบัติงาน

ส่วนสุขอนามัยที่ต้องควบคุมนั้น จะครอบคลุมตั้งแต่อัตราและจำนวนของการลาป่วยเพราะโรคระบาดไปจนถึงเป้าหมายของการสร้างสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติงานและการควบคุมสุขภาพของพนักงาน

ถ้าหากแผนนั้นครอบคลุมถึงความปลอดภัยในการคมนาคมด้วยแล้ว ก็จะต้องระบุถึงจำนวนรายของอุบัติเหตุและอุบัติภัยที่เกิดจากการคมนาคมด้วย

อย่างไรก็ตาม ควรมีทัศนคติที่ว่า หากตั้งใจจริงและพยายามให้เต้มที่แล้ว ย่อมจะบรรลุเป้าหมาย

แต่ว่ามาในระยะหลังนี้ เนื่องจากมีทัศนคติที่เหนียวแน่นว่า ไม่ควรมีการก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับพนีกงานเลยแม้แต่คนเดียว การระบุถึงอัตราที่ลดลงของจำนวนรายของการเกิดอุบัติเหตุในการกำหนดเป้าหมายจึงลดลง และหันมาเน้นที่เป้าหมายให้ “อุบัตเหตุร้ายแรงเป้นศูนย์” หรือ”อุบัติภัยที่ก่อให้เกิดการหยุดพักงานเป็นศูนย์” เพิ่มมากขึ้น

เพราะอุบัติภัยที่ก่อให้เกิดการหยุดพักงานนั้น ในกรณีที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพยายามให้ลดลงจาก 5 ราย เหลือ 3 ราย ซึ่งถึงแม้ว่าผลจากความตั้งใจจริงของทุกฝ่ายจะสามารถทำให้ลดลงจนเหลือเพียง 2 รายก็ตาม แต่ทรัพยากรบุคคลดังกล่าวไม่มีใครสามารถทดแทนใครได้ ในเมื่อมีพนักงานต้องประสบกับอุบัติเหตุจากการทำงานถึง 2 คน แม้จะน่าชมเชยในความพยายามที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีแต่อย่างใด

+++++++

วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ ติดตามอ่านต่อได้ในตอนที่ 2