Safety Electric : ความปลอดภัย จากงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้า Archives

น้ำท่วม

ขณะนี้สถานประกอบการหลายแห่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ห้างร้าน โรงงานต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่ จป. ต้องคิดไว้ คือ ภายหลังน้ำลดแล้ว เราจะมีแผนการอย่างไรบ้างที่จะทำให้สถานประกอบการของเราฟื้นสภาพกลับมาปลอดภัย

ยกตัวสิ่งที่ต้องตรวจสอบ เช่น ระบบไฟฟ้า และ เครื่องจักร ที่โดนน้ำท่วมเสียหาย เจ้าหน้าที่ จป. จะต้องแน่ใจว่าไม่มีไฟฟ้ารั่วจากการชำรุดของสายไฟ เครื่องจักร โดยก่อนใช้งานควรให้ช่างไฟฟ้า ช่างเครื่องกลที่มีความชำนาญ เป็นผู้ตรวจสอบและทดลอง

ความสะอาด เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างแน่นอน ทั้งนี้ในขั้นตอนการทำความสะอาด ควรระมัดระวัง สัตว์เลื้อยคลานต่างๆที่หนีน้ำเข้ามาในสถานประกอบการด้วย

ทั้งนี้ในการเตรียมการของแต่ละสถานประกอบการ อาจจะต่างกัน หากเพื่อนๆมีข้อเสนอแนะ อยากให้ช่วยไปแนะนำกันในเว็บบอร์ดด้วยครับ

การจัดโต๊ะทำงานให้รกมากๆ ทั้งโดยตั้งใจ เพื่อให้เจ้านายเห็นว่างานหนัก หรือไม่ตั้งใจ เพราะขี้เกียจจะเก็บ อาจเป็นสาเหตุของอุบัติภัยร้ายแรงได้

officeรกมาก

จากภาพด้านบน เป็นตัวอย่างของ โต๊ะทำงานที่อาจเกิดเพลิงไหม้ได้ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีความร้อน และกระดาษก็เป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นแม้ว่างานจะเยอะสักเท่าไรก็ควรจะสละเวลาสักนิดมาดูแลโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักสำคัญ

จะเห็นได้ว่าแม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่นนี้ หากละเลย มองข้ามอันตรายที่จะเกิดขึ้น ก็สามารถนำมาซึ่งอุบัติภัยร้ายแรงได้

วันที่ 21 มกราคม 2554 ได้มีการประกาศกฏกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงในราชกิจจานุเบกษา โดยหลังจากประกาศ 180 วัน กฏกระทรวงนี้จะมีผลบังคับใช้

ภายในกฏกระทรวงฉบับนี้ ที่ด้านท้าย ได้มีตารางแนบท้ายเรื่องระยะห่างในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าสำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า จึงนำมาโพสไว้ในบทความวันนี้

ตารางที่ ๑ ระยะห่างต่ำสุดในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า และการใช้ฮอตสติก (Hot Stick) สำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ

ระยะห่างต่ำสุดในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า


ตารางที่ ๒ ระยะห่างต่ำสุดในการปฏิบัติงานทั่วไปสำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ

สำหรับไฟฟ้ากระแสสลับ

หวังว่าทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับงานด้านไฟฟ้า คงไม่ละเลยที่จะปฏิบัติตามกฏหมายฉบับนี้ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

ในกฏกระทรวงฉบับนี้ ยังมีรายละเอียดอื่นๆที่สำคัญอีกมาก ท่านสามารถ  ดาวน์โหลดได้ที่นี่

พัฒนาการของไฟ

การพัฒนาของไฟ (Fire Development) หมายถึง การเริ่มขยายตัวของไฟไปจนถึงการมอดของไฟเป็นปฏิกิริยาทางเคมีและฟิสิกส์ ในการศึกษาเรื่องไฟจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ เพราะไฟเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหรือมีพลวัต (Dynamic)อยู่ตลอดเวลา เมื่อทำการศึกษา เราพบว่าไฟมีพฤติกรรมการเกิดไปจนถึงดับว่าเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อที่จะนำไปหาวิธีป้องกันและคุ้มครองอันตรายจากอัคคีภัยต่อไป

ในด้านการพัฒนาของไฟ จะเป็นการศึกษาในแต่ละขั้นตอนของการเกิดการขยายตัว และการมอดของไฟ ซึ่งเป็นไฟที่อยู่ในห้องหรือพื้นที่ที่มีการปกคลุมอยู่ โดยสังเกตุจากช่วงเริ่มต้นของไฟ แล้วพัฒนาจนเป็นไฟที่ลุกลามเต็มที่แล้วหลับลงหรือพัฒนาได้ไม่มากแล้วดับลง เป็นต้น

การพัฒนาของไฟแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

1. ไฟระยะเริ่มเติบโต (Growth Period)
เป็นระยะแรกเริ่มของไฟที่ลุกติดวัสดุเชื้อเพลิง   อยู่ในช่วง  1 – 2  นาที  ความร้อน (Heat) จะทำให้วัสดุใกล้เคียงเริ่มคายอนุภาคเล็กๆ เนื่องจากผลของความร้อน โดยถ้าสังเกตจะเห็นเป็นควันสีเทาลอยขึ้นมาจากนั้นจะเกิดเป็นเปลวไฟ อุณหภูมิประมาณ 38°c

2. ช่วงลุกไหม้อย่างต่อเนื่องและเริ่มพัฒนาเป็นไฟใหญ่
หลังจากลุกไหม้ผ่านมาในช่วง 4 – 5 นาที  ความร้อนจากการลุกไหม้ของวัสดุในห้องจะลอยขึ้นสู่เพดาน เมื่อกระทบเพดานจะไม่มีอ๊อกซิเจนบริเวณส่วนบริเวณตอนล่างที่สัมผัสกับอากาศ ก็จะเกิดการสันดาปลุกเป็นเปลวไฟม้วนเคลื่อนไปตามฝ้าเพดาน ในขณะเดียวกันก็แผ่รังสีความร้อนไปยังวัสดุอื่นๆในห้องจนเกิดออกมาเรื่อยๆ  โดยมีอุณหภูมิประมาณ  700°c

3. ช่วงลุกไหม้อย่างฉับพลันไปทั่วของควัน/ไอเชื้อเพลิง (FLASH OVER)

เป็นช่วงที่ผ่านการลุกไหม้มาแล้วประมาณ  7 – 8 นาที วัสดุเชื้อเพลิงต่างๆในห้องได้คายไอออกมาเป็นปริมาณมากเหมาะสมกับสัดส่วนของออกซิเจน และความร้อนที่มีอยู่แล้วในห้อง ทำให้เกิดการลุกไหม้อย่างฉับพลัน  โดยมีอุณหภูมิประมาณ 1000°c และแผ่รังสีความร้อนออกมาประมาณ 25KW/M2 โดยวัสดุเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นควันและไอในห้องจะถูกเผาไหว้เกือบหมด

4. ช่วงลุกไหม้เต็มที่
จะมีอุณหภูมิประมาณ 1300°c โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเชื้อเพลิง ความหนาแน่นของเชื้อเพลิง รูปร่างและตำแหน่งที่ตั้งของเชื้อเพลิง ปริมาณอากาศ ลักษณะทางเลขาคณิตของห้อง และคุณสมบัติของสิ่งต่างๆรอบบริเวณนั้น

5. ช่วงไฟเริ่มมอด
เมื่อพัฒนาถึงขั้นเต็มที่แล้ว และไม่มีเชื้อเพลิงหรือขาดออกซิเจน ไฟจะค่อยๆดับลง

ไฟที่คุไหม้

ไฟที่คุไหม้ แบ่งได้ 2 ระยะ คือ

1. ระยะเริ่มคุไหม้
หลังจากไฟเริ่มลุกติดเชื้อเพลิงในช่วงแรก ถ้าไฟขาดออกซิเจนหรือเชื้อเพลิง ไฟนั้นจะค่อยๆมอดดับลงแต่ถ้ายังมีเชื้อเพลิงและออกซิเจนอยู่ ไฟนั้นจะคงลุกไหม้แบบคุแต่ยังคงปล่อยความร้อนออกมาเรื่อยๆ เนื่องจากออกซิเจนเริ่มน้อยลงทำให้อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นและไอจากสารเชื้อเพลิงจะมีมากขึ้น อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 700°c

2. การลุกไหม้แบบระเบิดหวนกลับเนื่องจากอากาศวิ่งเข้ามาทำให้ไฟและควันไฟลุกไหม้รุนแรง (ฺBACKDRAFT)
เมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นและไอจากสารเชื้อเพลิงมีจำนวนมากแต่ยังขาดออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลุกไหม้ ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประตูหรือเจาะผนังทำให้ออกซิเจนกลับเข้าไปภายในได้และจะเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นมาก ซึ่งก็เป็นเสมือนการระเบิดนั่นเอง ซึ่งกรณีที่อากาศหวนกลับไปในห้องทำให้เชื้อเพลิงติดไฟอย่างรวดเร็วอีกครั้ง (backdraft) นักผจญเพลิงต้องเห็นความร้ายกาจและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ไฟที่จำกัด

เป็นไฟที่เกิดจากการลุกไหม้อย่างรวดเร็วทันทีทันใดเสมือนการระเบิด โดยสาเหตุมาจากการที่ไอร้อนจากการเผาไหม้ส่วนอื่นอัดเข้ามาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมานานจนมีแรงอัดมาก จนในที่สุดก็เกิดความร้อนสูงและระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เรียกว่า การติดไฟเอง (Autoignition) ของก๊าซต่างๆ

ที่มา : “หนังสือความรู้เรื่องไฟ” โดยอาจารย์ เอื้อนพร ภู่เพ็ชร์

กฎระเบียบความปลอดภัยในงานเชื่อมที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้

1. ก่อนเริ่มงานเชื่อมต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายให้เหมาะสมกับการทำ งาน เช่น หน้ากากเชื่อม , ถุงมือหนัง , ปลอกแขนหนัง , ผ้าหน้ากากกรองควันเชื่อม เป็นต้น

2. ก่อนที่จะเริ่มทำการเชื่อม จะต้องแน่ใจว่า ไม่มีวัสดุติดไฟอยู่ใกล้กับบริเวณที่จะทำการเชื่อม

3. งานเชื่อมภาชนะที่มีสารไวไฟอยู่ภายใน เช่น ถังน้ำมัน  จะต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน และก่อนเชื่อมต้องแน่ใจว่าไม่มีไอระเหยของสารไวไฟ ตกค้างอยู่

4. งานเชื่อมวัสดุ หรือ ภาชนะที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น ตะกั่ว โลหะอาบสังกะสี จะต้องมีเครื่องดูดควัน หรือสวมเครื่องกรองอากาศ หรือจัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม เพราะควันของงานเชื่อมมีอันตรายต่อสุขภาพ

welding

5. เครื่องเชื่อมจะต่อต่อหลักดิน ให้ถูกต้อง

6. สายไฟเชื่อมจะต้องอยู่ในสภาพดี ข้อต่อต้องแน่นหนาและหุ้มฉนวนให้เรียบร้อย

7. ขณะที่ทำงานอยู่ สายไฟเชื่อมจะต้องไม่แช่น้ำ

8. ในกรณีที่ต้องเชื่อมในที่เปียกชื้น ต้องสวมรองเท้ายาง และหาวัสดุที่้เป็นฉนวนไฟฟ้ารองพื้น ในบริเวณที่ทำงานเชื่อม

9. การทำงานเชื่อมในที่สูง ต้องสวมเข็มขัดนิรภัย และคล้องเกี่ยวกับสิ่งที่มั่นคงแข็งแรง ยึดไว้ตลอดเวลา

10. งานเชื่อมบนที่สูงจะต้องจัดให้มีผ้ากันไฟ หรือถาดรองไฟ ป้องกันสะเก็ดไฟร่วงหล่น]’,k

11. จัดเตรียมถังดับเพลิงไว้ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน ตลอดเวลา

12. ห้ามมองแสงเชื่อมด้วยตาเปล่าเด็ดขาด

13. เมื่อทำงานเชื่อมเสร็จ ต้องปิดสวิตซ์ที่จ่ายไฟไปยังเครื่องเชื่อมทันที

14. ก่อนเลิกงาน ตรวจสอบบริเวณที่ปฏิบัติงานให้แน่ใจว่าวัสดุต่างๆในบริเวณที่ทำงาน ไม่ได้มีสะเก็ดไฟลุกติดอยู่

ทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างกฏระเบียบคร่าวๆ สำหรับการทำงานเชื่อมครับ เพื่อนๆสามารถนำไปดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับการทำงานในสถานที่ทำงานของตนได้ครับ

เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไปสามารถแยกประเภทตามการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด ซึ่งกำหนดโดยมาตรฐาน IEC 60536 ได้ดังนี้

1. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท O     คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเพียงฉนวนมูลฐาน และไม่สามารถที่จะต่อสายดินเข้ากับส่วนของเปลือกที่เป็นโลหะได้

2. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท OI     คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉนวนมูลฐานเป็นอย่างน้อยและมีขั้วสำหรับการต่อสายดินที่เปลือกโลหะไว้แล้ว (สัญลักษณ์ สายดิน) แต่ใช้สายไฟฟ้าและเต้าเสียบที่ไม่มีสายดิน

3. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท I     คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นอกเหนือจากมีฉนวนมูลฐานแล้วยังมีการป้องกันไฟฟ้าดูดด้วยการต่อสายดินจากส่วนที่เป็นเปลือกโลหะให้ลงดินเข้ากับสายดินของการติดตั้งทางไฟฟ้า

4. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท II     คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ฉนวนสองชั้น หรือฉนวนเสริม โดยไม่ต้องมีการต่อสายดิน เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้มักใช้สัญลักษณ์ ฉนวนสองชั้น

5. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท III     คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำพิเศษขั้นปลอดภัย (Safety Extra-low voltage, SELV) ซึ่งมีแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับไม่เกิน 50 โวลต์ โดยจะต้องจ่ายผ่านหม้อแปลงนิรภัยชนิดแยกขดลวด เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ต้องมีสายดิน สัญลักษณ์ที่มักใช้คือ ไฟแรงต่ำพิเศษ

+++

ข้างต้นก็เป็นความรู้ด้านไฟฟ้าครับ ซึ่งการที่เราเข้าใจมาตรฐานของเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบต่างๆ ก็จะทำให้เราสามารถเลือกวิธีป้องกันอันตรายจากอุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม

ที่มาของข้อมูล : หนังสือการตรวจความปลอดภัย ระบบไฟฟ้า

ปริมาณกระแสไฟฟ้า (มิลลิแอมแปร์) ผลกระทบที่มีต่อร่างกาย
1 มิลลิแอมแปร์ หรือ น้อยกว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย
มากกว่า 5 mA เจ็บปวด และเกิดอาการช็อก
มากกว่า 15 mA กล้ามเนื้อบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเกิดการหดตัว และร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง
มากกว่า 30 mA การหายใจติดขัด และสามารถทำให้หมดสติได้
50 ถึง 200 mA ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
มากกว่า 200 mA เกิดการไหม้บริเวณผิวหนังที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
ตั้งแต่ 1A ขึ้นไป ผิวหนังบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดถูกทำลายอย่างถาวร และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

จากภาพข้างต้น เป็นตารางแสดงถึงผลกระทบที่มีต่อร่างกายมนุษย์ เมื่อมีประมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในระดับปริมาณที่ต่างกัน (มีหน่วยเป็น มิลลิแอมแปร์)

ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีก เช่น น้ำหนักตัวของผู้ที่ถูกไฟฟ้าช็อต ถ้าเป็นเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะมากกว่า

แถมท้ายด้วยกราฟข้างล่างนี้ เป็นกราฟแสดงผลกระทบต่อร่างกายเมื่อโดนไฟฟ้าช๊อตเช่นกัน โดยข้อมูลได้ระบุรายละเอียดไว้ว่า เป็นการประเมินผลกระทบที่คำนวนจากร่างกายมนุษย?ซึ่งหนัก 68 กิโลกรัม ที่ระดับความถี่ไฟฟ้า 60 เฮิรตซ์ ( ประเทศไทยความถี่ไฟฟ้า 50 เฮิตซ์ จะรุนแรงกว่า)

safetyelectriclevel

มาดูเครื่องหมายนี้กันครับ

ฉนวนสองชั้น2

ภาพสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันนี้ เป็นเครื่องหมายฉนวนสองชั้น (Double insulation) ใช้เพื่อแสดงให้ทราบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายนี้ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉนวนไฟฟ้าหุ้มมากกว่าปกติ 2 เท่า
ฉนวนสองชั้น3

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายฉนวนสองชั้น จะมีเปลือกนอกห่อหุ้มเป็นฉนวน(โดยมากทำจากพลาสติก) เพื่อป้องกันไฟฟ้าช็อตเนื่องจากไฟรั่ว

อุปกรณ์ไำฟฟ้าที่มีเครื่องหมายสัญลักษณ์ฉนวน2ชั้น จะไม่มีจุดต่อสายกราวด์ลงดิน

ฉนวนสองชั้น

สำหรับเรื่องนี้เป็นความรู้ที่ดีที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานควรทราบไว้ ผมเองเคยทำงานในโครงการก่อสร้างหนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ของบริษัทเจ้าของงาน ให้ติดตั้งสายกราวด์กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายฉนวนสองชั้นซึ่งไม่มีจุดต่อลงดิน

ด้วยความสงสัยว่าจะต่อสายกราวด์อย่างไร จึงให้ช่างไฟแกะอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ดู ปรากฏว่าช่างไฟต่อหลอกเอาไว้ ปลายสายกราวด์ไม่ได้ยึดกับอะไร เพราะข้างในไม่มีจุดต่อสายกราวด์

เมื่อถามช่างไฟว่า ทำไมไม่อธิบายให้เจ้าหน้าที่ safety เข้าใจ

ช่างไฟบอกว่า  อธิบายแล้วก็ไม่ฟัง ไม่อยากมีปัญหาเลยต่อๆเอาไว้จะได้หมดปัญหา

ปล. ภายหลังก็เลยนำตำราไปอธิบายจนเข้าใจ 555

งานก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆที่ผมเคยทำงานมา พบว่าปลั๊กไฟที่ใช้ในโครงการ จะเป็นปลั๊กไฟชนิด industrial socket Plug เท่านั้น

ซึ่งปลั๊กไฟชนิดนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานให้มากขึ้น โดยการออกแบบของปลั๊ก

ช่วยป้องกันอันตรายจากการที่ร่างกายจะไปสัมผัสกับส่วนที่ก่อให้เกิดไฟช็อตภายในปลั๊ก (ถ้าเป็นปลั๊กธรรมดา เอานิ้วแหย่เข้าไปได้)

และเมื่อนำเต้ารับและปลั๊กไฟ ชนิดพาวเวอร์ซ็อคเก็ตปลั๊กแบบนี้ สวมเข้าด้วยกันแล้ว ก็ยังปลอดภัยในกรณีที่มีน้ำรั่วไหลมาโดนปลั๊กไฟดังกล่าว

กรณีที่ไม่ได้เสียบปลั๊กด้วยกัน เต้ารับแบบนี้ก็จะมีฝาปิด ป้องกันน้ำเข้าไปในปลั๊กได้อีกด้วย

Industrial-Plug

เต้ารับแบบsocket

ผมเคยนำภาพอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันรถทับสายไฟมาให้ทุกท่านชมแล้ว แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมเลยนำแบบที่เป็นคลิปวีดีโอมาให้ชมเพิ่มเติม

หลายครั้งที่พบว่าการทำงานในโครงการก่อสร้างขาดการป้องกันปัญหารถทับสายไฟ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้

และแนวทางที่แก้ไขปัญหากันก็มักจะใช้การยกสายไฟให้สูง หรือฝังดิน ซึ่งถ้าเป็นสายไฟของเครื่องมือที่ใช้ชั่วคราว มีการเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อย ก็ยากที่จะแก้ไขด้วยวิธีดังกล่าว

การใช้อุปกรณ์ดังที่ทุกท่านเห็นช่วยแก้ปัญหาได้ง่ายๆ และผมเชื่อว่าในโครงการก่อสร้างเรามีวัสดุเพียงพออยู่แล้วที่จะนำมาทำเป็นอุปกรณ์แบบในวีดีโอนี้