Safety Lifting : งานยกของหนัก Archives

เครนขนาดเล็ก1
วันนี้ผมขอนำเสนอเรื่องของ เครนขนาดเล็ก เป็น mini crawler crane มาให้ทุกท่านได้ชมนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้ท่านได้เลือกนำไปใช้งานนะครับ โดยเครนขนาดเล็กเครื่องนี้ มีความสามารถในการยกของหนักสูงสุดที่ 2.9 ตัน ซึ่งความสามารถในการยกของก็จะแปรเปลี่ยนไปตามความยาวบูม ,องศาบูม ,และลักษณะการวางขาเครน (เหมือนกับเครนขนาดใหญ่ทั่วไป)

สำหรับการใช้งานเครนจิ๋วคันนี้ เหมาะกับการใช้งานภายในอาคาร ที่เครนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปได้ ซึ่งบริเวณล้อตีนตะขาบของเครนคันนี้จะทำมาจากยาง ดังนั้นจะไม่ส่งผลให้พื้นคอนกรีตภายในอาคารแตกร้าวอย่างแน่นอน

แม้ว่าต้นทุนในการทำงานจะสูงขึ้นแต่ถ้าวัสดุที่ยกมีราคาแพง และสภาพพื้นที่ที่ทำงานไม่เอื้ออำนวยต่อการแขวนรอกโซ่เพื่อยกของ การใช้ mini crawler crane คันนี้ ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสูงอีกทางเลือกหนึ่ง

เครนจิ๋ว2
ดูจากภาพจะเห็นลักษณะการตั้งขาของเครนคันนี้ ซึ่งดูเหมือนหุ่นยนต์แมลงมุมในภาพยนตร์ไซไฟ โดยการตั้งขาสามารถทำได้หลายแบบครับ สามารถกางขาตั้งฉากก็ได้ ในกรณีที่จุดตั้งเครนต้องการวางชิดกำแพง

เครนเล็ก
การเคลื่อนย้าย ทำการควบคุมคันบังคับจากด้านหลัง

crane response

จากภาพที่นำมาให้ดูเป็นการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ สำหรับการทำงานด้วยเครน ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้องด้วยกันสองฝ่าย คือ ผู้ควบคุมเครน (Crane Operator ) และผู้ควบคุมการยก (Rigger) โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องรู้หน้าที่ของตนเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น (หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ เพราะไม่มีใครตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบ เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของตนเอง)

การแบ่งพื้นที่ และ หน้าที่ความรับผิดชอบ ก็ไม่ต่างจากนักฟุตบอลหละครับ ต้องกำหนดพื้นที่ และหน้าที่ของละตำแหน่ง ถ้าไม่กำหนดก็คงจะขึ้นไปยืนกองหน้ากันทั้งทีม

ย้อนกลับมาที่ภาพที่นำมาให้ดูนะครับ ในบริเวณที่เป็นสีชมพู จะเป็นความรับผิดชอบของผู้ควบคุมเครน นั่นคือพื้นที่เหนือตะขอยกขึ้นไป รวมไปถึงรอบๆเครน

ส่วนพื้นที่ใต้ตะขอยกของเครน ที่เป็นสีเขียวเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมการยก ต้องดูแลในเรื่องของการผูกมัดของ ,ตรวจสอบความพร้อมก่อนจะยก ว่าไม่มีผู้เกี่ยวข้องอยู่ในพื้นที่ , คำนวนความเหมาะสมของจำนวนชิ้นงานที่ยก เป็นต้น

พื้นที่สีส้ม คือ พื้นที่ตั้งเครน จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งผู้ควบคุมเครน และผู้ควบคุมการยก ซึ่งจะต้อง ตรวจสอบและคำนวนความสามารถในการรับน้ำหนักของพื้นที่ที่ตั้งเครน , ตรวจสอบการตั้งเครนให้เหมาะสม , ตรวจสอบการรองขาเครนให้เหมาะสม เป็นต้น

ในการทำงานจริงๆ อาจจะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่านี้ เช่นในงานยกที่มีสิ่งก่อสร้างบดบังทิศทางการมองเห็นของผู้ควบคุมเครน หรือ ผู้ควบคุมงานยก ก็จะมีผู้ช่วยเพิ่มเข้ามา สิ่งที่สำคัญคือการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในการทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ แต่ละฝ่ายเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องรับผิดชอบ ทำใ้ห้ไม่มีใครดูแล จนกระทั่งส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้

B04-5

จากภาพ เป็นการประเมินความสามารถในการรับน้ำหนักของสลิง ที่จะแตกต่างออกไปตามองศาของสลิงกับระดับพื้น เราจะเห็นได้ว่ายิ่งสลิงกางออกมาก (มุมภายในระหว่างสลิงกับพื้นเป็นมุมต่ำ) เท่าไร ความสามารถในการรับน้ำหนักของสลิงก็จะลดลง

มุม 90 องศา สลิงจะรับน้ำหนักได้เต็มความสามารถ 100%
มุม 60 องศา สลิงจะรับน้ำหนักได้ 86.5%  ( สลิง 1 ตัน จะรับน้ำหนักได้ 865 กิโลกรัม )
……
มุม 10 องศา สลิงจะรับน้ำหนักได้เพียง 17.25% เท่านั้น (สลิง 1 ตันจะรับน้ำหนักได้เพียง 172 .5 ก.ก.)

ในงานยกของหนัก มีหลายคนที่ไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ คิดว่าสลิงไม่ว่าจะเปลี่ยนมุม หรือเปลี่ยนวิธีการผูกสลิง ก็ยังรับน้ำหนักได้เต็มความสามารถ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด และสามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงได้ ในกรณีที่เกิดการขาดของสลิงระหว่างการยกของหนัก

เครนกระดก
รถเครนที่กำลังกระดก ยกท้ายขึ้น อยู่ในภาพที่ท่านเห็น ไม่ได้เป็นการแสดงผาดโผน ในวันครบรอบการประดิษฐ์เครนของโลกหรอกนะครับ แต่เป็นภาพอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากการใช้รถเครนยกของผิดวิธี โชคดีที่ไม่ได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

รถเครนคันนี้เป็นรถเครน 25 ตัน ที่ถูกต่อจิ๊บ ( fly jib boom) เพื่อเพิ่มความสูงในการยกของขึ้นไปด้านบนโครงสร้างอาคารเหล็ก เนื่องมาจากความสูงธรรมดาของเครนคันนี้ยกของขึ้นไปไม่ได้

อุบัติเหตุเกิดขึ้นจากการยกตู้อบลวดเชื่อมที่มีน้ำหนักไม่ถึง 100 กิโลกรัม จากด้านบนโครงสร้างเหล็ก ลงมายังด้านล่าง
DSC00418

โดยทั่วไปเราจะทราบกันอยู่แล้วว่า เครนที่ยืดบูม(แขนเครน)ยาวขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง และ เครนที่นอนบูมต่ำ (องศาของแขนเครนกับพื้นดินต่ำ) ความสามารถในการยกก็ยิ่งลดลง

เครนคันนี้ต่อจิ๊บบูมอยู่ ซึ่งเป็นการเพิ่มความยาวของแขนเครนทำให้ความสามารถในการยกลดลง นอกจากนั้นผู้ควบคุมเครนและผู้ให้สัญญาณเครน ได้ให้เครนนอนบูมต่ำเพื่ิอที่จะยกตู้อบลวดมาวางให้ได้ไกลที่สุด (เพราะขี้เกียจยกของ) จึงทำให้เกิดเหตุการดังกล่าวขึ้น

จากการสอบสวนอุบัติเหตุ ผู้ควบคุมเครนมีประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 10 ปี ได้ปิดระบบsafety ของเครน(ความจริงระบบsafetyของเครนได้ตัดการทำงานแล้ว) และฝืนทำงานต่อตามที่ผู้ให้สัญญาณเครนบอก เนื่องจากเห็นว่าเหลือระยะในการยกของอีกแค่นิดเดียว อีกทั้งของที่ยกก็ไม่ได้มีน้ำหนักมาก ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นอย่างในภาพที่ทุกคนเห็น…

สลิงเป็นอุปกรณ์การยกที่สำคัญ หลายต่อหลายครั้งที่อุบัติเหตุรุนแรงมีสาเหตุมาจากสลิงขาด เนื่องจากการใช้งานสลิงที่ไม่ได้คุณภาพ หรือ ใช้สลิงเกินความสามารถในการรับน้ำหนัก (หลายคนรู้ว่า สลิงมีค่าความปลอดภัย  5 เท่า จึงใช้เกินน้ำหนักที่กำหนด แต่ไม่ได้คิดว่าค่าความปลอดภัยที่ควบคุมไว้ ก็เพื่อป้องกันในกรณีที่สลิงเก่า)

ประเภทของสลิง
สลิงมีหลายประเภทครับ แต่ในการตรวจสอบสลิง เรามักจะแบ่งสลิงเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.สลิงโซ่  – Chain Sling

สลิงโซ่มีข้อดี คือ มีความแข็งแรงสูง สามารถปรับให้โค้งงอตามวัสดุที่ยกได้ง่าย หากสลิงโซ่ที่ใช้เป็นโลหะผสมจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะแรงช็อกที่เกิดจากการยก จะทำให้สลิงโซ่ขาดได้ ห้ามใช้สลิงผิดวิธีการอย่างเด็ดขาด

สลิงโซ่เป็นทางเลือกที่ดี ในการยกของที่มีความร้อน เพราะสามารถทนความร้อนได้ถึง538 องศาเซลเซียส  แต่ถ้าเป็นโลหะผสมจะทนความร้อนได้ประมาณ 316 องศาเซลเซียส (ผู้ควบคุมการยก ต้องตรวจสอบรายละเอียดจากบริษัทผู้ผลิตก่อน เพราะในการยกของที่มีความร้อน ความสามารถในการยกของสลิงจะลดลง)

ข้อเสีย ของสลิงโซ่ คือ การตรวจสอบค่อนข้างยาก จะต้องตรวจสอบทุกข้อโซ่ ต้องไม่มีร่องรอยการบิดงอ การแตกร้าว

2. สลิงลวด – wire rope

สลิงลวด ทำมาจากเส้นลวดที่นำมาหมุนพันเป็นเกลียว จากนั้นสลิงในแต่ละเกลียวก็นำไปพันรอบแกนกลาง ซึ่งแกนกลางก็จะมีทั้งชนิดทำจาก Fiber ,ลวดตีเกลียว ,หรือเชือกลวดเหล็กกล้า ซึ่งจะมีคุณสมบัติในการรับน้ำหนักต่างกัน

ประเภทการใช้งานของสลิงลวดยังแบ่งตามลักษณะการพันเกลียวของเส้นลวด

* Regular Ray คือ
(ลวดวางตัวในแนวที่ขวางกับทิศทางการตีเกลียว) การเรียงตัวแบบนี้ทำให้มีโอกาสเกิดรอยแตก (kiln) น้อย และมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายจากแรงกระชาก หรือการบิดตัวก็จะน้อยด้วย เชือกลวดเหล็กกล้าแบบนี้ถูกนำไปใช้งานหลากหลายที่สุด โดยจะมีความสามารถต้านทานต่อแรงกระแทก (crushing) มากกวางแบบแลงส์ และจะไม่มีการบิดตัวในขณะที่ใช้งานภายใต้แรงกระทำที่รุนแรง เมื่อปลายข้างหนึ่งของเชือกลวดเหล็กกล้าไม่ได้ถูกยึดให้อยู่กับที่

* Lang Ray คือ
ลวดจะเรียงตัวทำมุมขวางกับแนวตามยาวของเชือกลวดเหล็กกล้า (ลวดวางในแนวเดียวกับทิศทางของการตีเกลียว) เชือกลวดเหล็กกล้าแบบนี้มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ 2 ประการ คือ จะมีความต้านทานต่อความล้า และการสึกหรอจากจากเสียดสีในขณะใช้งานที่ดีกว่าเชือกลวดเหล็กกล้าแบบธรรมดา (regular lay) และเนื่องจากบริเวณพื้นที่ผิวของลวดเหล็กแต่ละเส้นมีมากกว่า ดังนั้นเวลาที่อยู่ภายใต้สภาวะการใช้งานที่เชือกลวดเหล็กกล้าต้องถูกดัดโค้ง จึงมีแรงดัดโค้งมากระทำน้อยกว่า ดังนั้นจะพบว่าเชือกลวดเหล็กกล้าแบบแลงส์จะมีความยืดหยุ่นดีกว่า และมีอายุการใช้งานภายใต้สภาวะที่มีแรงดัดโค้งมากระทำเป็นหลัก ได้นานกว่าแบบธรรมดา (regular lay) ได้ประมาณ 15-20% แต่มีโอกาสที่เกิดรอยแตก (kiln) มากกว่า และทนต่อแรงกระแทกได้น้อยกว่าแบบธรรมดา

ปล. ข้อมูลเรื่องการพันเกลียวของสลิงลวดมีหลากหลายมาก ผมขอเลือกนำมาจาก เว็บไซท์สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

ข้อดีของสลิงลวดเป็นเรื่องของ ความแข็งแรงเมื่อเทียบกับขนาด มีความแข็งแรงทนทานสูง ข้อเสีย คือ บิดงอให้เข้ากับวัตถุที่ยกได้ยาก (ถ้ายกโดยบิดงอสลิงจะทำให้เสียรูปทรงแล้วเสื่อมคุณภาพ)

ห้ามใช้สลิงลวดดังต่อไปนี้ จาก (กฎ กระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ.2552)
- ลวดสลิงที่ลวดเส้นนอกสึกไปตั้งแต่หนึ่งในสามของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นลวด
- ลวดสลิงที่ขมวด ถูกบดกระแทก แตกเกลียวหรือชำรุด ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานของลวดสลิงลดลง
- ลวดสลิงมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลงเกินร้อยละห้าของเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม
- ลวดสลิงถูกความร้อนทำลายหรือเป็นสนิมมากจนเห็นได้ชัดเจน
- ลวดสลิงถูกกัดกร่อนชำรุดมากจนเห็นได้ชัดเจน
- ลวด สลิงเคลื่อนที่ที่มีเส้นลวดในหนึ่งช่วงเกลียว ขาดตั้งแต่สามเส้นขึ้นไปในเกลียวเดียวกันหรือขาดตั้งแต่หกเส้นขึ้นไปในหลาย ช่วงเกลียวรวมกัน
- ลวดสลิงยึดโยงที่มีเส้นลวดขาดตรงข้อต่อตั้งแต่สองเส้นขึ้นไปในหนึ่งช่วงเกลียว

3. สลิงไฟเบอร์ หรือ สลิงสังเคราะห์

สลิงไฟเบอร์ หรือ สลิงสังเคราะห็ บางครั้งก็เรียก Soft Sling หรือ Belt (ในเมืองไทย) ซึ่งมีทั้งแบบแบน แบบกลม
ข้อดีของสลิงประเภทนี้ คือ สามารถบิดงอได้สะดวก ,ราคาถูก ,ไม่ทำให้วัตถุที่ยกเสียหาย ,ดูดซับแรงช็อกที่เกิดจากการยกได้ , ทนความร้อนได้ ประมาณ 80องศาเซลเซียส (ดูคู่มือผู้ผลิตด้วย)

ข้อเสีย คือ ไม่ทนทานต่อสารเคมี , ฉีกขาด ชำรุดได้ง่าย

1.การผูกสลิงเส้นเดียว ตามแนวดิ่ง (single vertical hitch)

การผูกสลิงด้วยวิธีนี้ จะทำให้สลิงรับน้ำหนักได้เต็มความสามารถ เช่น สลิง 1 ตัน ก็สามารถใช้ยกของ 1 ตัน ได้ หากใช้วิธีการผูกสลิงแบบนี้ ( ดูสภาพสลิงด้วย ต้องไม่ชำรุด )

2. การผูกสลิงแบบบังเหียนม้า (ฺBridle Hitch) – ผมแปลตาม ดิกฯ ถูกผิดอย่างไร บอกด้วยครับ

ช่วยในเรื่องการยกของที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่างกันออกไป ให้ยกของได้ศูนย์ถ่วงที่เหมาะสม การยกของโดยที่สลิงไม่ได้อยู่ในแนวดิ่งเช่นนี้ย่อมทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของสลิงลดลง -ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

3. การผูกสลิงแบบตะกร้า (ฺBasket Hitch)

การผูกสลิงแบบตระกร้า มีข้อดีตรงที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการรับน้ำหนักของสลิง 1 เส้นให้มากขึ้น และถ้าเป็นการผูกแบบพันรอบวัสดุ 1 รอบ (double wrap) ก็จะช่วยป้องกันการชิ้นงานร่วงหล่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นท่อ หลายๆชิ้นในคราวเดียวกัน

4. การผูกสลิงแบบ Choker HitchChoker แปลว่า สร้อยคอ ที่สวมติดคอ

คุณสมบัติของสลิงแต่ละเส้นจะลดลง (ไม่ได้ 100%) กล่าวคือ สลิง 1 ตันก็จะรับน้ำหนักไม่ถึง 1 ตัน ควรพันรอบชิ้นงาน หากยกวัสดุที่มีลักษณะเป็นท่อ หลายๆชิ้น