Safet Officer : เกี่ยวกับ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน Archives

คำถามยอดนิยม ที่หลายคนมาถามกันในเว็บบอร์ด คือ หาก เริ่มทำงานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (Safety Officer) จะเริ่มทำอะไรก่อน คำตอบของคำถามนี้ก็คงแตกต่างกันไปตามการทำงานของแต่ละท่าน แต่ในส่วนตัวของผม เป็นดังนี้

1. ค้นหาข้อมูลของสถานประกอบการที่เราทำงาน ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้ เช่น ประเภทกิจการ ,จำนวนพนักงาน ,โครงสร้างองค์กร ,ขั้นตอนการทำงาน ,เครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในสถานประกอบการ ,สารเคมีในสถานประกอบการ , มาตรฐานความปลอดภัยที่สถานประกอบการเข้าร่วม ,สถิติิุอุบัติเหตุ และรายละเอียดงานด้านความปลอดภัยที่สถานประกอบการปฏิบัติอยู่ เป็นต้น

2. เมื่อรวบรวมข้อมูลดังกล่าวข้างต้นแล้วก็นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาว่า มีประเด็นไหนบ้าง ที่สถานประกอบการไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ให้ทำการเสนอให้นายจ้างให้ปฏิบัติตามข้อกฏหมายที่มี ในกรณีที่บริษัทมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่ากฏหมายไทย ให้ยึดตามมาตรฐานที่เหนือกว่า (ในขั้นตอนนี้ จะรวมถึงการกำหนดแผนงานบางอย่างด้วย เช่น การจัดให้มีการอบรมดับเพลิง , ตรวจสอบระบบไฟฟ้าประจำปี ,ตรวจสอบเครนประจำปี เป็นต้น)

3. จัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย และกำหนดวาระการประชุม

4.  ตรวจสอบเครื่องจักร และอุปกรณ์การทำงานว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ กำหนดผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบเครื่องจักร ในแต่ละเดือน

5.  ตรวจสอบการจัดเก็บสารเคเมีในสถานประกอบการ ว่ามีจัดเก็บที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

6.  ตรวจสอบขั้นตอนการทำงานทั้งหมด รวมถึงการใช้เครื่องจักร และสารเคมี ว่ามีขั้นตอนที่ถูกต้อง หรือไม่ และมีอันตรายใดบ้างที่อาจจะเกิดได้ (ค้นหาอันตราย) ในขั้นตอนนี้ควรนำสถิถิอุบัติเหตุมาตรวจสอบด้วยว่าเคยมีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นแล้วบ้าง และสถานประกอบการทำการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วหรือไม่ (ขั้นตอนนี้รวมถึงการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วย เช่น ความร้อน แสงสว่าง เสียงดัง การยศาสตร์)

7. เมื่อพบอันตรายจากขั้นตอนที่ 5 แล้ว ให้นำมาประเมินความเสี่ยง และหาทางป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้น

8.  นำข้อมูลทั้งหมดมาจัดทำเอกสาร ในการตรวจสอบ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เช่น เอกสารตรวจสอบเครื่องจักร ,อุปกรณ์ไฟฟ้า ,ระบบดับเพลิง เป็นต้น

9. จัดทำหลักสูตรและจัดให้มีการอบรมพนักงานใหม่ ให้ทราบถึงกฏระเบียบ และวิธีทำงานที่ปลอดภัยในสถานประกอบการ

10. จัดทำแผนงานความปลอดภัย รายเดือน รายปี

11. จัดทำแผนฉุกเฉิน กำหนดจุดรวมพล

12. จัดกิจกรรมความปลอดภัยในการทำงาน เช่น การจัดบอร์ด จัดนิทรรศการ

13. เตรียมรายงานส่งราชการ

ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่จำเป็นว่าต้องทำอย่างใดให้เสร็จก่อน แล้วจึงเริ่มต้นอีกอย่างนะครับ หลายอย่างสามารถทำไปได้พร้อมๆกัน ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี

รายละเอียดเรื่อง งานด้านความปลอดภัยมีมากครับ แต่ถ้าทำได้ตามขั้นตอนที่ผมกล่าวมาข้างต้น คิดว่าทุกอย่างคงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว

ศุนย์ความปลอดภัยแรงงาน 12 พื้นที่ ในประเทศไทย มีดังนี้

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 1 (ตลิ่งชัน)

อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ส่วนแยกตลิ่งชัน ชั้น8

22/22 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

พื้นที่ความรับผิดชอบ : เขตดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระนคร สัมพันธวงศ์ จตุจักร ดอนเมือง บางซื่อ บางเขน หลักสี่ บางรัก ปทุมวัน ยานนาวา สาทร บางคอแหลม คลองสาน ธนบุรี บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ บางพลัด ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางแค ภาษีเจริญ หนองแขม จอมทอง ทุ่งครุ บางขุนเทียน บางบอน และราษฎร์บูรณะ
โทรศัพท์ : 02-4488338 ต่อ 840 โทรสาร : 02-4489150  มือถือ : 081-9333900

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 2 (ลาดกระบัง)

330/9 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520

พื้นที่ความรับผิดชอบ : เขตดินแดง พญาไท ราชเทวี ห้วยขวาง คลองเตย บางนา ประเวศ พระโขนง วัฒนา สวนหลวง คันนายาว บางกะปิ ลาดพร้าว วังทองหลาง บึงกุ่ม คลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง สะพานสูง หนองจอก และสายไหม

โทรศัพท์ : 02-7374602-3  , 02-7374903-4    โทรสาร : 02-7374603   มือถือ : 081-8601044

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 3 (ลำปาง)

384 ม.3 ถ.พหลโยธิน ต.ศาลา อ.เกาะคา จ.ลำปาง 52130

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน

โทรศัพท์ : 054-282010 , 054-282001   โทรสาร : 054-282001   มือถือ : 081-8825701
HotLine : 28564

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 4 (นครสวรรค์)

23/17-18 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี

โทรศัพท์ : 056-220504-5  โทรสาร : 056-220504   มือถือ : 081-8295276  , 081-8814535

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 5 (พระนครศรีอยุธยา)

101-3-5 ม.9 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา 13160

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และสิงหบุรี

โทรศัพท์ : 035-747684-5 , 035-747678  โทรสาร : 035-747685   มือถือ : 081-8295275

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 6 (ราชบุรี)

138/1 ม.4 ถ.สมบูรณ์กุล ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี 70000

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

โทรศัพท์ : 032-325964-5  โทรสาร : 032-325965   มือถือ : 081-8295276 , 081-8295278

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 7 (ชลบุรี)

ภายในบริเวณสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน

145 ม.1 ถ.สุขุมวิท ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ชลบุรี ตราด และระยอง

โทรศัพท์ : 038-203615 , 038-273713  โทรสาร : 038-203615   มือถือ : 089-5002389

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 8 (สมุทรปราการ)

1940 ม.4 ถ.เทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดสมุทรปราการ

โทรศัพท์ : 02-3806097-9  โทรสาร : 02-3806097   มือถือ : 081-9019802 , 081-8293873

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 9 (อุดรธานี)

599/187-188 หมู่ 2 ซ.บ้านโพธิ์สว่าง ถ.อุดร-หนองบัวลำภู ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดหนองคาย หนองบัวลำภู เลย อุดรธานี กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

โทรศัพท์ : 042-243648 , 042-243801  โทรสาร : 042-243644   มือถือ : 081-8294893

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 10 (นครราชสีมา)

442/212-213 หมู่1 ถ.ราชสีมา -โชคชัย ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยโสธร ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

โทรศัพท์ : 044-266029  โทรสาร : 044-266385   มือถือ : 081-8295277 , 081-8770806 , 081-8601045

HotLine : 36550

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 11 (สุราษฎร์ธานี)

ศูนย์ราชการกระทรวงแรงงาน ชั้น 4
15 ม.1 ถ.สุราษฏร์-นาสาร ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84160

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดชุมพร ระนอง กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา และภูเก็ต

โทรศัพท์ : 077-355876  โทรสาร : 077-355877   มือถือ : 081-8295277 , 081-8292641

ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ 12 (สงขลา)

ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) ชั้น 2 ถ.ราชดำเนิน ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา 90000

พื้นที่ความรับผิดชอบ : จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล

โทรศัพท์ : 074-326256-7  โทรสาร : 074-314698   มือถือ : 081-7383234
HotLine : 73459

คณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงาน เป็นการรวมกลุ่มทำงานในสถานประกอบการ ที่กฏหมายกำหนดไว้ โดยสมาชิกของคณะกรรมการความปลอดภัยฯ จะมาจากฝ่ายบริหาร และฝ่ายพนักงานที่ถูกเลือกตั้ง อย่างละครึ่ง

สมาชิกของคณะกรรมการความปลอดภัย ไม่ควรถูกเลือกมาเพียงเพราะว่าคนคนนั้น เป็นคนเด่นคนดังในที่ทำงาน หรือเพียงเพราะว่าไม่รู้จะให้ใครมาเป็น แต่ควรเลือกมาจากกลุ่มคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สถานประกอบการมีความปลอดภัย มีความสามารถในการประสานงานกับผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ มีความเป็นผู้นำ และสามารถทำงานรวมกลุ่มได้กับทุกระดับไม่ว่าจะเป็นฝ่านปฏิบัติการและฝ่ายบริหาร

เมื่อได้สมาชิกครบถ้วนแล้ว ทั้งจากที่ประธานเลือกมา และผู้ปฏิบัติงานเลือกกันมา ประธานมีหน้าที่ในการกำหนดบทบาททิศทางการทำงาน เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธสู่ความสำเร็จ

คณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบการที่มีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญภายในองค์กรที่จะนำมาซึ่งการพัฒนาในส่วนของความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ในองค์กร

เพื่อรับประกันถึงความสำเร็จในการทำงาน  :
- ต้องแน่ใจว่าสมาชิกต้องการทำงานจริงๆ ไม่ได้ถูกบังคับมา และมีความเหมาะสมที่จะเป็นสมาชิกจริงๆ
- ติดตามปัญหาเพื่อต้องการให้ปัญหาหมดไปอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัดสินใจแก้ไขปัญหาเพียงเพื่อต้องการให้หัวข้อปัญหาถูกลบไปจากรายการ แต่เกิดปัญหาอื่นซ้ำซ้อน
- ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ และการพัฒนา
- มอบหมายในแต่ละสมาชิกมีโครงการต่างๆ และมีความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆทุกคน อย่าให้สมาชิกคนใดคนนึงมานั่งเฉยๆ
- ให้ความสำคัญระหว่างการสื่อสารของลูกจ้าง ฝ่ายบริหาร และคณะกรรมการฯ

การห้ามเลือด หมายถึง การลดการสูญเสียเลือดไปจากร่างกายทางบาดแผล มีหลายวิธีด้วยกัน

1. การยกอวัยวะที่มีบาดแผลให้สุงกว่าระดับหัวใจ
เป็นการห้ามเลือดโดยการลดแรงการไหลเวียนของเลือดให้ช้าลง ลดปริมาณการเสียเลือดของบาดแผลขณะเดียวกันให้ใช้ผ้าสะอาดวางทับลงบนบาดแผล และใช้ผ้าพันรัดให้แน่นพอควรเลือดก็หยุด วิธีนี้ใช้ในกรณีที่เลือดออกไม่มากนัก

2. การกดบนบาดแผลโดยตรง
ใช้ในกรณีที่มีเลือดไหลรินจากบาดแผลตลอดเวลา ทำการห้ามเลือดโดยการใช้นิ้วมือกดลงบนบาดแผลโดยตรง หรือใช้ผ้าสะอาดปิดปากแผลกดลงโดยตรง เมื่อเลือดไหลซึมช้าลงให้ใช้ผ้าสะอาดอีกผืน ปิดทับลงบนผ้าปิดแผลเดิม และใช้ผ้าพันรัดบาดแผลให้แน่นพอควร ถ้ามีเลือดชุ่มออกมาให้เห็นให้เปลี่ยนเฉพาะผ้าปิดแผลผืนนอก เพราะถ้าเอาผ้าชิ้นแรกออกด้วย อาจทำให้ปากแผลแยกจากกันง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้เลือดออกเพิ่มขึ้นได้

3. การใช้แรงกดบนหลอดเลือดแดงใหญ่
ในกรณีที่ห้ามเลือดโดยกดที่บาดแผลโดยตรงและยกอวัยวะให้สูงขึ้นแล้วไม่ได้ผล อาจใช้แรงกดบนเส้นเลือดแดงใหญ่ ในตำแหน่งระหว่างบดแผลกับหัวใจ การกดโดยใช้แรงนิ้วมือกดลงบนหลอดเลือดแดงกับกระดูก

4. การใช้สายรัดห้ามเลือด หรือ วิธีขันเชนาะ
เป็นวิธีห้ามเลือดวิธีสุดท้ายในกรณีที่ห้ามเลือดด้วยวิธีอื่นๆข้างต้นแล้วไม่สามารถหยุดการเสียเลือดได้ ทั้งนี้เพราะว่าการห้ามเลือดวิธีนี้ ถ้าทำไม่ถูกวิธี เช่น รัดแน่น หรือ นานเกิน 6-8 ชั่วโมง อวัยวะที่ต่ำกว่าบริเวณที่รัดไว้อาจขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อตายได้ วิธีขันเชนาะมีดังนี้
4.1) หุ้มบริเวณที่รัดด้วยผ้า เพื่อป้องกันการเจ็บปวดจากการรัด หรือเกิดแผลที่ผิวหนังตามรอยรัดได้

4.2) ใช้เชือก สายยาง ผ้าเช็ดหน้า หรือ เนคไท รัดเหนือบาดแผล ไม่ควรให้ชิดบาดแผลเเกินไป การขันเชนาะทำได้ดังนี้
- รัดเหนือแผลให้แน่น 2 รอบ แล้วผูก 1 ครั้ง
- ใช้ไม้ที่แข็งแรง เช่น ตะเกียบ ดินสอ ปากกา ฯลฯ วางลงและผูกซ้ำอีกครั้ง
- หมุนไม้ เพื่อรัดให้แน่นจนเลือดหยุดไหล
- ผูกปลายไม้อีกด้าน มัดกับแขนเพื่อให้ไม้อยู่กับที่

4.3) ไม่รัดแน่นหรือหลวมเกินไป โดยรัดให้แน่นพอที่เลือดจะหยุดไหลออกจากแผล

4.4) เมื่อรัดเหนือบาดแผลแล้ว ให้ยกปลายแขนหรือปลายขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยลดการไหลเวียนของเลือดมาที่แผลให้น้อยลง

4.5) คลายรัดทุก 15-30 นาที โดยคลายนาน 1/2 – 1 นาที ถ้ายังมีเลือดออก อาจคลายเพียง 1-3 วินาที

4.6) ภายหลังการห้ามเลือด รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ทุกๆแผนงานโครงการความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ จะต้องทำการวิเคราะห์ การบริหารแผนงานทุกขั้นตอน โดยอาศัยวงจร PDCA

pdca

วงจร PDCA มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

Plan = วางแผน
Do = ปฏิบัติ
Check = ตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน
Act = แก้ไข ปรับปรุง

โดยเราจะเห็นได้ว่าวงจรนี้จะเริ่มจากวางแผน จนไปถึงแก้ไขปรับปรุง แล้วหมุนวนกลับไปวางแผนใหม่ เพื่อให้ได้แผนงานที่ดีที่สุด

สำหรับตัวอย่างการนำวงจร pdca มาใช้ในการวิเคราห์แผนงานโครงการความปลอดภัยในการทำงาน ผมขอนำตัวอย่างจากหนังสือคู่มือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมาลงให้ดูเป็นตัวอย่าง

ขั้นวางแผน Plan
1. วิเคราะห์แหล่งทรัพยากร เช่น
1.1 ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการวางแผนหรือไม่
1.2 มีการใช้ปัจจัยต่างๆที่ต้องใช้ในการดำเนินการหรือไม่
เป็นต้น

2. วิเคราะห์สิ่งที่ต้องปฏิบัติ เช่น
2.1 มีการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายและกฏหมาย หรือ ไม่
2.2 มีการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต และปัจจุบันเพื่อคาดการณ์อนาคตไว้หรือไม่
เป็นต้น

3. วิเคราะห์กระบวนการ เช่น
3.1 แผนงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนการการดำเนินงานของบริษัทหรือไม่ อย่างไร เหมาะสมกับเวลาและโอกาสหรือไม่
3.2 นำปัจจัยภายใน/ภายนอก มาพิจารณาถึงความเป็นเหตุเป็นผลที่จะอธิบายถึงความสำเร็จของแผนงาน หรือไม่
เป็นต้น

ขั้นปฏิบัติตามแผน DO

1. วิเคราะห์แหล่งทรัพยากร เช่น
1.1 มีการจัดสรรเวลาในการเตรียมการ การดำเนินงานและการติดตามผลหรือไม่
1.2 เครื่องมือ และอุปกรณ์เหมาะสม เพียงพอต่อการดำเนินงานหรือไม่
เป็นต้น

2. วิเคราะห์สิ่งที่ต้องปฏิบัติ เช่น
2.1 มีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานทุกระดับ หรือไม่
2.2 ผู้เกี่ยวข้องได้รับการฝึกอบรม หรือชี้แจงการปฏิบัติตามแผนงาน หรือไม่

3. วิเคราะห์กระบวนการ เช่น
3.1 มีการกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัด หรือไม่
3.2 ผู้บริหารมีบทบาทในการควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานหรือไม่

ขั้นตอนการตรวจสอบผลการปฏิบัติตามแผน Check

1. วิเคราะห์แหล่งทรัพยากร เช่น
1.1 มีผู้มีความสามารถเฉพาะเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่
1.2 มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับตรวจสอบแผนการดำเนินงาน หรือไม่

2. วิเคราะห์สิ่งที่ต้องปฏิบัติ เช่น
2.1 มีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับแผนที่วางไว้หรือไม่
2.2 มีการตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินการเป็นระยะหรือไม่
เป็นต้น

3. วิเคราะห์กระบวนการ เช่น
3.1 มีระบบการรายงานผล หรือไม่
3.2 มีการเสนอรายงานผลการปฏิบัติ ต่อคณะกรรมการความปลอดภัย หรือไม่
เป็นต้น

ขั้นแก้ไข ปรับปรุง Act

1. วิเคราะห์แหล่งทรัพยากร เช่น
1.1 มีเครื่องมือ หรือ อุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง จุดบกพร่องหรือไม่
1.2 มีข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องประกอบการดำเนินการหรือไม่
เป็นต้น

2. วิเคราะห์สิ่งที่ต้องปฏิบัติ เช่น
2.1 มีการจัดทำแผนการแก้ไข ปรับปรุง หรือไม่
2.2 มีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน กับองค์กรอื่น เพื่อการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นหรือไม่
เป็นต้น

3. วิเคราะห์กระบวนการ เช่น
3.1 มีการประเมินอันตรายก่อนการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานหรือไม่
3.2 มีการให้ข้อมูลหรืออบรมชี้แจงผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกระบวนการการทำงานหรือไม่
เป็นต้น

เมื่อเราวิเคราะห์แผนงานตามแนวทางข้างต้นแล้ว จะทำให้มีข้อมูลเชิงลึกที่จะตัดสินคุณค่าของแผนงานโครงการว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือไม่

กล่าวคือ พิจารณาประสิทธิภาพจากปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินการ กับผลที่ได้รับ ซึ่งนิยมวัดในรูปของตัวเงินหรือเวลาที่ใช้

และพิจารณาประสิทธิผลของแผนงานโครงการจากผลการดำเนินงานว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยดูจากตัวชี้วัดของวัตถุประสงค์แต่ละข้อ

ในขั้นสุดท้ายเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ต้องสรุปข้อเสนอแนะให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะคงแผนงานไว้เช่นเดิม หรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ควรพัฒนาต่อในรูปแบบไหน หรือควรระงับ หรือยกเลิก

__________

จบแล้วครับ สำหรับขั้นตอนการวิเคราะห์แผนงานความปลอดภัยในการทำงาน ก่อนที่จะนำไปเสนอผู้บริหารว่าเป็นแผนงานที่เหมาะสมหรือไม่ เนื้อหาอาจจะดูวิชาการไปหน่อย ถือว่าทบทวนความรู้แล้วกันนะครับ

เป็นตัวอย่างจากหนังสือคู่มือการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับวิชาชีพ ซึ่งผมเห็นว่าหากนำมาโพสลงในเว็บ น่าจะเพิ่มความสะดวกในการค้นหาข้อมูล เพราะหลายท่านคงไม่ได้พกหนังสือไปกลับระหว่างที่ทำงาน กับที่พัก ทุกๆวัน

ตัวอย่างการเขียนโครงการความปลอดภัย

ในการจัดทำแผนงานโครงการความปลอดภัย จะประกอบไปด้วยโครงการความปลอดภัยย่อยๆหลายโครงการมาประกอบกัน ซึ่งในแต่ละโครงการย่อยจำเป็นต้องเขียนรายละเอียดของแต่ละโครงการเพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารของสถานประกอบการ เพื่อขออนุมัติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบการเขียนโครงการ ตัวอย่างการเขียนโครงการมีดังนี้

โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของพนักงานในแผนก …………………………….

1. ความเป็นมาและสภาพปัญหา
จากสถิติการประสบอันตรายจากการทำงาน ซึ่งรวบรวมไว้ พบว่า การประสบอันตรายของบริษัทยังอยู่ในอัตราที่สูง ซึ่งบริษัทได้มีการตั้งเป้าหมายให้มีการลดการประสบอันตรายจากการทำงานลงให้ได้อย่างต่อเนื่อง จากการดำเนินงานการบริหารจัดการเพื่อลดสถิติการประสบอันตรายดังกล่าวพบว่า แม้บริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงกฏระเบียบ ข้อบังคับ ในเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน ดำเนินการปรับปรุงสถานที่ทำงานให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย ดำเนินการซ่อมบำรุงเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ และมีการกำกับดูแลให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลด้านความปลอดภัยในการทำงาน ได้ทำหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วนแล้ว แต่ยังปรากฏว่าสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานของบริษัทยังคงไม่ลดลงตามเป้าหมายที่วางไว้ และจากการสอบสวนวิเคราะห์อุบัติเหตุแล้ว พบว่า สาเหตุของการประสบอันตราย ส่วนใหญ่มาจากการกระทำของพนักงานประมาณ 80 เปอร์เซ้นต์ ดังนั้นจึงควรได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเสี่ยงของพนักงาน ควบคู่ไปกับกิจกรรมต่างๆที่บริษัทได้จัดทำขึ้นเพื่อลดสถิติการประสบอันตรายดังกล่าวข้างต้น

2. หลักการเหตุผล
จากการศึกษาข้อมูลระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยในการทำงานของต่างประเทศพบว่า การบังคับให้พนักงานปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏระเบียบ หรือมาตรฐานความปลอดภัย ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะลดสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานให้ได้ตามเป้าหมาย ต้องมีการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัยประกอบด้วย เป็นการใช้กลยุทธในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดองค์ความรู้ ประกอบการปลูกจิตสำนึกรักความปลอดภัย เพื่อให้สามารถจัดระบบบริหารจัดการให้เหมาะกับประเภทของความเสี่ยงและปัญหาที่เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานของบริษัทได้ อันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยฯอย่างยั่งยืน โดยหน่วยงานความปลอดภัยจะเป็นผู้ให้ความรู้ และคำแนะนำในการดำเนินการ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เป็นการจัดการด้านความปลอดภัยด้วยการปลูกฝังพฤติกรรมการทำงานที่ถูกต้อง และความปลอดภัย โดยมีกระบวนการตั้งแต่ค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงของพนักงานและดำเนินการปรับปรุงให้พนักงานมีการเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ปลอดภัยขึ้น พร้อมทั้งส่งเสรอมให้มีการนำพฤติกรรมความปลอดภัยที่ดี มาปฏิบัติกันจนเป็นวัฒนธรรมของบริษัท

3. วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อลดพฤติกรรมการทำงานที่ไม่ปลอดภัย และเพิ่มพฤติกรรมที่ปลอดภัยในการทำงาน
3.2 เพื่อลดสถิติการประสบอัรตรายจากการทำงาน
3.3 เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่ปลอดภัยให้เป็นนิสัย

4. กลุ่มเป้าหมาย
4.1 พนักงานจากหน่วยงานที่มีการประสบอันตรายสูง
4.2 พนักงานทุกระดับของบริษัท

5. วิธีดำเนินการ
5.1 ฝึกอบรมผู้บริหารให้เข้าใจความจำเป็นในการปรับพฤติกรรมเสี่ยง
5.2 วิเคราะห์หาพฤติกรรมเสี่ยงที่มีอยู่ในสถานประกอบกิจการ โดยผู้บริหารและคณะกรรมการความปลอดภัยฯ
5.3 ฝึกอบรมและร่วมกันค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง โดยหัวหน้าหน่วยงานและผู้แทนหน่วยงานที่เป็นเป้าหมาย
5.4 รวบรวมจัดทำทะเบียน จัดเรียงลำดับ และคัดเลือกพฤติกรรมเสี่ยงที่จะปรับเปลี่ยน
5.5 อบรมสื่อสารให้พนักงานทุกคนทราบและเข้าใจพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
5.6 อบรมฝึกสังเกตและการกำชับเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัยและแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยง
5.7 ทีมตรวจสอบทำการวัดผลเป็นระยะๆ
5.8 ดำเนินการกับพฤติกรรมเสี่ยงตัวต่อไปจนกว่าจะหมด

6. กำหนดระยะเวลาและแผนการดำเนินงาน
ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี พ.ศ. 2550 – 2552 โดยมีแผนงานสำหรับปีแรก (2550) ดังนี้
กำหนดระยะเวลาดำเนินการโครงการความปลอดภัย

7. งบประมาณ
งบประมาณในการดำเนินงาน จากงบประมาณปี 2550 งานความปลอดภัย อาชีวิอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นเงิน 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
8.1 สามารถลดมูลค่าความสูญเสียที่เกิดจากการประสบอันตรายจากการทำงาน
8.2 ทำให้พนักงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ส่งผลทำให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มมากขึ้น
8.3 สามารถลดการประสบอันตรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
8.4 ภาพลักษณ์ของบริษัทเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

9. ผู้เสนอโครงการ

(นายสำนึก รักษ์ปลอดภัย)
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ
กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการความปลอดภัยฯ

10. หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ

ฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

11. ผู้อนุมัติโครงการ

(นายรวย  มากคุณธรรม)
กรรมการผู้จัดการบริษัท เซฟตี้เฟิร์ส จำกัด

__________________________

จากตัวอย่างข้างต้น ก็คงจะเป็นแนวทางให้เพื่อนๆเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกท่าน เขียนโครงการความปลอดภัยในการทำงานกันได้สะดวกขึ้น และก็นำโครงการย่อยๆทั้งหมดไปจัดทำเป็นแผนงานประจำปีของบริษัท เป็นอันเสร็จสิ้นหน้าที่การทำแผนงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

เมื่อวานได้รับอีเมล์จากคุณ Daddy และคุณ Bokie เรื่องกฏหมายใหม่ ซึ่งผมได้โพสลงในเว็บบอร์ดแล้ว

กฏหมายที่ว่า เป็นกฏหมายที่ออกโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดสอดคล้องกัน คือ

- เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งการดำเนินการหรือ ส่งเอกสารตามมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553

- เรื่อง แบบการแจ้งการดำเนินการหรือส่งเอกสารตามมาตรฐานในการบริหาร และการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553

กฏหมายที่ออกมาใหม่ทั้งสองฉบับ กล่าวถึงการส่งเอกสารในการทำงานผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ต่อไปเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ก็สามารถส่งเอกสารโดยไปต้องไปที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอีกต่อไป

กฏหมายทั้งสองฉบับนี้มีประโยชน์อย่างมาก ต่อทั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน และเจ้าหน้าที่พนักงานของกรมสวัสดิการเอง เป็นการอำนวยความสะดวกในการทำงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

สำหรับเอกสารการทำงานที่สามารถส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ มีดังนี้
1. การแจ้งรายละเอียดองสารเคมี (สอ.1)

2. การรายงานความปลอดภัยและการประเมินการก่ออันตรายของสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ (สอ.2)

3. การรายงานผลการตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศบริเวณสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บสารเคมีอันตราย (สอ.3)

4. การรายงานผลการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟ

5. การรายงานผลการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ

6. การแจ้งจำนวนและปริมาณความแรงรังสีของต้นกำเนิดรังสีึ (ร.1-1)

7. การแจ้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนหรือปริมาณความแรงรังสีของต้นกำเนิดรังสีึ (ร.1-2)

8. การแจ้งชื่อและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบดำเนินการทางเทคนิคในเรื่องรังสี (ร.3-1)

9. การแจ้งชื่อและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบดำเนินการทางเทคนิคในเรื่องรังสีแทนผู้รับผิดชอบเดิมซึ่งพ้นหน้าที่ (ร.3-2)

10. การรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับผิดชอบดำเนินการทางเทคนิคในเรื่องรังสี (ร.5)

11. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่พบความผิดปกติ หรือการเจ็บป่วย การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข

12. การแจ้งสถานที่การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ลูกจ้างทำงานประดาน้ำ

13. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วยซึ่งได้รับอันตรายจากความร้อน

14. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วยซึ่งได้รับอันตรายจากแสงสว่าง

15. การรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วยซึ่งได้รับอันตรายจากเสียง

16. การแจ้งชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อขึ้นทะเบียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

17. การรายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง  – จป.(ท)

18. การรายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ  – จป.(ว)

19. การแจ้งกรณีลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือ สูญหาย

ทั้ง 19 ข้อข้างต้น เป็นเอกสารที่ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานสามารถส่งทางอินเตอร์เน็ตได้ โดยก่อนที่ท่านจะส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตได้ ท่านต้องทำการขออนุญาตโดยมีขั้นตอนดังนี้

1. สถานประกอบการมีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว นายจ้างสามารถดำเนินการเพื่อส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตได้ ด้วยการลงทะเบียนเพื่อขอ username และ password ที่เว็บไซท์ www.labour.go.th

2. เมื่อได้รับชื่อผู้ใช้ (username) และ รหัสผ่าน (password) แล้ว ก็สามารถดำเนินการส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตได้ทันที ผ่านเว็บไซท์ www.labour.go.th

(ถึงแม้ท่านจะขอส่งเอกสารทางอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ก็ยังสามารถเลือกที่จะส่งด้วยตนเอง หรือไปรษณีย์ได้ตามปกติ)

จะเห็นได้ว่า กรมสวัสดิการได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน ให้กับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น ต่อไปพวกเราทุกคนก็จะได้ทำงานใกล้ชิดผู้ปฏิบัติงานตลอดเวลา

ข้อเสียก็คือ ไม่มีเวลาโดดงานไปพักผ่อนสมองแล้ว และก็ไม่ได้ขอของแจก ที่กรมฯ

หน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป. ,safety) ระดับต่างๆ ตาม กฎกระทรวง
เรื่อง กําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย  และสภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ.  ๒๕๔๙ มีดังนี้

- เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างาน มีหน้าที่
(๑) กํากับ  ดูแล  ให้ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือตามข้อ  ๓
(ข้อ 3 นี้ คือ ข้อที่ระบุว่า สถานประกอบการจะต้องจัดให้มีข้อบังคับ และคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยไว้ในสถานประกอบการ)

(๒) วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้น
โดยอาจร่วมดําเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค  ระดับเทคนิ คขั้นสูง   หรือระดับวิชาชีพ

(๓) สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความ ปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

(๔) ตรวจสอบสภาพการทํางาน  เครื่องจักร  เครื่องมือ  และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย ก่อนลงมือปฏิบัติงานประจําวัน

(๕) กํากับ  ดูแล  การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ

(๖) รายงานการประสบอันตราย  การเจ็บป่วย  หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรําคาญ  อันเนื่องจาก การทำงานของลูกจ้างต่อนายจ้าง  และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค   ระดับเทคนิคขั้นสูง  หรือระดับวิชาชีพ สําหรับสถานประกอบกิจการที่มีหน่วยงานความปลอดภัย ให้แจ้งต่อหน่วยงานความปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุ

(๗) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย  การเจ็บป่วย  หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรํ าคาญ อันเนื่องจากการทํางานของลูกจ้างร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค  ระดับ เทคนิคขั้นสูง  หรือระดับวิชาชีพ  และรายงานผล  รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่อนายจ้าง โดยไม่ชักช้า

(๘) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทํางาน

(๙) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทํางานอื่นตามที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภั ยในการทํางานระดับบริหารมอบหมาย

Read the rest of this entry

คุณสมบัติของ จป.ในการทำงาน  ระดับต่างๆ ถูกระบุอยู่ในกฏกระทรวงแรงงาน เรื่อง “กําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย  และสภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ.  ๒๕๔๙

รายละเอียดของ จป. (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) ระดับต่างๆ มีดังนี้

1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน
ต้องเป็นลูกจ้างในระดับหัวหน้างาน และต้องมีคุณสมบัติ อย่างใด อย่างหนึ่ง ดังนี้
- ผานการฝกอบรมตามหลักเกณฑและวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด (อบรม จป.หัวหน้างาน)
- เปนหรือเคยเปนเจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหนางานตามประกาศ
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม  เรื่อง  ความปลอดภัยในการทํางานของลูกจาง  ลงวันที่  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๐

2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค
ต้องมีคุณคุณสมบัติ อย่างหนึ่ง อย่างใด ดังนี้
- สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย  หรือเทียบเทา
- เปนเจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหนางาน  และผานการฝกอบรมตามหลักเกณฑและวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด ( อบรม จป.ระดับเทคนิค)
- เปนหรือเคยเปนเจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับพื้นฐานตามประกาศ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม  เรื่อง  ความปลอดภัยในการทํางานของลูกจาง  ลงวันที่ 31 มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๐

3. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ขั้นสูง
ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ อย่างหนึ่ง อย่างใด ดังต่อไปนี้
- สําเร็จการศึกษาไมต่ำกวาระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย  หรือเทียบเทา
- สําเร็จการศึกษาไมต่ำกวาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค  ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูง  อน ุปริญญา  หรือเทียบเทา  และผานการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด  (วุฒิการศึกษาทั่วไป ต้องได้ตามที่ระบุไว้ ถึงสามารถเข้าอบรมเป็น จป. เทคนิค ขั้นสูงได้)
- สําเร็จการศึกษาไมต่ำกวามัธยมศึกษาปที่  ๖  หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  หรือเทียบเทา  และไดทํางานเปนเจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคหรือระดับพื้นฐานมาแลว ไมนอยกวาหาป  และผานการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑและวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด (แปลว่า จป.ระดับเทคนิค หรือ พื้นฐานเดิม จะเข้าอบรมเป็นจป.เทคนิคขั้นสูงได้ ก็ต้องมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่า ม.6 หรือ เทียบเท่า  )

4.เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับวิชาชีพ
ต้องมีคุณสมบัติ อย่างหนึ่ง อย่างใด ดังต่อไปนี้
- สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย  หรือเทียบเทา (จป. สายตรง)
- สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาระดับปริญญาตรี  และไดทํางานเปนเจาหนาที่ความปลอดภัย
ในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงมาแลวไมนอยกวาหาป  และผานการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนดจากหนวยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรอง
- เปนหรือเคยเปนเจ าหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพตามประกาศ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม  เรื่อง  ความปลอดภัยในการทํางานของลูกจาง  ลงวันที่  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๐  และผานการอบรมเพิ่มและทดสอบตามหลักเกณฑและวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด จากหนวยงานที่กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานรับรอง (อบรมเพิ่มเติม 42 ชั่วโมง) ี้  ภายในหาปนับแตวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใชบังคับ (บังคับใช้ ปี 2549  ภายใน 5ปี ไปคำนวนกันเอง )

นี่ก็เป็นคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับต่างๆ ซึ่งนอกจากจะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติแล้ว กฏหมายฉบับเดียวกันนี้ ยังได้กำหนดถึง “หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับต่างๆ” เอาไว้ด้วย

จากกฏหมายแรงงาน “กฎกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๙” ที่ออกเมื่อ 21 มิถุนายน 2549 ได้กำหนดให้สถานประกอบการทั้ง 14 ประเภทดังต่อไปนี้ ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เมื่อมีจำนวนลูกจ้างตามที่กฏหมายกำหนด

(๑) การทําเหมืองแร  เหมืองหิน  กิจการปโตรเลียมหรือปโตรเคมี

(๒) การทํา  ผลิต  ประกอบ  บรรจุ  ซอม  ซอมบํารุง  เก็บรักษา  ปรับปรุง  ตกแตง  เสริมแตง
ดัดแปลง  แปรสภาพ  ทําใหเสีย  หรือทําลายซึ่งวัตถุหรือทรัพยสิน  รวมทั้งการตอเรือ  การใหกําเนิด  แปลง  และจายไฟฟาหรือพลังงานอยางอื่น

(๓) การกอสราง  ตอเติม  ติดตั้ง  ซอม  ซอมบํารุง  ดัดแปลง  หรือรื้อถอนอาคาร   สนามบิน  ทางรถไฟ  ทางรถราง  ทางรถใตดิน  ทาเรือ  อูเรือ  สะพานเทียบเรือ  ทางน้ํา  ถนน  เขื่อน  อุโมงค  สะพาน  ทอระบาย  ทอน้ํา  โทรเลข  โทรศัพท  ไฟฟา  กาซหรือประปา  หรือสิ่งกอสรางอื่น  ๆ  รวมทั้ง การเตรียมหรือวางรากฐานของการกอสราง

(๔) การขนสงคนโดยสารหรือสินคาโดยทางบก  ทางน ้ํา  ทางอากาศ  และรวมทั้งการบรรทุก ขนถายสินคา

(๕) สถานีบริการหรือจําหนายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือกาซ

(๖) โรงแรม

(๗) หางสรรพสินคา

(๘) สถานพยาบาล

(๙) สถาบันทางการเงิน

(๑๐) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ

(๑๑) สถานบริการบันเทิง  นันทนาการ  หรือการกีฬา

(๑๒) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ

(๑๓) สํานักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม  (๑)  ถึง  (๑๒)

(๑๔) กิจการอื่นตามที ่กระทรวงแรงงานประกาศกําหนด

กิจการทั้ง 14 ประเภทนี้(ผมว่าแทบทุกกิจการแล้ว) กฏหมายกำหนดให้มี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ดังนี้

  • กิจการที่ต้องมี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับ หัวหน้างาน

กิจการข้อ 1 ถึง ข้อ 5  ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

กิจการข้อ 6 ถึง 14 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป

นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างระดับหัวหน้างาน เป็น จป.หัวหน้างาน

( จป.ทุกระดับ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็แต่งตั้งได้นะครับ ต้องผ่านการอบรม และมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายกำหนดด้วย)

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค

กิจการข้อ 2 ถึง ข้อ 5 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 คน (เว้นแต่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค หรือ เทคนิคขั้นสูงอยู่แล้ว ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคก็ได้)

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิคขั้นสูง

กิจการข้อ 2 ถึง ข้อ 5 ที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 100 คน (ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ ระดับวิชาชีพ อยู่แล้ว)

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ

กิจการข้อ 1 (เหมืองแร่ ,เหมืองหิน ,ปิโตรเลียม ,ปิโตรเคมี) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่สองคนขึ้นไป

กิจการข้อ 2 ถึง ข้อ 5 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป

  • กิจการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหาร

กิจการข้อ 1 ถึง 5 ที่มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไป

กิจการข้อ 6 ถึง 14 ที่มีลูกจ้าง 20 คนขึ้นไป

ต้องแต่งตั้งลูกจ้างระดับบริหารทุกคน เป็น จป.ระดับบริหาร ถ้าไม่มีให้ นายจ้างเป็นเอง

ที่คัดลอกกฏหมายมา ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆ ของกฏหมายที่ได้ระบุให้นายจ้างของกิจการแต่ละประเภทต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานแต่ละระดับก็ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายกำหนด “คุณสมบัติเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับ ต่างๆ