บทความนี้ผมเจอในหนังสือวิศวกรรมสาร เป้นบทความที่เขียนโดน คุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2528 แล้ว แม้ว่าจะเป็นบทความเก่า แต่ผมเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ มากกว่าจะปล่อยให้ถูกลืมเลือน จึงขอนำมา เผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านครับ
ความปลอดภัยในโรงงาน หลักการ 3E
เมื่อเร็วๆนี้อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สอนวิชาความปลอดภัยในโรงงานมาแล้ว ได้ปรารภกับผู้เขียนว่า “เรื่อง Safety ในบ้านเรา ก้าวไปช้ามากจนน่าเป็นห่วง ประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น สิงคโปร มาเลเซีย ไปถึงไหนๆแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานราชการของเขาให้ความสำคัญในด้านนี้มาก น่าสงสารคนงานของเราจริงๆ” และท่านก็ถอนหายใจด้วยความท้อ
ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำปรารภของท่านอาจารย์ผู้นั้น เพราะการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมของบ้านเรานั้นเติบโตช้ามาก ทั้งที่เรามีกฏหมายเกี่ยวกับด้านนี้หลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเป็นต้น กฏหมายเหล่านี้ได้บัญญัติทั้งวิธีป้องกัน ควบคุม และแนะนำอย่างครอบคลุมครบถ้วนพอสมควร แต่การนำไปปฏิบัติให้ได้ผลยังห่างไกลเจตนารมณ์ของกฏหมายอย่างยิ่ง ผู้เขียนยอมรับว่า ความล้อเหลวของการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมของบ้านเรานั้น นอกจากกลไกของรัฐและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญน้อยแล้ว เรายังอะลุ่มอะล่วยกันด้วยน้ำใจคนไทยจนเกินควร เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบกิจการโรงงานเอง ก็ปล่อยปละละเลย มองข้ามไป เพราะมองเพียงด้านเดียวว่าการเสริมสร้างมาตรการด้านความปลอดภัย เข้าไปในกระบวนการผลิตของโรงงานนั้น มีแต่จะเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มต้นทุนของการผลิตโดยไม่จำเป็น และอาจทำให้งานช้าลงด้วย (สำหรับด้านคนงานยังมีบทบาทน้อยมากในเรื่องนี้)
แต่ความเป็นจริงนั้น การเสริมสร้างความปลอดภัยในกระบวนการผลิต จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่โรงงานได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากการทำงานอย่างปลอดภัย ทำให้ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยครั้ง
การเกิดอุบัติเหตุขึ้นทุกครั้ง แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ ล้มตาย หรือไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายเลยก็ตาม อุบัติก็กระทบกระเทือนกระบวนการผลิตตามปกติ ทำให้งานช้าหรือหยุดชะงักได้ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนหรือกำไรในทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากเป็นกรณีที่เกิดการบาดเจ็บพิการ หรือทรัพย์สินเสียหายแล้ว เราต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร และอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ความปลอดภัยในการทำงานไม่สำคัญ เพราะอุบัติเหตุทำให้เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ความสูญเสียเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุอันสืบเนื่องจากการทำงานอย่างไม่ปลอดภัยนั้น มีค่ามากเกินกว่าเราจะคาดคิดถึงได้ การเสริมสร้างความปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างแน่นอน และทำให้งานสำเร็จเร็วขึ้นด้วย เพราะขวัญในการทำงานของคนทำงานสูงขึ้น เป็นการลดต้นทุนไปในตัว ดังนั้น จึงเป็นการคุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับเจ้าของและผู้บริหารโรงงานที่จะเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการผลิตของท่าน ลองดูสิครับ
จะเริ่มต้นอย่างไรละครับ
การเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องยึดหลัก 3 E อันได้แก่
Engineering (วิศวกรรมศาสตร์)
Education (การศึกษา)
Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ)
E ตัวแรก คือ Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) คือการใช้ความรู้วิชาการด้านวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในการคำนวนและออกแบบเครื่องจักรเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่เคลื่อนไหวหรืออันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงาน ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ เป็นต้น
E ตัวที่สอง คือ Education (การศึกษา) คือการให้การศึกษา หรือ การฝึกอบรมและแนะนำคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ และการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงาน ให้รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นและป้องกันได้อย่างไร และจะทำงานวิธีใดจึงจะปลอดภัยที่สุด เป็นต้น
E ตัวสุดท้าย คือ Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ) คือการกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และมาตรการบังคับควบคุมให้คนงานปฏิบัติตาม เป็นระเบียบปฏิบัติที่ต้องประกาศให้ทราบทั่วกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความสำนึกและหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นอันตราย
ควรจะเน้นหนักที่ E ตัวไหน
หลักการ 3 E จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน จึงจะทำให้การป้องกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องจักรที่ออกแบบมาดี ถูกต้องตามวิชาการวิศวกรรม กล่าวคือ มีเครื่องป้องกันอันตราย หรือ การ์ด (Machine Guarding) ติดตั้งไว้อย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม คนงานอาจเห็นว่าเกะกะ ไม่จำเป็นจึงถอดออก และทำงานด้วยความเสี่ยงต่อไป ดังนี้ นอกจากเราจะต้องฝึกอบรม แนะนำคนงานถึงวิธีการทำงานกับเครื่องจักรตัวนั้น หรือ ชี้แนะให้เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น หากถอดเครื่องป้องกันอันตรายออกแล้ว เราควรจะกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัยและออกข้อบังคับ เป็นกฏระเบียบเลยว่า ถ้าใครถอดเครื่องป้องกัน หรือฝาครอบส่วนเคลื่อนไหวหรือส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักร เช่น สายพาน มูเล่ หัวปั๊ม ฯลฯ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะต้องถูกลงโทษ อย่างหนึ่งอย่างใด
ตัวอย่างนี้ คือ การใช้หลัก 3E ทั้งหมดไปพร้อมกัน ดังนั้น โอกาศที่จะเกิดอุบัติเหตุในการทำงานกับเครื่องจักรตัวนั้นก็จะมีน้อยมาก คือทำงานได้อย่างปลอดภัยที่สุด
ในทำนองเดียวกัน แม้จะมีข้อบังคับห้ามถอดการ์ดแล้ว หากคนงานไม่ได้รับการแนะนำหรือชี้แนะ วิธีการทำงานที่ถูกต้องปลอดภัย และไม่รู้ความสำคัญของการ์ด (ไม่มี Education) คนงานก็อาจจะปฏิบัติงานผิดวิธีหรืออันตรายได้ นอกจากจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้แล้ว ยังไม่ทำให้เครื่องจักรเสียหายอีกด้วย

ดังนั้นการใช้หลัก 3E โดยนำทั้งวิชาการทางวิศวกรรม การให้การศึกษาอบรมกับคนงาน และการออกกฏข้อบังคับ มาดำเนินการพร้อมกันอย่างเหมาะสมในการผลิตและการบริหารโรงงานนั้น จึงเป้นมาตรการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อการป้องกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานภายในเวลาอันสั้น
การศึกษาและการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (Safety Education and Training)

ในทัศนของผู้เขียนแล้วเห็นว่า หลักการ 3E นั้น E ตัวที่สอง (Education) มีความสำคัญที่สุด (มิใช่ว่าจะใช้ Education เพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าต้องใช้ทั้ง 3E ไปพร้อมกัน แต่ควรให้ความสนใจกับ E ตัวที่สอง เป็นพิเศษ)
ในทางปฏิบัติแล้ว E ตัวแรก (Enginerring) และ E ตัวที่สาม (Enforcement) จะเป็นปัจจุยที่ถูกกำหนด หรือหาได้จากภายนอกโรงงาน กล่าวคือ เจ้าของโรงงาน หรือ ผู้รับผิดชอบสามารถจัดหา วิศกรรมออกแบบวางผังโรงงานและอื่นๆได้ สามารถเลือกซื้อเครื่องจักรที่มีเครื่องป้องกันอันตรายในตัวได้ ถือว่างานด้านวิชาการวิศวกรรมถูกกำหนดจากบุคคลภายนอก เช่นดียวกับการออกกฏข้อบังคับต่างๆเกี่ยวกับความปลอดภัย ผู้ประกอบกิจการในโรงงานและผู้บริหารก็สามารถอ้างอิงจากกฎหมายในเรื่องนี้ที่ประกาศใช้แล้วได้ (ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามด้วย) แต่การให้การศึกษาอบรมแก่คนงาน (Education) เป็นหน้าที่ิัอันควรของโรงงานโดยตรง โดยจะต้องเกิดจากความสำนึกและความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการโรงงานในการที่จะให้ความรู้หรือชี้แนะถึงวิะีการทำงานที่ปลอดภัยแก่คนงานของตน หาใช่เกิดจากผู้อื่นแต่อย่างใด ผู้เขียนจึงเห็นว่าเรื่อง Education เป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดใน หลักการ 3E
การศึกษาด้านความปลอดภัย (Safety Education) หมายถึงการพัฒนาความรู้และจิตสำนึกเกี่ยวกับความปลอดภัย อันได้แก่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการกำจัดอุบัติเหตุ และการแก้ไขปรับปรุงวิธีการทำงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่อันตรายให้ปลอดภัย
การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (Safety Training) หมายถึง การพัฒนาความสามารถ หรือ ความชำนาญของคนงานในการทำงานอย่างถูกวิธีและมีความปลอดภัย
การให้การศึกษาและอบรมนี้ สามารถทำได้ทั้งในและนอกโรงงาน โดยส่งคนงานไปเข้าศึกษาหรือฝึกอบรมตามหน่วยงานหรือศูนย์ต่างๆที่มีหลักสูตรด้านนี้ หรือเชิญวิทยากรมาบรรยาย หรือโดยการชี้แนะอบรมกันเองในโรงงานก็ได้ โดย หัวหน้างาน หรือคนงานที่ทำงานมานานจนเกิดทักษะและประสบการณ์เป็นผู้สอนแนะอธิบายให้คนงานใหม่ดู และให้คนงานใหม่ได้ฝึกทำด้วยตนเองภายใต้การดูแลควบคุมของหัวหน้างาน การฝึกอบรมยังจำเป็นต่อผู้ที่เปลี่ยนย้ายงานมาจากแผนกอื่นด้วย
การให้การศึกษาหรือฝึกอบรมอย่างเหมาะสม จะเป็นมาตรการที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน เพราะเมื่อคนงานมีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำและวิะีทำงานที่ปลอดภัยแล้ว โอกาศเกิดอุบัติเหตุจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัยก็จะหมดไป
ที่มา : หนังสือ วิศวกรรมสาร / เมษายน 2528