Uncategorized Archives

ชาวอินเดีย 33 คน เสียชีวิต และอีกประมาณ 100 คน เข้าโรงพยาบาล เนื่องจากดื่มเหล้าเถื่อน

ทั้งนี้ผู้จัดหาเหล้าเถื่อน 4 คน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านซานกัมเปอร์ ทางตอนใต้ของเขตพากานาส ได้ถูกจับกุมแล้ว โดยเหล้าเถื่อนดังกล่าวถูกเรียกว่า moonshine (แสงจันทร์)

เหตุการณ์เกิดขึ้น หลังจากที่ชาวบ้านดื่มสุราในคืนวันอังคาร ใกล้สถานีรถไฟ พวกเขาก็เริ่มอาเจียน และสูญเสียการทรงตัว มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง

ภายหลังจากเหตุการณ์เสียชีวิตดังกล่าว ชาวอินเดียในหมู่บ้านที่โกรธแค้นต่อการจากไปของญาติพี่น้อง ได้พากันทำลายร้านเหล้าผิดกฎหมาย

ทั้งนี้การขายเหล้าผิดกฎหมายเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้านต่างๆของอินเดีย ซึ่งหลายครั้งเหล้าเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย และเสียชีวิต เนื่องมาจากการเจือปนของสารเคมีอันตราย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ซึ่งก็คืออุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูง 2 ขบวน ชนกัน

สาเหตุของการชนกันของรถไฟความเร็วสูง เกิดจากรถไฟขบวนหนึ่งจอดค้างอยู่กลางสะพาน เนื่องจากระบบไฟฟ้าชำรุด  รถไฟอีกขบวนไม่ได้รับการประสานงานแจ้งให้ทราบ จึงพุ่งเข้าชนเพราะไม่รู้ว่ามีรถไฟอีกขบวนจอดอยู่กลางสะพาน

อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชน

อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชน2

อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชน3

สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิต ตามรายงานล่าสุด มีจำนวน 40 คน บาดเจ็บ 192 คน

สำหรับประเทศไทยเองก็มีโครงการจะสร้างรถไฟความเร็วสูง หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะศึกษาอุบัติเหตุต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ เพื่อนำมาจัดทำเป็นมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ

หาแบล้กฮอว์ก

จากเหตุการณ์ภารกิจลำเลียง 5 ศพ ออกจากป่าแก่งกระจานเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้มีเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กร่วงอีกหนึ่งลำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบชะตะกรรมของนายทหารอีก 9 คน ที่อยู่บนเครื่อง

ในวันนี้ (20 กรกฏาคม 2554) ได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เครื่องแบล็คฮอว์กจะมีกล่อง ELT ติดตั้งอยู่ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณแจ้งสูญติดต่อช่วยเหลือให้ทราบหากมีอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก หรือ กระแทกอย่างรุนแรง   แต่ขระนี้กล่อง ELT ยังไม่ส่งสัญญาณ จึงมีความหวังว่า อาจจะเป็นข่าวดี

สำหรับปฏิบัติการวันนี้ สภาพอากาศยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้ไม่สามารถนำเฮลิคอปเตอร์เข้าไปยังบริเวณจุดเกิดเหตุได้ แต่ทันทีที่อากาศเปิดก็จะทำการลาดตระเวณทางอากาศ

ปฏิบัติการที่ทำได้ในขณะนี้จึงเป็นปฏิการภาคพื้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งทีมช่วยเหลือเดินเท้าเข้าไปในป่าแก่งกระจานแล้ว นอกจากนี้ก็มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทางฝั่งพม่า เพื่อขอความช่วยเหลือในการค้นหา

ปัจจัยที่สำคัญของการเกิดการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพ คือ ผู้ประกอบอาชีพหรือคนงาน และสิ่งแวดล้อมการทำงาน

ผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานนั้น ปกติจะหมายรวมถึงผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ธุรกิจเอกชน รัฐวิสาหกิจและรายการ ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังแรงงานที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ปกติแล้วผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้เป็นผู้ที่มีส่วนในการก่อให้เกิดภัยจากการประกอบอาชีพขึ้น ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากการขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจในงานที่ทำ มีทัศนคติและจิตสำนึกที่ไม่ปลอดภัย และไม่ได้ป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม เป็นต้น

ส่วนสิ่งแวดล้อมการทำงาน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่อยู่ล้อมรอบตัวผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานในขณะทำงานตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ลักษณะของการเกิดการประสบอันตรายจากการทำงานนั้น จะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานต้องทำงานหรือปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ชิ้นงานหรือผลิตผลออกมา ซึ่งในการทำงานนั้น ผู้ประกอบอาชีพจะอยู่ภายในแวดวงของสิ่งแวดล้อมการทำงาน แล้วปัจจัยทั้งสองจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้นถ้าหากทั้งสองปัจจัยมีความเหมาะสม คือ ผู้ประกอบอาชีพมีทัศนคติที่ปลอดภัยมีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติตนเหมาะสม และสิ่งแวดล้อมการทำงานมีความปกติและเหมาะสม ก็ย่อมเป็นที่แน่ใจว่าจะไม่มีภัยจากการประกอบอาชีพเกิดขึ้น

แต่ในทางตรงกันข้าม หากปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดหรือทั้งสองปัจจัยมีความบกพร่องหรือไม่เหมาะสมก็อาจจะคาดหมายได้ว่าอาจมีการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพขึ้นได้ ซึ่งอาจจะเป็นผลทำให้ผู้ประกอบอาชีพเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน หรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากการทำงานได้

อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บขึ้น คนงานนั้นอาจจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาลหรือการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางด้านการแพทย์ให้หายได้ แต่เมื่อบุคคลนั้นกลับเข้าทำงานในสภาพของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมเช่นเดิมอีก ในที่สุดบุคคลนั้นก็อาจจะได้รับอันตรายทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด

ยืนทำงาน

เนื่องจากการยืนทำงาน  จะต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนขาทั้งสองข้าง  กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อคอ  ซึ่งหากต้องยืนทำงานเป็นเวลานาน  และไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถหรือท่าทางในการยืนทำงานเลย  ก็สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ที่ยืนทำงานได้  โดยอาจส่งผลกระทบได้ดังนี้

1.  เกิดอาการล้า และปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ หลัง และขา  ซึ่งเกิดจากที่กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ยืนทำงาน  ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อน้อยลงจึงเกิดอาการล้าและการเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อดังกล่าว

2.  อาจก่อให้เกิดเลือดคั่งบริเวณขาและเท้า  ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นเลือดดำมีอาการบวมโป่งหรือเป็นเส้นเลือดขอด

3.  อาจทำให้ข้อต่อต่าง ๆ ของกระดูกสันหลัง สะโพก หัวเข่า และเท้าชาชั่วคราว  และอาจนำไปสู่โรคข้อเสื่อมที่เกิดจากเส้นเอ็นถูกทำลายได้

การออกแบบสถานที่ทำงานสำหรับผู้ที่ยืนทำงาน

1.  ควรออกแบบหรือจัดสถานที่ทำงานใหม่  ให้มีเนื้อที่ว่างเพียงพอสามารถขยับและเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก  หรือสามารถเปลี่ยนอิริยาบถหรือท่าทางการทำงานเป็นยืนสลับนั่งได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม  โดยจัดหาเก้าอี้หรือเก้าอี้กึ่งนั่งกึ่งยืนให้ผู้ปฏิบัติงาน

2.  ควรจัดให้มีเก้าอี้หรือม้านั่งในบริเวณใกล้จุดปฏิบัติงาน  เพื่อให้ผู้ที่ยืนทำงานสามารถนั่งได้ขณะทำงานเอกสาร หรือนั่งพักในขณะที่ไม่มีลูกค้า  หรือนั่งพักขณะที่เป็นช่วงพัก

3.  สามารถปรับระดับความสูงต่ำของโต๊ะทำงานได้เพื่อให้งานอยู่ในระดับความสูงที่เหมาะสมกับความสูงของผู้ปฏิบัติงานที่ยืนทำงาน

4.  ควรจัดเตรียมงานให้อยู่ในระยะที่สามารถหยิบจับได้ง่าย

5.  ควรจัดให้มีแผ่นยางรองพื้น  หรือพรมปูพื้นสำหรับรองยืน หรือแผ่นรองยืนที่ทำจากวัสดุที่เหมาะสมที่ไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป  เพื่อป้องกันความเมื่อยล้าเมื่อต้องยืนทำงานเป็นเวลานาน ๆ และควรหลีกเลี่ยงการยืนทำงานบนพื้นปูน คอนกรีต หรือโลหะ

6.  บริเวณพื้นที่ยืนทำงานต้องเป็นพื้นที่มีระนาบเดียวกัน  สะอาด  ไม่ลื่น  และไม่มีสิ่งกีดขวาง หรือสิ่งของวางเกะกะ

7.  จัดแสงสว่างที่เหมาะสมและเพียงพอในการทำงานที่ต้องยืนทำงาน

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่ยืนทำงาน

1.  ไม่ควรยืนตัวตรงเป็นเวลานานเกิน 10 นาที  ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง  หรือควรยืนในลักษณะพักขาข้างใดข้างหนึ่ง  เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อขาได้พัก  โดยให้สลับขาพัก หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น  ควรจะมีที่วางพักเท้าที่มีขนาดกว้างและยาวพอสามารถสลับพักเท้าด้านซ้ายและด้านขวาได้สะดวก

2.  หลีกเลี่ยงการยืนทำงานในท่าทางเดียวนานๆ  โดยควรจัดให้มีงานหลาย ๆ ลักษณะเพื่อผู้ปฏิบัติงานจะได้ทำงานในลักษณะ หรือท่าทางที่แตกต่างกันออกไปและมีการใช้กล้ามเนื้อมัดที่แตกต่างกัน

3.  จัดให้มีการหมุนงานหรือหมุนคน  เพื่อลดความเมื่อยล้าของอวัยวะและกล้ามเนื้อบางส่วนที่ต้องทำงานซ้ำซากเป็นเวลานาน

4.  ควรมีการพักช่วงสั้น ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวดเมื่อย  โดยในช่วงพักควรเปลี่ยนอิริยาบถหรือท่าทางจากการยืนเป็นการนั่ง  หรือมีการนวดเท้า หรือมีการบริหารร่างกายในท่าง่ายๆ ที่เหมาะสม

5.  ไม่ควรสวมใส่รองเท้าส้นสูงสูงเกินกว่า 1 นิ้ว  เมื่อต้องยืนนานๆ เพราะการสวมใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้หลังแอ่นมากขึ้นและเกิดการปวดหลังได้ง่ายขึ้น  นอกจากนี้ความสูงของรองเท้ายังมีผลกระทบต่อการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อน่องมากด้วย

6.  ควรสวมใส่รองเท้าที่ไม่เปลี่ยนรูปทรงของเท้า  โดยสวมใส่แล้วกระชับพอดีกับเท้าและสามารถขยับนิ้วเท้าไปมาได้  ทั้งนี้รองเท้าที่สวมใส่ควรรับกับความโค้งของเท้าของผู้สวมใส่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายเท้า และสามารถรองรับน้ำหนักตัวเองได้อย่างเหมาะสม

7.  ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบา

8.  หลังจากเลิกงานในแต่ละวันควรบริหารร่างกายที่บ้าน  เพื่อป้องกันและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  โดยปฏิบัติตามท่ากายบริหารที่ได้รับการออกแบบอย่างดีและเหมาะสมแล้ว

บทความนี้ผมเจอในหนังสือวิศวกรรมสาร เป้นบทความที่เขียนโดน คุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2528 แล้ว แม้ว่าจะเป็นบทความเก่า แต่ผมเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์ มากกว่าจะปล่อยให้ถูกลืมเลือน จึงขอนำมา เผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านครับ

ความปลอดภัยในโรงงาน หลักการ 3E

เมื่อเร็วๆนี้อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สอนวิชาความปลอดภัยในโรงงานมาแล้ว ได้ปรารภกับผู้เขียนว่า “เรื่อง Safety ในบ้านเรา ก้าวไปช้ามากจนน่าเป็นห่วง ประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น สิงคโปร มาเลเซีย ไปถึงไหนๆแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานราชการของเขาให้ความสำคัญในด้านนี้มาก น่าสงสารคนงานของเราจริงๆ” และท่านก็ถอนหายใจด้วยความท้อ

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำปรารภของท่านอาจารย์ผู้นั้น เพราะการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมของบ้านเรานั้นเติบโตช้ามาก ทั้งที่เรามีกฏหมายเกี่ยวกับด้านนี้หลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเป็นต้น กฏหมายเหล่านี้ได้บัญญัติทั้งวิธีป้องกัน ควบคุม และแนะนำอย่างครอบคลุมครบถ้วนพอสมควร แต่การนำไปปฏิบัติให้ได้ผลยังห่างไกลเจตนารมณ์ของกฏหมายอย่างยิ่ง ผู้เขียนยอมรับว่า ความล้อเหลวของการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมของบ้านเรานั้น นอกจากกลไกของรัฐและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญน้อยแล้ว เรายังอะลุ่มอะล่วยกันด้วยน้ำใจคนไทยจนเกินควร เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบกิจการโรงงานเอง ก็ปล่อยปละละเลย มองข้ามไป เพราะมองเพียงด้านเดียวว่าการเสริมสร้างมาตรการด้านความปลอดภัย เข้าไปในกระบวนการผลิตของโรงงานนั้น มีแต่จะเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มต้นทุนของการผลิตโดยไม่จำเป็น และอาจทำให้งานช้าลงด้วย (สำหรับด้านคนงานยังมีบทบาทน้อยมากในเรื่องนี้)

แต่ความเป็นจริงนั้น การเสริมสร้างความปลอดภัยในกระบวนการผลิต จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่โรงงานได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากการทำงานอย่างปลอดภัย ทำให้ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยครั้ง

การเกิดอุบัติเหตุขึ้นทุกครั้ง แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ ล้มตาย หรือไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายเลยก็ตาม  อุบัติก็กระทบกระเทือนกระบวนการผลิตตามปกติ ทำให้งานช้าหรือหยุดชะงักได้ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนหรือกำไรในทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากเป็นกรณีที่เกิดการบาดเจ็บพิการ หรือทรัพย์สินเสียหายแล้ว เราต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร และอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ความปลอดภัยในการทำงานไม่สำคัญ เพราะอุบัติเหตุทำให้เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ความสูญเสียเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุอันสืบเนื่องจากการทำงานอย่างไม่ปลอดภัยนั้น มีค่ามากเกินกว่าเราจะคาดคิดถึงได้ การเสริมสร้างความปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างแน่นอน และทำให้งานสำเร็จเร็วขึ้นด้วย เพราะขวัญในการทำงานของคนทำงานสูงขึ้น เป็นการลดต้นทุนไปในตัว ดังนั้น จึงเป็นการคุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับเจ้าของและผู้บริหารโรงงานที่จะเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการผลิตของท่าน ลองดูสิครับ

จะเริ่มต้นอย่างไรละครับ

การเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องยึดหลัก 3 E อันได้แก่

Engineering (วิศวกรรมศาสตร์)

Education (การศึกษา)

Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ)

E ตัวแรก คือ Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) คือการใช้ความรู้วิชาการด้านวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในการคำนวนและออกแบบเครื่องจักรเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่เคลื่อนไหวหรืออันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงาน ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ เป็นต้น

E ตัวที่สอง คือ Education (การศึกษา) คือการให้การศึกษา หรือ การฝึกอบรมและแนะนำคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ และการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงาน ให้รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นและป้องกันได้อย่างไร และจะทำงานวิธีใดจึงจะปลอดภัยที่สุด เป็นต้น

E ตัวสุดท้าย คือ Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ) คือการกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และมาตรการบังคับควบคุมให้คนงานปฏิบัติตาม เป็นระเบียบปฏิบัติที่ต้องประกาศให้ทราบทั่วกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความสำนึกและหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นอันตราย

ควรจะเน้นหนักที่ E ตัวไหน

หลักการ 3 E จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน จึงจะทำให้การป้องกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องจักรที่ออกแบบมาดี ถูกต้องตามวิชาการวิศวกรรม กล่าวคือ มีเครื่องป้องกันอันตราย หรือ การ์ด (Machine Guarding) ติดตั้งไว้อย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม คนงานอาจเห็นว่าเกะกะ ไม่จำเป็นจึงถอดออก และทำงานด้วยความเสี่ยงต่อไป ดังนี้ นอกจากเราจะต้องฝึกอบรม แนะนำคนงานถึงวิธีการทำงานกับเครื่องจักรตัวนั้น หรือ ชี้แนะให้เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น หากถอดเครื่องป้องกันอันตรายออกแล้ว เราควรจะกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัยและออกข้อบังคับ เป็นกฏระเบียบเลยว่า ถ้าใครถอดเครื่องป้องกัน หรือฝาครอบส่วนเคลื่อนไหวหรือส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักร เช่น สายพาน มูเล่ หัวปั๊ม ฯลฯ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะต้องถูกลงโทษ อย่างหนึ่งอย่างใด

ตัวอย่างนี้ คือ การใช้หลัก 3E ทั้งหมดไปพร้อมกัน ดังนั้น โอกาศที่จะเกิดอุบัติเหตุในการทำงานกับเครื่องจักรตัวนั้นก็จะมีน้อยมาก คือทำงานได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ในทำนองเดียวกัน แม้จะมีข้อบังคับห้ามถอดการ์ดแล้ว หากคนงานไม่ได้รับการแนะนำหรือชี้แนะ วิธีการทำงานที่ถูกต้องปลอดภัย และไม่รู้ความสำคัญของการ์ด (ไม่มี Education) คนงานก็อาจจะปฏิบัติงานผิดวิธีหรืออันตรายได้ นอกจากจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้แล้ว ยังไม่ทำให้เครื่องจักรเสียหายอีกด้วย

safety guarding

ดังนั้นการใช้หลัก 3E โดยนำทั้งวิชาการทางวิศวกรรม การให้การศึกษาอบรมกับคนงาน และการออกกฏข้อบังคับ มาดำเนินการพร้อมกันอย่างเหมาะสมในการผลิตและการบริหารโรงงานนั้น จึงเป้นมาตรการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อการป้องกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานภายในเวลาอันสั้น

การศึกษาและการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (Safety Education and Training)

safetytraining

ในทัศนของผู้เขียนแล้วเห็นว่า หลักการ 3E นั้น E ตัวที่สอง (Education) มีความสำคัญที่สุด (มิใช่ว่าจะใช้ Education เพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าต้องใช้ทั้ง 3E ไปพร้อมกัน แต่ควรให้ความสนใจกับ E ตัวที่สอง เป็นพิเศษ)

ในทางปฏิบัติแล้ว E ตัวแรก (Enginerring) และ E ตัวที่สาม (Enforcement) จะเป็นปัจจุยที่ถูกกำหนด หรือหาได้จากภายนอกโรงงาน กล่าวคือ เจ้าของโรงงาน หรือ ผู้รับผิดชอบสามารถจัดหา วิศกรรมออกแบบวางผังโรงงานและอื่นๆได้ สามารถเลือกซื้อเครื่องจักรที่มีเครื่องป้องกันอันตรายในตัวได้ ถือว่างานด้านวิชาการวิศวกรรมถูกกำหนดจากบุคคลภายนอก เช่นดียวกับการออกกฏข้อบังคับต่างๆเกี่ยวกับความปลอดภัย ผู้ประกอบกิจการในโรงงานและผู้บริหารก็สามารถอ้างอิงจากกฎหมายในเรื่องนี้ที่ประกาศใช้แล้วได้ (ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามด้วย) แต่การให้การศึกษาอบรมแก่คนงาน (Education) เป็นหน้าที่ิัอันควรของโรงงานโดยตรง โดยจะต้องเกิดจากความสำนึกและความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการโรงงานในการที่จะให้ความรู้หรือชี้แนะถึงวิะีการทำงานที่ปลอดภัยแก่คนงานของตน หาใช่เกิดจากผู้อื่นแต่อย่างใด ผู้เขียนจึงเห็นว่าเรื่อง Education เป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดใน หลักการ 3E

การศึกษาด้านความปลอดภัย (Safety Education) หมายถึงการพัฒนาความรู้และจิตสำนึกเกี่ยวกับความปลอดภัย อันได้แก่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการกำจัดอุบัติเหตุ  และการแก้ไขปรับปรุงวิธีการทำงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่อันตรายให้ปลอดภัย

การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย (Safety Training) หมายถึง การพัฒนาความสามารถ หรือ ความชำนาญของคนงานในการทำงานอย่างถูกวิธีและมีความปลอดภัย

การให้การศึกษาและอบรมนี้ สามารถทำได้ทั้งในและนอกโรงงาน โดยส่งคนงานไปเข้าศึกษาหรือฝึกอบรมตามหน่วยงานหรือศูนย์ต่างๆที่มีหลักสูตรด้านนี้ หรือเชิญวิทยากรมาบรรยาย  หรือโดยการชี้แนะอบรมกันเองในโรงงานก็ได้ โดย หัวหน้างาน หรือคนงานที่ทำงานมานานจนเกิดทักษะและประสบการณ์เป็นผู้สอนแนะอธิบายให้คนงานใหม่ดู และให้คนงานใหม่ได้ฝึกทำด้วยตนเองภายใต้การดูแลควบคุมของหัวหน้างาน การฝึกอบรมยังจำเป็นต่อผู้ที่เปลี่ยนย้ายงานมาจากแผนกอื่นด้วย

การให้การศึกษาหรือฝึกอบรมอย่างเหมาะสม จะเป็นมาตรการที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน เพราะเมื่อคนงานมีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำและวิะีทำงานที่ปลอดภัยแล้ว โอกาศเกิดอุบัติเหตุจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัยก็จะหมดไป

ที่มา : หนังสือ วิศวกรรมสาร / เมษายน 2528

การใช้งานชุดตัดแก๊ส ซึ่งมีการทำงานผสมกันระหว่างอ๊อกซิเจนและแก๊สเชื้อเพลิง สามารถที่จะเกิดการย้อนกลับของแก๊สและประกายไฟได้ หากเกิดแรงดันแก๊สลดลงอย่างฉับพลัน จะส่งผลแก๊สและประกายไฟที่หัวตัดหรือเชื่อมซึ่งมีแรงดันแก๊สสูงกว่า ไหลย้อนกลับเข้าสู่ภายในสายของชุดตัดแก๊สซึ่งมีแรงดันต่ำกว่า และในการไหลย้อนกลับของแก๊ส หากมีความร้อนจากประกายไฟ และการผสมกันของแก๊สที่เพียงพอ ก็จะเกิดการระเบิด

ชุดตัดแก๊ส

สาเหตุที่ทำให้แรงดันแก๊สลดลงอย่างฉับพลัน มีหลายสาเหตุ เช่น
1. มีเศษวัสดุจากการเชื่อม ตัด ไปปิดช่องรูที่หัวจ่ายแก๊ส หรือนมหนู ทำให้เกิดการอุดตัน
2. แรงดันอาจลดลงจากการพับงอของสายส่งแก๊ส หรือถูกรถทับ
3. ประกายไฟจากที่อื่นหล่นโดนสายส่งแก๊สที่รั่วอยู่ ทำให้สายเสียหาย
4. เมื่อออกซิเจนหมดถังขณะใช้งาน ก่อนที่จะปิดวาล์วที่ด้าม แก๊สอะเซทิลีนหรือLPG จะไหลย้อนเข้ามาที่สายและเกจ์ออกซิเจน
5. เมื่อปิดวาล์วหัวถ้งแล้ว เปิดวาล์วที่ด้ามตัดเพื่อไล่ออกซิเจนและแก๊สเชื้อเพลิงออก แก๊สเชื้อเพลิงที่มีแรงดันต่ำกว่า จะไหลออกก่อน จึงทำให้ออกซิเจนสามารถไหลย้อนไปยังสายและเกจ์ของแก๊สเชื้อเพลิงได้
6.เมื่อเปิดวาล์วทั้งออกซิเจนและแก๊สเชื้อเพลิงพร้อมกัน แล้วทำการจุดไฟเพื่อใช้งาน (ปรับแรงดันทั้ง 2 ให้สมดุล) ถ้าออกซิเจนมีอัตราการไหลมากกว่าอัตราที่นมหนูจะปล่อยได้ ออกซิเจนจะไหลย้อนกลับที่สายและเกจ์ของแก๊สเชื้อเพลิง

วิธีการป้องกันไฟย้อนกลับ
ทำได้โดยติดตั้งวาล์วกันกลับ(check valve) และอุปกรณ์กันไฟย้อนกลับ (flashback arrestor)

วาล์วกันกลับ (check valve)
checkvalve

ทำหน้าที่ ป้องกันการไหลย้อนกลับของแก๊ส ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดไฟย้อนกลับ แต่วาล์วกันกลับไม่สามารถหยุดไฟย้อนกลับได้ ดังนั้นการใช้วาล์วกันกลับเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการเกิดไฟย้อนกลับอย่างแน่นอน

flashback arrestor

ป้องกันไฟย้อนกลับ ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง มีทั้งแบบที่ ติดตั้งที่หัวตัดแก๊ส/เชื่อม , ติดตั้งที่สาย , และติดตั้งที่ที่อุปกรณ์ปรับความดัน (Regulator)

Torch-mounted flashback arrestors
เป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับสำหรับติดตั้งที่หัวตัดแก๊ส/เชื่อม ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ หยุดเปลวไฟที่ย้อนกลับ และหยุดแก๊สที่ย้อนกลับด้วยระบบวาล์วกันย้อนที่ติดตั้งภายใน

กันไฟย้อนที่หัวตัด

ตัวกรองไฟของอุปกรณ์กันไฟย้อน ทำมาจาก Sinter Metal ซึ่งเป็นการนำโลหะมาถักเป็นตัวกรองแล้วเพิ่มอุณหภูมิให้เกือบถึงจุดหลอมละลาย (ประมาณ 90%) ทำให้เกิดการแพร่กระจายโครงสร้างอะตอม ณ ตำแหน่งสัมผัส โครงสร้างจึงมีความแข็งแรง, อายุการใช้งานยาวนาน สามารถนำกลับมาล้างใช้ใหม่ได้หลายๆครั้ง แต่คุณภาพการกรองยังเหมือนเดิม ที่สำคัญสามารถใช้งานได้ในที่แรงดันและอุณหภูมิสูงๆ

การติดตั้ง Torch-mounted flashback arrestors เป็นสาเหตุที่ทำให้แรงดันลดลง และอัตราการไหลของแก๊สลดลง อย่าลืมตรวจสอบอัตราการไหลที่ต้องการใช้งาน

Hose-mounted flashback
อุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ แบบติดตั้งที่สาย มีระบบการทำงานคล้ายกับแบบ Torch-mounted flashback arrestors ใช้ติดตั้งที่สายแก๊ส ใกล้หัวตัด
Flashback_Arrestor_for_Hose

Regulator-mounted flashback arrestors

อุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ ชนิดติดตั้งที่อุปกรณ์ปรับความดัน จะติดตั้งที่ทางออกของแก๊สที่อุปกรณ์ปรับความดัน ทั้งในส่วนของอ๊อกซิเจน และแก๊สเชื้อเพลิง

ติดตั้งกันไฟย้อนที่อุปกรณ์ปรับแรงดัน

มาดูภายในของอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ
ภายในกันไฟย้อน

การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ

เราสามารถป้องกันไฟย้อนกลับได้  โดยการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ  ที่ชุดตัดแก๊ส  4 จุด ดังนี้คือ
1. ทางออกของ Oxygen Regulator
2. ทางออกของ Fuel Gas Regulator
3. ดาม Torch ทางด้านที่ต่อกับสายออกซิเจน
4. ดาม Torch ทางด้านที่ต่อกับสายแก๊สเชื้อเพลิง

ติดตั้งกันไฟย้อน4จุด

การเลือกซื้ออุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ flashback arrestor
โปรดดูรายละเอียดว่ามีการทำงานของอุปกรณ์ครบอย่างนี้หรือไม่ หากไม่ครบตามนี้ ยืนยันว่าไม่สามารถป้องกันไฟย้อนได้อย่างสมบูรณ์

flashback

1. Gas Non-return Valve เป็นวาล์วทีให้แก๊สไหลได้ทางเดียว ซึ่งจะทำให้แก๊สที่วิ่งไหลย้อนไม่สามารถผ่านไปได้

2. Flame Arrestor เมื่อเกิดประกายไฟวิ่งย้อนกลับอุปรณ์ที่เป็น flame areestor ซึ่งทำจากสแตนเลสที่อุดแน่นและมีรูพรุน จะทำให้ประกายไฟลดอุณหภูมิจนต่ำกว่า อุณหภูมิจุดวาบไฟ (Ignition Temperature) ทำให้แก๊สเชื้อเพลิงภายในไม่สามารถติดไฟได้ไฟจึงดับ

3. thermal cut-off valve ชุดสปรุงซึ่งจะทำการปิดอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิภายในสุงขึ้น Burnback เกินกว่าที่ตั้งไว้ทำให้แก๊สภายในหยุดไหล เพื่อป้องกันการจุดระเบิด (มีเฉพาะบางรุ่น)

ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างแน่นอน

การตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันไฟย้อนกลับ (Flashback Arrestor)
วิธีที่ดีที่สุด คงเป็นการใช้อุปกรณ์ตรวจสอบโดยตรง ดังรูปด้านล่าง
เครื่องตรวจflashback

ถ้าเป็นการตรวจสอบโดยทั่วไปที่มีไม่เครื่องมือ ให้ทำการตรวจสอบสภาพภายนอกของอุปกรณ์กันไฟย้อน ต้องไม่บุบ เบี้ยว

เกลียว หรือ ขั้วต่อ ต้องอยู่ในสภาพปกติ สามารถติดตั้งได้อย่างแน่นหนา ไม่หลวม

อุปกรณ์กันไฟย้อน สะอาด แห้ง ไม่มีคราบน้ำมัน

ทดสอบเช็ควาล์วด้วยการใช้แรงดันลมที่ต่ำกว่า 2 psi เป่าย้อนกลับไป ถ้าลมสามารถผ่านไปได้ แสดงว่า check  valve ของอุปกรณ์กันไฟย้อนไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

ขอบคุณ ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://gsithailand.com  และ เอกสารจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม

straddling Bus

ภาพที่ท่านเห็นข้างบน เป็นภาพจำลองรถโดยสาร straddling ซึ่งประเทศจีนกำลังดำเนินการสร้าง โดยได้เริ่มออกแบบและทำการสร้างเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นี้เอง โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะสร้างให้เสร็จในปลายปี 2011

สำหรับรถโดยสารนี้ เรียกกันว่า straddling Bus เป็นรถโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหารถติดโดยเฉพาะ จะเห็นได้ว่าในขณะที่รถ straddling Bus กำลังจอดรับผู้โดยสาร รถทั่วไปสามารถวิ่งรอดใต้ท้องรถโดยสารคันนี้ได้เลย

straddlingBus

straddling Bus เป็นรถโดยสารที่มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 10 เมตร   มีความสูง 4 เมตร และ 4.5 เมตร (มี 2 ชั้น ) ความสูงของชั้นล่างที่เป็นช่องให้รถวิ่งผ่านไปได้ สำหรับให้ยานพาหนะบนท้องถนนที่มีความสูง 2 เมตรสามารถวิ่งรอดใต้ท้องรถโดยสารรุ่นใหม่นี้ไปได้เลย  สำหรับความเร็วของรถ straddling Bus จะอยู่ที่ 60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

คาดการณ์กันว่ารถโดยสารแบบนี้จะช่วยลดการจราจรที่ติดขัดได้ 20-30% อีกทั้งยังเป็นรถที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากนั้นต้นทุนการสร้างเส้นทางวิ่งก็ยังไม่แพง คิดเป็น 10% เมื่อเทียบกับการสร้างทางรถไฟใต้ดิน

ปล. รถคันนี้วิ่งบนทางที่กำหนดไว้นะครับ หักซ้าย หักขวา เปลี่ยนเส้นทางจราจรไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนได้ตามใจชอบ คงไม่มีใครกล้าขับรอดใต้ท้องรถโดยสารแบบนี้แน่ๆ

สืบเนื่องจากตัวผมเองเริ่มมีอาการปวดหลัง เนื่องมาจากเก้าอี้ที่นั่งทำงานไม่ถูกหลักการยศาตร์ และผมเองมีความจำเป็นต้องนั่งเก้าอี้ตัวนั้นทำงานทั้งวัน

เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้บาดเจ็บ จึงได้ไปหาซื้อเก้าอี้ที่เหมาะสมที่โลตัส ซึ่งก็ซื้อมาได้ 1 ตัว ราคาเกือบ 900 บาท

ระหว่างเดินซื้อเก้าอี้ ก็ได้ไปเห็นสินค้าตัวนึง คือ back support หรือที่เรียกกันว่า เข็มขัดพยุงหลัง ,เครื่องพยุงหลัง

backsupport

อุปกรณ์พยุงหลังตัวนี้ มีหน้าที่ประคองหลังของผู้สวมใส่ เพื่อลดการบาดเจ็บของผู้สวมใส่ ในขณะทำการยกของ หรือเคลื่อนไหว

backsupport2

ถ้าใครมีความจำเป็นต้องใช้งาน ก็ลองหามาใช้นะครับ ดีกว่าปล่อยให้เกิดการบาดเจ็บที่รุงแรงภายหลัง

danger-finger

มีผู้ปฏิบัติงานหลายท่าน ที่เมื่อปิดสวิทซ์การทำงานของเครื่องจักร หรือเครื่องมือในการทำงาน แล้ว มักจะใช้มือเข้าไปหยุดการทำงานของเครื่องจักร (ไม่รู้ทำไมใจร้อนขนาดนั้น ปล่อยไว้แป๊บเดียวเครื่องจักร ก็หยุดหมุนแล้ว)

การกระทำแบบนี้อาจจะไม่ได้เกิดการบาดเจ็บทุกๆครั้ง แต่ก็ไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับอุบัติเหตุ ยกตัวอย่าง เช่น การใช้มือเปล่าจับดอกสว่านที่ยังหมุนอยู่หลังจากปิดสวิทซ์ทำงานแล้ว หากมือไปจับโดนส่วนที่คม ก็ทำให้มือโดนบาดได้

ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาจจะมีช่องที่นิ้วสามารถเข้าไปได้ ซึ่งหากนิ้วติดเข้าไป ก็นึกเอาเองละกันครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ดังนั้น ปล่อยให้เครื่องจักร หรือเครื่องมือต่างๆ หยุดหมุนด้วยตัวของมันเองแหละครับ ดีที่สุดแล้ว