<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thai Safety Work &#124; ข้อมูล ประสบการณ์ ด้านความปลอดภัย ในการทำงาน</title>
	<atom:link href="http://www.thaisafetywork.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaisafetywork.com</link>
	<description>ข้อมูล ประสบการณ์ ด้านความปลอดภัย ในการทำงาน</description>
	<lastBuildDate>Wed, 25 Jan 2012 02:30:32 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>การประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 02:30:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ประเมินผลงานเครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2889</guid>
		<description><![CDATA[แผนงานด้านเครื่องจักรกลก็คือ บรรทัดฐานที่จะใช้ในการประเมินผลจากแผนงานด้านเครื่องจักรกลได้กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรกลจะใช้งานได้เท่าใดจะต้องซ่อมและบำรุงรักษาอย่างไร
ดังนั้นการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลจึงสามารถจัดทำได้ดังต่อไปนี้
1.  การประเมินผลการใช้เครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในแผนกับชั่วโมงทำงานจริง ก็จะทราบว่าการใช้เครื่องจักรกลเต็มที่หรือไม่ หากชั่วโมงทำงานจริงตํ่ากว่าที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องจักรกลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป
2.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งทำงานจริง รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป
3.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่ได้ปฎิบัติจริง ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเวลาที่ใช้ในการซ่อมที่กำหนดไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงและเวลาที่ใช้จริงด้วย ซึ่งผลเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละอันจะแสดงถึงผลและสาเหตุการขัดข้องของงานแต่ละอย่างได้ด้วย
สำหรับการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลประเภทที่เหลือคือ งานจัดหาเครื่องจักรกล งานจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล และงานจัดหาอะไหล่นั้นก็สามารถเปรียบเทียบงานที่จัดทำจริงกับความต้องการ หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่วางไว้ได้เช่นเดียวกัน
นอกจากการประเมินผลงานดังกล่าวข้างด้นแล้ว ยังสามารถจะประเมินผลงานโดยใช ตัวชี้ (index) ต่าง ๆ อีกเช่น
1.  ความเชื่อถือหรือความไว้วางใจ (reliability) ซึ่งหาได้จากสมการคือ

โดย R = ความเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์
o = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริงในช่วงระยะเวลาที่กำหนด
D = เวลาที่เครื่องจักรกลหยุดเนื่องจากต้องทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเดียวกัน
ถ้าความเชื่อถือมีเปอร์เซ็นต์สูงแสดงว่าเครื่องจักรกลอยู่ในสภาพที่ดี
2.  การนำไปใช้งาน (utilization) ซึ่งหาได้จากสมการ

โดย   U = การนำไปใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์
T0 = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริง
Tm= เวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษา
Tr = เวลาที่ใช้ในการซ่อม
Ti = เวลาที่สูญเปล่าในการจอดรอการทำงาน
เปอร์เซ็นต์การนำไปใช้งานจะแสดงถึงประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องจักรกลว่ามากน้อยเพียงไร
3.  ความพร้อมในการใช้งาน (availability) ซึ่งหาได้จากสมการ

โดย    A [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แผนงานด้านเครื่องจักรกลก็คือ บรรทัดฐานที่จะใช้ในการประเมินผลจากแผนงานด้านเครื่องจักรกลได้กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรกลจะใช้งานได้เท่าใดจะต้องซ่อมและบำรุงรักษาอย่างไร</p>
<p>ดังนั้นการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลจึงสามารถจัดทำได้ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1.  การประเมินผลการใช้เครื่องจักรกล</strong> จัดทำโดยการเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในแผนกับชั่วโมงทำงานจริง ก็จะทราบว่าการใช้เครื่องจักรกลเต็มที่หรือไม่ หากชั่วโมงทำงานจริงตํ่ากว่าที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องจักรกลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป</p>
<p><strong>2.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล</strong> จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งทำงานจริง รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป</p>
<p><strong>3.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล</strong> จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่ได้ปฎิบัติจริง ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเวลาที่ใช้ในการซ่อมที่กำหนดไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงและเวลาที่ใช้จริงด้วย ซึ่งผลเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละอันจะแสดงถึงผลและสาเหตุการขัดข้องของงานแต่ละอย่างได้ด้วย</p>
<p>สำหรับการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลประเภทที่เหลือคือ งานจัดหาเครื่องจักรกล งานจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล และงานจัดหาอะไหล่นั้นก็สามารถเปรียบเทียบงานที่จัดทำจริงกับความต้องการ หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่วางไว้ได้เช่นเดียวกัน</p>
<p>นอกจากการประเมินผลงานดังกล่าวข้างด้นแล้ว ยังสามารถจะประเมินผลงานโดยใช ตัวชี้ (index) ต่าง ๆ อีกเช่น</p>
<p>1.  ความเชื่อถือหรือความไว้วางใจ (reliability) ซึ่งหาได้จากสมการคือ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2890" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0009.1.jpg" alt="safety100 - 0009.1" width="184" height="46" /></p>
<p>โดย R = ความเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์</p>
<p>o = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริงในช่วงระยะเวลาที่กำหนด</p>
<p>D = เวลาที่เครื่องจักรกลหยุดเนื่องจากต้องทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเดียวกัน</p>
<p>ถ้าความเชื่อถือมีเปอร์เซ็นต์สูงแสดงว่าเครื่องจักรกลอยู่ในสภาพที่ดี</p>
<p>2.  การนำไปใช้งาน (utilization) ซึ่งหาได้จากสมการ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2891" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0009.jpg" alt="safety100 - 0009" width="215" height="95" /></p>
<p>โดย   U = การนำไปใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์</p>
<p>T<sub>0</sub> = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริง</p>
<p>T<sub>m</sub>= เวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษา</p>
<p>T<sub>r</sub> = เวลาที่ใช้ในการซ่อม</p>
<p>Ti = เวลาที่สูญเปล่าในการจอดรอการทำงาน</p>
<p>เปอร์เซ็นต์การนำไปใช้งานจะแสดงถึงประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องจักรกลว่ามากน้อยเพียงไร</p>
<p>3.  ความพร้อมในการใช้งาน (availability) ซึ่งหาได้จากสมการ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2892" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0010-1024x154.jpg" alt="safety100 - 0010" width="430" height="61" /></p>
<p>โดย    A = ความพร้อมในการใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์</p>
<p>T<sub>a</sub> = เวลาที่เครื่องจักรควรจะทำงานได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด</p>
<p>ความพร้อมในการใช้งานจะแสดงถึงสภาพของเครื่องจักรกลว่าจะพร้อมที่จะนำไปใช้งานตามความต้องการเพียงใด ซึ่งจะแตกต่างจากความเชื่อถือได้ โดยความเชื่อถือได้จะคิดว่าเมื่อเครื่องจักรกลนำไปใช้งานแล้วจะมีการเสียและต้องหยุดมากน้อยเพียงใด</p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเก็บประวัติของเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 02:12:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2882</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อทำให้สามารถควบคุม สั่งการ และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีการเก็บประวัติของเครื่องจักรกลที่ละเอียดถูกต้อง และสมํ่าเสมอ ประวัติ ของเครื่องจักรกลที่จำเป็นสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ
1.  ข้อมูลจำเพาะของเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายละเอียดคือประเภท ชนิด และขนาดของเครื่องจักรกล บริษัทผู้ผลิต หมายเลขของเครื่องจักรกล บริษัทผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตรุ่น และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ เช่น เครื่องยนต์ ห้องเกียร์ เป็นต้น วันที่ได้รับ และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะบันทึกลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.5

2.  ประวัติการใช้เครื่องจักรกล โดยทั่วไปจะแสดงถึงการใช้เครื่องจักรกลแต่ละวัน จะประกอบด้วยรายละเอียดของจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน นํ้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นที่ใช้และประเภทของงานที่ทำ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.6

3.  ประวัติการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายการที่ทำการบำรุงรักษา รายการอะไหล่และวัสดุที่ใช้ในการบำรุงรักษา ระยะเวลาที่ทำการบำรุงรักษา ผู้ทำการบำรุงรักษา โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.7

4.  ประวัติการซ่อมเครื่องจักรกล ก็จะประกอบด้วยรายการที่ทำการซ่อม รายการ อะไหล่และวัสดุที่ใช้ ระยะเวลาที่ทำการซ่อม ผู้ทำการซ่อม สาเหตุการขัดข้องและข้อแนะนำ การแก้ไข โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.8

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพื่อทำให้สามารถควบคุม สั่งการ และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีการเก็บประวัติของเครื่องจักรกลที่ละเอียดถูกต้อง และสมํ่าเสมอ ประวัติ ของเครื่องจักรกลที่จำเป็นสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ</p>
<p><strong>1.  ข้อมูลจำเพาะของเครื่องจักรกล</strong> ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายละเอียดคือประเภท ชนิด และขนาดของเครื่องจักรกล บริษัทผู้ผลิต หมายเลขของเครื่องจักรกล บริษัทผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตรุ่น และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ เช่น เครื่องยนต์ ห้องเกียร์ เป็นต้น วันที่ได้รับ และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะบันทึกลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.5</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2883" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0029-693x1024.jpg" alt="safety100 - 0029" width="444" height="654" /></p>
<p><strong>2.  ประวัติการใช้เครื่องจักรกล</strong> โดยทั่วไปจะแสดงถึงการใช้เครื่องจักรกลแต่ละวัน จะประกอบด้วยรายละเอียดของจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน นํ้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นที่ใช้และประเภทของงานที่ทำ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.6</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2884" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0030-683x1024.jpg" alt="safety100 - 0030" width="437" height="653" /></p>
<p>3<strong>.  ประวัติการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล</strong> ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายการที่ทำการบำรุงรักษา รายการอะไหล่และวัสดุที่ใช้ในการบำรุงรักษา ระยะเวลาที่ทำการบำรุงรักษา ผู้ทำการบำรุงรักษา โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.7</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2886" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-00311-692x1024.jpg" alt="safety100 - 0031" width="446" height="670" /></p>
<p><strong>4.  ประวัติการซ่อมเครื่องจักรกล</strong> ก็จะประกอบด้วยรายการที่ทำการซ่อม รายการ อะไหล่และวัสดุที่ใช้ ระยะเวลาที่ทำการซ่อม ผู้ทำการซ่อม สาเหตุการขัดข้องและข้อแนะนำ การแก้ไข โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.8</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2887" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0032-685x1024.jpg" alt="safety100 - 0032" width="448" height="667" /></p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 10:31:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การควบคุมงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การควบคุมเครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2880</guid>
		<description><![CDATA[งานด้านเครื่องจักรกลทั้ง 6 ประเภท หากจะรวมกลุ่มตามลักษณะของการปฎิบัติสามารถจะรวมได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล ได้แก่ การใช้การบำรุงรักษา และการซ่อม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุนซึ่งได้แก่ การจัดหาอะไหล่ และการจำหน่ายบัญชี ดังนั้นการควบคุมงานทั่ว ๆ ไป จึงควรแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
 1.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล
คือการควบคุมการใช้ การควบคุมการบำรุงรักษา และการควบคุมการซ่อม การควบคุมงานทั้ง 3 ประเภทนี้โดยทั่วไปจะอาศัยคู่มือของเครื่องจักรกลแต่ละประเภทชนิด และยี่ห้อเป็นหลัก เครื่องจักรกลประเภท ชนิด และยี่ห้อหนึ่ง ๆ จะมีหนังสือคู่มือ 1 ชุด ซึ่งจะประกอบด้วยคู่มือการใช้คู่มือการบำรุงรักษาและคู่มืออะไหล่ ซึ่งในหนังสือคู่มือเหล่านี้จะบอกถึงวิธีและขั้นตอนการดำเนินการ ข้อควรระวังและข้อเสนอแนะโดยละเอียด การควบคุมเหล่านี้จึงสามารถกระทำได้โดยการควบคุมการปฎิบัติให้เป็นไปตามหนังสือคู่มือดังกล่าว
2.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุน
คือการควบคุมการจัดหา การควบคุมการจำหน่ายบัญชี และการควบคุมการจัดหาอะไหล่ สำหรับการควบคุมการจัดหาและการควบคุมการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลนั้น จะต้องกำหนดมาตรฐานและวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเสียก่อน เพื่อจะสามารถควบคุมการปฏิบัติงานทั้งสองให้เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีการดังกล่าว
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>งานด้านเครื่องจักรกลทั้ง 6 ประเภท หากจะรวมกลุ่มตามลักษณะของการปฎิบัติสามารถจะรวมได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล ได้แก่ การใช้การบำรุงรักษา และการซ่อม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุนซึ่งได้แก่ การจัดหาอะไหล่ และการจำหน่ายบัญชี ดังนั้นการควบคุมงานทั่ว ๆ ไป จึงควรแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ</p>
<p><strong> 1.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>คือการควบคุมการใช้ การควบคุมการบำรุงรักษา และการควบคุมการซ่อม การควบคุมงานทั้ง 3 ประเภทนี้โดยทั่วไปจะอาศัยคู่มือของเครื่องจักรกลแต่ละประเภทชนิด และยี่ห้อเป็นหลัก เครื่องจักรกลประเภท ชนิด และยี่ห้อหนึ่ง ๆ จะมีหนังสือคู่มือ 1 ชุด ซึ่งจะประกอบด้วยคู่มือการใช้คู่มือการบำรุงรักษาและคู่มืออะไหล่ ซึ่งในหนังสือคู่มือเหล่านี้จะบอกถึงวิธีและขั้นตอนการดำเนินการ ข้อควรระวังและข้อเสนอแนะโดยละเอียด การควบคุมเหล่านี้จึงสามารถกระทำได้โดยการควบคุมการปฎิบัติให้เป็นไปตามหนังสือคู่มือดังกล่าว</p>
<p><strong>2.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุน</strong></p>
<p>คือการควบคุมการจัดหา การควบคุมการจำหน่ายบัญชี และการควบคุมการจัดหาอะไหล่ สำหรับการควบคุมการจัดหาและการควบคุมการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลนั้น จะต้องกำหนดมาตรฐานและวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเสียก่อน เพื่อจะสามารถควบคุมการปฏิบัติงานทั้งสองให้เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีการดังกล่าว</p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 10:14:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[งานเครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2877</guid>
		<description><![CDATA[การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลก็เช่นเดียวกับการจัดแบ่งงานด้านอื่น ๆ คือ จะต้องคำนึงถึงปริมาณงานและประเภทของงานเป็นหลัก สำหรับประเภทของงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ไม่ว่าหน่วยงานจะเล็กหรือใหญ่ก็จะมีประเภทของงานเหมือนกัน ดังนั้นการจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือขนาดของหน่วยงานเพียงประการเดียว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งขนาดของหน่วยงานได้เป็น 2 ขนาด และมีการจัดแบ่งงานแต่ละขนาดดังต่อไปนี้
1.  หน่วยงานซี่งมีเครื่องจักรกลจำนวนมากและแบ่งเครื่องจักรกลออกให้หน่วยงานย่อยใช้ การปฎิบัติงานเละการจัดแบ่งงานของหน่วยงานประเภทนี้ ควรแบ่งเป็น 2 ระดับคือ
1.1  ระดับควบคุม ควรจัดเป็นหน่วยงานส่วนกลางรับผิดชอบในการจัดหาการจำหน่ายบัญชี และควบคุมการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ของหน่วยงานระดับ ฎิบัติการ
1.2  ระดับปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้เครื่องจักรกลในการปฏิบัติงาน ควรแบ่งหน่วยงานออกเป็นงานควบคุมการใช้และบำรุงรักษางานซ่อม งานพัสดุและงานสถิติประวัติ
2.  หน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลไม่มากนักและมิได้แบ่งเครื่องจักรกลให้แก่หน่วยงานย่อย การจัดแบ่งหน่วยงานขนาดนี้ควรมีหน่วยงานเดียว เช่นเดียวกับระดับปฏิบัติของการแบ่งหน่วย งานขนาดแรก โดยรวมงานจัดหาและจำหน่ายบัญชีเข้ากับงานสถิติประวัติ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลก็เช่นเดียวกับการจัดแบ่งงานด้านอื่น ๆ คือ จะต้องคำนึงถึงปริมาณงานและประเภทของงานเป็นหลัก สำหรับประเภทของงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ไม่ว่าหน่วยงานจะเล็กหรือใหญ่ก็จะมีประเภทของงานเหมือนกัน ดังนั้นการจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือขนาดของหน่วยงานเพียงประการเดียว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งขนาดของหน่วยงานได้เป็น 2 ขนาด และมีการจัดแบ่งงานแต่ละขนาดดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1.  หน่วยงานซี่งมีเครื่องจักรกลจำนวนมากและแบ่งเครื่องจักรกลออกให้หน่วยงานย่อยใช้</strong> การปฎิบัติงานเละการจัดแบ่งงานของหน่วยงานประเภทนี้ ควรแบ่งเป็น 2 ระดับคือ</p>
<p>1.1  ระดับควบคุม ควรจัดเป็นหน่วยงานส่วนกลางรับผิดชอบในการจัดหาการจำหน่ายบัญชี และควบคุมการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ของหน่วยงานระดับ ฎิบัติการ</p>
<p>1.2  ระดับปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้เครื่องจักรกลในการปฏิบัติงาน ควรแบ่งหน่วยงานออกเป็นงานควบคุมการใช้และบำรุงรักษางานซ่อม งานพัสดุและงานสถิติประวัติ</p>
<p><strong>2.  หน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลไม่มากนักและมิได้แบ่งเครื่องจักรกลให้แก่หน่วยงานย่อย</strong> การจัดแบ่งหน่วยงานขนาดนี้ควรมีหน่วยงานเดียว เช่นเดียวกับระดับปฏิบัติของการแบ่งหน่วย งานขนาดแรก โดยรวมงานจัดหาและจำหน่ายบัญชีเข้ากับงานสถิติประวัติ</p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 10:06:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การวางแผนด้านเครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2854</guid>
		<description><![CDATA[การบริหารงานด้านเครื่องจักรกลก็จะต้องมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการบริหารงานทั่ว ๆ ไป ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกล การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกล การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกล และการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกล เช่นกัน แต่งานด้านเครื่องจักรกล นั้นแบ่งออกเป็นงานต่าง ๆ 6 ประเภทซึ่งแสดงไว้ตามวงจรของงานด้านเครื่องจักรกลในรูปที่ 14.1 ทำให้แผนงานการจัดแบ่งงาน การควบคุม และการประเมินผลงานจำเป็นต้องจัดทำสำหรับงาน ทั้ง 6 ประเภท
การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารงานด้านเครื่องจักรกล ซึ่งโดยปกติหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเครื่องจักรกลจะไม่ได้จัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกล จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นประสบปัญหาด้านเครื่องจักรกลดังที่กล่าวไว้แล้ว และไม่มีทางที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเป็นผล
การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลจะต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับการวางแผนงานที่ดีทั่ว ๆ ไป คือขาดความสามารถในการปฎิบัติงานและปัจจัยด้านอื่น ๆ ของหน่วยงาน ลำดับความสำคัญและลำดับเวลาของงาน และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และนโยบายจึงจะทำให้แผนงานนั้นเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติได้ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลนี้จะประกอบด้วยแผนงาน 6 ประเภทคือ
1.  การวางแผนการจัดหาเครื่องจักรกล
เป็นแผนงานด้านเครื่องจักรกลสิ่งแรกที่จะต้องทำการกำหนดแผนงานเครื่องจักรกลนั้นก็คือ การกำหนด แบบ ชนิด การจัดหา ประเภท และจำนวนเครื่องจักรกล รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านงานก่อสร้าง ดังนั้นแผนการจัดหาเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับแผนงานก่อสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนงานก่อสร้างนี้จะต้องค่อนข้างแน่นอน หากมิฉะนั้นแล้วเครื่องจักรกลที่จัดหามาอาจจะใช้งานไม่คุ้มค่าก็ได้ การจัดหาเครื่องจักรกลนี้ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องจัดซื้อเสมอไป เพราะในบางครั้งการเช่าเครื่องจักรกลมาทำงานหรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การบริหารงานด้านเครื่องจักรกลก็จะต้องมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการบริหารงานทั่ว ๆ ไป ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกล การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกล การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกล และการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกล เช่นกัน แต่งานด้านเครื่องจักรกล นั้นแบ่งออกเป็นงานต่าง ๆ 6 ประเภทซึ่งแสดงไว้ตามวงจรของงานด้านเครื่องจักรกลในรูปที่ 14.1 ทำให้แผนงานการจัดแบ่งงาน การควบคุม และการประเมินผลงานจำเป็นต้องจัดทำสำหรับงาน ทั้ง 6 ประเภท</p>
<p>การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารงานด้านเครื่องจักรกล ซึ่งโดยปกติหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเครื่องจักรกลจะไม่ได้จัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกล จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นประสบปัญหาด้านเครื่องจักรกลดังที่กล่าวไว้แล้ว และไม่มีทางที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเป็นผล</p>
<p>การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลจะต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับการวางแผนงานที่ดีทั่ว ๆ ไป คือขาดความสามารถในการปฎิบัติงานและปัจจัยด้านอื่น ๆ ของหน่วยงาน ลำดับความสำคัญและลำดับเวลาของงาน และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และนโยบายจึงจะทำให้แผนงานนั้นเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติได้ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลนี้จะประกอบด้วยแผนงาน 6 ประเภทคือ</p>
<p><strong>1.  การวางแผนการจัดหาเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>เป็นแผนงานด้านเครื่องจักรกลสิ่งแรกที่จะต้องทำการกำหนดแผนงานเครื่องจักรกลนั้นก็คือ การกำหนด แบบ ชนิด การจัดหา ประเภท และจำนวนเครื่องจักรกล รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านงานก่อสร้าง ดังนั้นแผนการจัดหาเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับแผนงานก่อสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนงานก่อสร้างนี้จะต้องค่อนข้างแน่นอน หากมิฉะนั้นแล้วเครื่องจักรกลที่จัดหามาอาจจะใช้งานไม่คุ้มค่าก็ได้ การจัดหาเครื่องจักรกลนี้ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องจัดซื้อเสมอไป เพราะในบางครั้งการเช่าเครื่องจักรกลมาทำงานหรือ การจ้างเหมางานก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วนอาจจะคุ้มค่ากว่า</p>
<p>ในปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ แทบจะไม่สามารถจัดทำแผนการจัดหาเครื่องจักรกลได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ แต่ละหน่วยงานไม่มีแผนงานก่อสร้างที่แน่นอนหรือบางหน่วยงานไม่มีแผนงานเลยก็เป็นได้ ประการที่สองไม่สามารถหางบประมาณจัดหาเครื่องจักรกลได้เพียงพอ</p>
<p><strong>2.  การวางแผนการใช้เครื่องจักรกล</strong></p>
<p>ได้แก่ การกำหนดว่าเครื่องจักรกลแต่ละคันนั้นจะใช้งานได้กี่ชั่วโมงและจะใช้งานในช่วงเวลาใด การที่จำเป็นจะต้องจัดทำแผนการใช้เครื่องจักรกลนี้ก็เพราะว่าเครื่องจักรกลทุกคันจะไม่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ทั้งนี้จะมีการชำรุดและมีการบำรุงรักษา อีกทั้งถ้าหากไม่กำหนดให้เครื่องจักรกลทำงานเต็มที่แล้วเวลาที่เครื่องจักรกลพร้อมที่จะทำงานแต่ไม่นำไปใช้งานก็จะเป็นเวลาที่เสียเปล่าในแง่ของการลงทุน</p>
<p>การกำหนดแผนการใช้เครื่องจักรกลจำเป็นจะต้องคำนึงถึงจังหวะเวลาเป็นสำคัญเพราะ ในบางฤดูกาลเครื่องจักรกลบางชนิดจะไม่สามารถใช้งานได้ และในขั้นตอนของงานก่อสร้างแต่ละขั้นตอนอาจจะใช้เครื่องจักรกลที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องจักรกลบางประเภทจะใช่ในตอนแรกของการก่อสร้าง และเครื่องจักรกลอีกประเภทจะใช้ในขั้นตอนหลังของการก่อสร้าง ดังนั้นก็พอสรุปได้ว่าแผนการใช้เครื่องจักรกลที่ดีนั้นก็คือการกำหนดให้เครื่องจักรกลทุกคันสามารถทำงานได้เต็มที่สอดคล้องกับจังหวะเวลาของความต้องการ</p>
<p><strong>3.  การวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลก็คือ การปฎิบัติต่อเครื่องจักรกลเพื่อป้องกันมิให้เครื่องจักรกลนั้นเกิดเสียขึ้น จึงทำให้การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการใช้เป็นหลัก ซึ่งเครื่องจักรกลแต่ละประเภท แต่ละชนิดและแต่ละยี่ห้อ บริษัทผู้ผลิตจะกำหนดระยะเวลาที่จะต้องทำการบำรุงรักษาและรายละเอียดของการบำรุงรักษาไว้เสมอ ดังนั้นแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลก็สามารถกำหนดได้จากแผนการใช้เครื่องจักรกล คือเมื่อรู้ว่าเครื่องจักรกล แต่ละคันจะทำงานกี่ชั่วโมงเมื่อตรวจสอบกับกำหนดระยะเวลาและจะต้องทำการบำรุงรักษาอะไรและเมื่อใด ก็จะสามารถวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลได้</p>
<p><strong>4.  การวางแผนการซ่อมเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>หลายคนอาจสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องจักรกลจะเสียเมื่อไร และเมื่อไม่รู้ จะกำหนดแผนการซ่อมได้อย่างไร แต่ในข้อเท็จจริงแล้วเราสามารถประมาณอายุการใช้งานของแต่ละส่วนของเครื่องจักรกลได้จากการตรวจสภาพของเครื่องจักรกล ลักษณะงานที่ใช้ และอายุของแต่ละส่วนของเครื่องจักรกลโดยเฉลี่ย ดังนั้นเมื่อรู้ว่าส่วนไหนของเครื่องจักรกลจะหมดอายุเมื่อใดจึงสามารถกำหนดแผนการซ่อมล่วงหน้าได้</p>
<p>การกำหนดแผนการซ่อมโดยการคาดคะเนอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลนี้ควรปรับให้เหมาะสมกับวิธีการซ่อมและจังหวะเวลาที่จะทำการซ่อม ซึ่งสามารถทำได้เนื่องจากอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลมิใช่ตัวเลขตายตัวอาจยืดหรือหดได้มากพอสมควร เช่น ในกรณีที่มีโรงซ่อมเครื่องจักรกลของตัวเองก็สามารถปรับให้ปริมาณงานซ่อมเข้าโรงซ่อมสมํ่าเสมอตลอดทั้งปี และหากจะให้สอดคล้องกับการใช้เครื่องจักรกลซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา การกำหนดแผนการซ่อมเครื่องจักรกลก็ควรที่จะกำหนดการซ่อมในช่วงเวลาที่เครื่องจักรกลไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากดินฟ้าอากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นต้น</p>
<p><strong>5.  การวางแผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกล</strong></p>
<p>เมื่อกำหนดแผนการบำรุงรักษาและแผนการซ่อมเครื่องจักรกลแล้วก็สามารถที่จะทราบว่าจะใช้อะไหล่อะไรบ้างสำหรับการบำรุงรักษาและการซ่อมแต่ละครั้งนั่นก็คือสามารถกำหนด แผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลได้ว่าจะใช้อะไหล่อะไรเมื่อใด</p>
<p>การวางแผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลนั้นจะต้องคำนึงถึงจำนวนอะไหล่คงคลังหรือจำนวนอะไหล่ที่มีอยู่ด้วย นอกจากนี้เพื่อให้แผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลสอดคล้องกับแผนการซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลคือ ให้ใด้รับอะไหล่ทันต่อความต้องการที่จะใช้ในการบำรุงรักษาและซ่อมนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวิธีการและสถิติการจัดหาอะไหล่ด้วยว่าการจัดหา อะไหล่แต่ละชิ้นหรือแต่ละประเภทต้องใช้เวลาเท่าใด</p>
<p><strong>6.  การวางแผนการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>จากสถิติการใช้การบำรุงรักษาและการซ่อมที่แล้วมาจะสามารถกำหนดได้ว่าเครื่อง จักรกลแต่ละคันสมควรที่จะใช้ต่อไปอีกหรือไม่ หรือควรจะซ่อมแซมให้ดีหรือไม่ในกรณีที่เครื่องจักรกลชำรุด นอกจากนี้ปัจจัยอีกประการหนึ่งสำหรับเรื่องการจำหน่ายบัญชีก็คือ สถิติในการจัดหาอะไหล่ เครื่องจักรกลบางประเภทบริษัทผู้แทนจำหน่ายมิได้สำรองอะไหล่ไว้ ทำให้การจัดหาอะไหล่แต่ละครั้งใช้เวลานานหรือบางครั้งไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ จึงทำให้ใม่สามารถนำเครื่องจักรกลไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า จากสถิติและปัจจัยดังกล่าวสามารถนำมากำหนดแผนการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลได้ว่า เครื่องจักรกลใดจะทำการจำหน่ายบัญชีเมื่อใด</p>
<p>สรุปการจัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ควรจัดทำเป็นประจำและจัดทำล่วงหน้าเป็นปี ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลอยู่แล้วนั้นจะต้องจัดทำแผนงาน ด้านเครื่องจักรกลให้แล้วเสร็จก่อนการจัดทำงบประมาณเพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล และให้ทราบถึงความต้องการด้านเครื่องจักรกลเพิ่มเติมเสียก่อนที่จะของบประมาณด้านต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้งบประมาณต่าง ๆ สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2855" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0006-962x1024.jpg" alt="safety100 - 0006" width="430" height="456" /></p>
<p>ขั้นตอนการจัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกลของหน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลอยู่แล้ว สามารถอธิบายได้โดยสรุปจากแผนภูมิตามรูปที่ 14.2 ซึ่งจะเริ่มจากการตรวจสภาพของเครื่องจักรกลเพื่อกำหนดอายุการใช้งานของแต่ละชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล ยกเว้นเครื่องจักรกลใหม่</p>
<p>ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสภาพ ตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจสภาพ (ตัวอย่างที่ 14.1) และตัวอย่างรายระเอียดประมาณการค่าอะไหล่ ระยะเวลาซ่อม อายุมาตรฐานของเครื่องจักรกล (ตัวอย่างที่ 14.2) ได้แสดงไว้ เมื่อตรวจสภาพเสร็จแล้วก็จะทำแผนการซ่อมเครื่องจักรกล ลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.3 ซึ่งเวลาที่เหลือจากการซ่อมตามแผนการซ่อมเครื่องจักรกล ก็ควรจะเป็นเวลาที่เครื่องจักรกลสามารถนำไปใช้งานได้ก็คือแผนการใช้งานนั่นเอง และเมื่อ ทราบจำนวนชั่วโมงของการใช้งานแล้วก็สามารถที่จะกำหนดแผนการบำรุงรักษาและสามารถกำหนดแผนการใช้อะไหล่เครื่องจักรกลได้จากแผนการซ่อมและแผนการบำรุงรักษาซึ่งมีรายละเอียดตามตัวอย่างนบบฟอร์มที่ 14.4</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2856" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0011-677x1024.jpg" alt="safety100 - 0011" width="454" height="685" /><img class="alignnone size-large wp-image-2857" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0012-693x1024.jpg" alt="safety100 - 0012" width="461" height="678" /><img class="alignnone size-large wp-image-2858" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0013-698x1024.jpg" alt="safety100 - 0013" width="450" height="671" /></p>
<p><img src="../wp-content/uploads/2012/01/safety100-0014-684x1024.jpg" alt="safety100 - 0014" width="454" height="677" /></p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2860" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0015-664x1024.jpg" alt="safety100 - 0015" width="451" height="692" /></p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2861" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0016-715x1024.jpg" alt="safety100 - 0016" width="448" height="640" /><img class="alignnone size-large wp-image-2862" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0017-713x1024.jpg" alt="safety100 - 0017" width="450" height="644" /><img class="alignnone size-large wp-image-2863" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0018-1024x727.jpg" alt="safety100 - 0018" width="454" height="321" /><img class="alignnone size-large wp-image-2864" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0019-1023x699.jpg" alt="safety100 - 0019" width="454" height="308" /><img class="alignnone size-large wp-image-2865" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0020-1024x803.jpg" alt="safety100 - 0020" width="448" height="350" /><img class="alignnone size-large wp-image-2866" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0021-1024x813.jpg" alt="safety100 - 0021" width="452" height="358" /><img class="alignnone size-large wp-image-2867" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0022-1024x795.jpg" alt="safety100 - 0022" width="447" height="345" /><img class="alignnone size-large wp-image-2868" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0023-1024x784.jpg" alt="safety100 - 0023" width="445" height="339" /><img class="alignnone size-large wp-image-2869" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0024-1023x796.jpg" alt="safety100 - 0024" width="445" height="345" /><img class="alignnone size-large wp-image-2870" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0025-1023x805.jpg" alt="safety100 - 0025" width="447" height="349" /><img class="alignnone size-large wp-image-2871" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0026-1024x639.jpg" alt="safety100 - 0026" width="441" height="273" /><img class="alignnone size-large wp-image-2872" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0027-1024x617.jpg" alt="safety100 - 0027" width="447" height="267" /><img class="alignnone size-large wp-image-2875" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-00282-687x1024.jpg" alt="safety100 - 0028" width="463" height="688" /></p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วงจรของงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 07:53:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[วงจรเครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2850</guid>
		<description><![CDATA[งานด้านเครื่องจักรกลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทของงานต่าง ๆได้ 6 ประเภทคือ การจัดหา การใช้ การบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การซ่อม และการจำหน่ายบัญชี งานแต่ละประเภทนี้มีส่วนสัมพันธ์กันและกันตามวงจรที่แสดงไว้ตามรูปที่ 14.1
เริ่มจากการจัดหาเครื่องจักรกลให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านก่อสร้าง โดยการกำหนดรายละเอียดให้แน่ใจว่าจะได้รับเครื่องจักรกลที่มีคุณภาพดี และบริษัทผู้แทนจำหน่ายจะสามารถบริการได้ทั้งด้านซ่อมและอะไหล่หลังการขาย
เมื่อมีเครื่องจักรกลแล้วก็ต้องนำเครื่องจักรกลไปใช้งานอย่างเต็มที่ โดยให้มีการจอดรองานน้อยที่สุด เพื่อให้การลงทุนได้ผลคุ้มค่า การใช้งานก็จะต้องมีพนักงานขับเครื่องจักรกล ที่มีความรู้และความรับผิดชอบ การใช้เครื่องจักรกลนั้นเมื่อครบจำนวนชั่วโมงที่ใช้งานตามกำหนด ก็จะต้องทำการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน ถึงแม้ว่าเครื่องจักรกลจะสามารถทำงานได้อย่างปกติต่อไปก็ตาม ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนของการเสียของเครื่องจักรกลและจะเป็นการยืดอายุของเครื่องจักรกลด้วย

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีการบำรุงรักษาดีเพียงใด อายุของเครื่องจักรกลก็จะเพิ่มขึ้นทุกที อัตราการเสียก็จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะมีการคิดค้นและผลิตเครื่องจักรกลที่ทันสมัยกว่าของเดิมทำให้เครื่องจักรกลที่ใช้งานมานานล้าสมัย และการจัดหาอะไหล่ก็จะยากขึ้น ในบางครั้งเมื่อเครื่องจักรกลชำรุด การซ่อมจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงซึ่งจะไม่คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อ เครื่องจักรกลใหม่ จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการจำหน่ายบัญชี โดยการเลิกใช้หรือการ จำหน่ายทิ้งไป
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>งานด้านเครื่องจักรกลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทของงานต่าง ๆได้ 6 ประเภทคือ การจัดหา การใช้ การบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การซ่อม และการจำหน่ายบัญชี งานแต่ละประเภทนี้มีส่วนสัมพันธ์กันและกันตามวงจรที่แสดงไว้ตามรูปที่ 14.1</p>
<p>เริ่มจากการจัดหาเครื่องจักรกลให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านก่อสร้าง โดยการกำหนดรายละเอียดให้แน่ใจว่าจะได้รับเครื่องจักรกลที่มีคุณภาพดี และบริษัทผู้แทนจำหน่ายจะสามารถบริการได้ทั้งด้านซ่อมและอะไหล่หลังการขาย</p>
<p>เมื่อมีเครื่องจักรกลแล้วก็ต้องนำเครื่องจักรกลไปใช้งานอย่างเต็มที่ โดยให้มีการจอดรองานน้อยที่สุด เพื่อให้การลงทุนได้ผลคุ้มค่า การใช้งานก็จะต้องมีพนักงานขับเครื่องจักรกล ที่มีความรู้และความรับผิดชอบ การใช้เครื่องจักรกลนั้นเมื่อครบจำนวนชั่วโมงที่ใช้งานตามกำหนด ก็จะต้องทำการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน ถึงแม้ว่าเครื่องจักรกลจะสามารถทำงานได้อย่างปกติต่อไปก็ตาม ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนของการเสียของเครื่องจักรกลและจะเป็นการยืดอายุของเครื่องจักรกลด้วย</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2851" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety100-0003-1024x672.jpg" alt="safety100 - 0003" width="373" height="244" /></p>
<p>อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีการบำรุงรักษาดีเพียงใด อายุของเครื่องจักรกลก็จะเพิ่มขึ้นทุกที อัตราการเสียก็จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะมีการคิดค้นและผลิตเครื่องจักรกลที่ทันสมัยกว่าของเดิมทำให้เครื่องจักรกลที่ใช้งานมานานล้าสมัย และการจัดหาอะไหล่ก็จะยากขึ้น ในบางครั้งเมื่อเครื่องจักรกลชำรุด การซ่อมจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงซึ่งจะไม่คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อ เครื่องจักรกลใหม่ จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการจำหน่ายบัญชี โดยการเลิกใช้หรือการ จำหน่ายทิ้งไป</p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหาของงานด้านเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 07:48:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อสร้างอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาของเครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2848</guid>
		<description><![CDATA[ 
การบริหารงานด้าน เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง
เครื่องจักรกลงานก่อสร้างเมื่อนำไปใช้งานหากมีการดูแลและบำรุงรักษาไม่ดีพอก็จะเกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้งานก่อสร้างต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อโครงการทั้งหมด และจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้หากไม่มีการควบคุมการเก็บประวัติ และการประเมินผลที่ดีพอก็จะทำให้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในวงเงินที่ประมาณไว้ได้ และไม่สามารถที่จะควบคุมให้เครื่องจักรกลมีสมรรถนะสูงสุดซึ่งหมายถึงเครื่องจักรกลที่มีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยเวลาที่น้อยที่สุดและในเวลาเดียวกันสามารถทำงานให้ได้ปริมาณงาน ออกมาสูงสุดอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ที่ถึงแม้จะมีเครื่องจักรกลที่ดีแต่ถ้าขาดการบริหารที่ดี โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์และความสำเร็จที่คาดหมายไว้อย่างแน่นอน
หากจะศึกษาวิเคราะห์และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลที่ดำเนินการกันอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่างานด้านนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเห็นได้จากการจอดเสียของเครื่องจักรกล การใช้งานไม่เต็มที่ของเครื่องจักรกล และการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกล เป็นต้น ทำให้เงินที่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรกลไปแล้วได้รับผลตอบแทนที่ตํ่า เกิดการสูญเสียต่อเศรษฐกิจในส่วนรวม ปัญหาที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้คือ
1.  การจัดหาเครื่องจักรกลไม่เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของงานก่อสร้าง และการจัดหาเครื่องจักรกลมิได้คำนึงถึงการบริการหลังการขายของบริษัทผู้แทนจำหน่าย
2.  การใช้เครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากพนักงานขับเครื่องจักรกล ไม่มีความรู้และหน้าที่รับผิดชอบอย่างเพียงพอ ไม่มีการบันทึกและเก็บประวัติการใช้เครื่องจักรกลอย่างถูกต้อง
3.  การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ได้ดำเนินการตามกำหนด รวมทั้งไม่มีการจัดทำประวัติการบำรุงรักษาให้สมบูรณ์และทันสมัย
4.  การซ่อมเครื่องจักรกลไม่สามารถควบคุมคุณภาพ และจัดทำประวัติทั้งด้านการดำเนินการซ่อม และการจัดหาอะไหล่ได้อย่างสมบูรณ์
5.  แผนการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ รวมทั้งการประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านเครื่องจักรกลไม่ได้จัดทำให้เป็นรูปแบบอย่างถูกต้อง
6.  การควบคุมและการประเมินผลงาน ขาดการดำเนินการที่รัดกุม ทำให้ไม่รู้ถึงปัญหา และอุปสรรคที่แท้จริงของงาน
หลักในการบริหารงาน 
การดำเนินงานใด ๆ ก็ตาม จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นก็จะต้องประกอบด้วยปัจจัย ที่สำคัญ 4 ประการก็คือ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์และการบริหารงาน ซึ่งปัจจัยทั้งสี่จะต้องสอดคล้อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong></p>
<p><strong>การบริหารงานด้าน เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</strong></p>
<p>เครื่องจักรกลงานก่อสร้างเมื่อนำไปใช้งานหากมีการดูแลและบำรุงรักษาไม่ดีพอก็จะเกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้งานก่อสร้างต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อโครงการทั้งหมด และจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้หากไม่มีการควบคุมการเก็บประวัติ และการประเมินผลที่ดีพอก็จะทำให้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในวงเงินที่ประมาณไว้ได้ และไม่สามารถที่จะควบคุมให้เครื่องจักรกลมีสมรรถนะสูงสุดซึ่งหมายถึงเครื่องจักรกลที่มีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยเวลาที่น้อยที่สุดและในเวลาเดียวกันสามารถทำงานให้ได้ปริมาณงาน ออกมาสูงสุดอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ที่ถึงแม้จะมีเครื่องจักรกลที่ดีแต่ถ้าขาดการบริหารที่ดี โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์และความสำเร็จที่คาดหมายไว้อย่างแน่นอน</p>
<p>หากจะศึกษาวิเคราะห์และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลที่ดำเนินการกันอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่างานด้านนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเห็นได้จากการจอดเสียของเครื่องจักรกล การใช้งานไม่เต็มที่ของเครื่องจักรกล และการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกล เป็นต้น ทำให้เงินที่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรกลไปแล้วได้รับผลตอบแทนที่ตํ่า เกิดการสูญเสียต่อเศรษฐกิจในส่วนรวม ปัญหาที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้คือ</p>
<p>1.  การจัดหาเครื่องจักรกลไม่เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของงานก่อสร้าง และการจัดหาเครื่องจักรกลมิได้คำนึงถึงการบริการหลังการขายของบริษัทผู้แทนจำหน่าย</p>
<p>2.  การใช้เครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากพนักงานขับเครื่องจักรกล ไม่มีความรู้และหน้าที่รับผิดชอบอย่างเพียงพอ ไม่มีการบันทึกและเก็บประวัติการใช้เครื่องจักรกลอย่างถูกต้อง</p>
<p>3.  การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ได้ดำเนินการตามกำหนด รวมทั้งไม่มีการจัดทำประวัติการบำรุงรักษาให้สมบูรณ์และทันสมัย</p>
<p>4.  การซ่อมเครื่องจักรกลไม่สามารถควบคุมคุณภาพ และจัดทำประวัติทั้งด้านการดำเนินการซ่อม และการจัดหาอะไหล่ได้อย่างสมบูรณ์</p>
<p>5.  แผนการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ รวมทั้งการประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านเครื่องจักรกลไม่ได้จัดทำให้เป็นรูปแบบอย่างถูกต้อง</p>
<p>6.  การควบคุมและการประเมินผลงาน ขาดการดำเนินการที่รัดกุม ทำให้ไม่รู้ถึงปัญหา และอุปสรรคที่แท้จริงของงาน</p>
<p><strong>หลักในการบริหารงาน</strong><strong> </strong></p>
<p>การดำเนินงานใด ๆ ก็ตาม จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นก็จะต้องประกอบด้วยปัจจัย ที่สำคัญ 4 ประการก็คือ <em>คน เงิน วัสดุอุปกรณ์และการบริหารงาน</em> ซึ่งปัจจัยทั้งสี่จะต้องสอดคล้อง และพอเพียง</p>
<p>การบริหารงานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินงาน โดยที่การบริหารงานนั้นก็คือการ จัดการเพื่อให้ปัจจัยที่เหลืออีก 3 ประการถูกใช้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์ตอบแทนมากที่สุด ดังนั้นการบริหารงานที่ดีจึงต้องประกอบด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งพอสรุปขั้นตอนที่สำคัญได้คือ การวางแผนงาน การจัดแบ่งงาน การควบคุมงาน และการประเมินผลงาน แต่ละขั้นตอนของการบริหารงานมีความสัมพันธ์และมีความสำคัญเท่า ๆ กันทุกขั้นตอน และไม่สามารถที่จะตัด ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งออกไปได้</p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 05:35:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2843</guid>
		<description><![CDATA[การเลือกเครื่องจักรกลก็จะมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการเลือกสิ่งของอื่น ๆ ก็คือ เลือกของที่ให้ประโยชน์เพื่อสนองตอบความต้องการอย่างเหมาะสมที่สุด ในกรณีของเครื่องจักรกลก็คือจะต้องเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้างให้เหมาะสมกับงานที่จะทำให้มากที่สุด โดยให้มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง การที่จะสามารถเลือกเครื่องจักรกลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ควรมีการพิจารณาตามขบวนการตัดสินใจโดยทั่วไป ซึ่งควรจะมีขั้นตอนตังนี้คือ
1.  การกำหนดลักษณะของความต้องการหรือปัญหา เพื่อให้รู้ถึงความต้องการหรือ ปัญหาที่แท้จริง
2.  การวิเคราะห์ความต้องการหรือปัญหาเพื่อให้รู้ถึงแบบ ชนิด และขอบเขตของความต้องการหรือปัญหา
3.  การหาทางเลือกในการแก้ปัญหาไว้หลาย ๆ ทางหรือหาสิ่งที่ต้องการหลาย ๆ อันไว้เผื่อเลือก
4.  การจัดลำดับของทางเลือกหรือสิ่งที่เผื่อเลือก
5.  การตัดสินใจขั้นสุดท้าย
จากขบวนการตัดสินใจตามขั้นตอนข้างต้น สามารถนำมาประยุกต์เป็นขบวนการเลือกเครื่องจักรกลได้ตามขั้นตอนคือ
1.  รู้จักงาน คือจะต้องทำความรู้จักกับงานให้ละเอียด ว่างานที่จะทำคืองานอะไร มีลักษณะอย่างไร มีข้อกำหนดของงานอย่างไรบ้าง เช่น ระยะเวลาในการทำงาน คุณภาพของงาน แต่ละขั้นตอน สภาพและตำแหน่งของที่ที่จะทำงาน ข้อจำกัดต่าง ๆ ในการทำงาน และความต้องการของงาน เป็นต้น
2.  วิเคราะห์งาน โดยการจำแนกประเภทของงาน คิดปริมาณงานของแต่ละประเภท กำหนดแผนงานและตารางการทำงาน ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว
3.   รู้จักเครื่องจักรกล โดยการศึกษา ประเภท ชนิด ขนาด และราคาของเครื่องจักรกล ที่สามารถจะจัดหามาเพื่อทำงานตามที่ต้องการ
4.  เลือกเครื่องจักรกล ซึ่งหมายถึงการเลือกประเภท ชนิด ขนาด และจำนวน เพื่อที่จะใช้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเลือกเครื่องจักรกลก็จะมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการเลือกสิ่งของอื่น ๆ ก็คือ เลือกของที่ให้ประโยชน์เพื่อสนองตอบความต้องการอย่างเหมาะสมที่สุด ในกรณีของเครื่องจักรกลก็คือจะต้องเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้างให้เหมาะสมกับงานที่จะทำให้มากที่สุด โดยให้มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง การที่จะสามารถเลือกเครื่องจักรกลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ควรมีการพิจารณาตามขบวนการตัดสินใจโดยทั่วไป ซึ่งควรจะมีขั้นตอนตังนี้คือ</p>
<p>1.  การกำหนดลักษณะของความต้องการหรือปัญหา เพื่อให้รู้ถึงความต้องการหรือ ปัญหาที่แท้จริง</p>
<p>2.  การวิเคราะห์ความต้องการหรือปัญหาเพื่อให้รู้ถึงแบบ ชนิด และขอบเขตของความต้องการหรือปัญหา</p>
<p>3.  การหาทางเลือกในการแก้ปัญหาไว้หลาย ๆ ทางหรือหาสิ่งที่ต้องการหลาย ๆ อันไว้เผื่อเลือก</p>
<p>4.  การจัดลำดับของทางเลือกหรือสิ่งที่เผื่อเลือก</p>
<p>5.  การตัดสินใจขั้นสุดท้าย</p>
<p>จากขบวนการตัดสินใจตามขั้นตอนข้างต้น สามารถนำมาประยุกต์เป็นขบวนการเลือกเครื่องจักรกลได้ตามขั้นตอนคือ</p>
<p><strong>1.  รู้จักงาน</strong> คือจะต้องทำความรู้จักกับงานให้ละเอียด ว่างานที่จะทำคืองานอะไร มีลักษณะอย่างไร มีข้อกำหนดของงานอย่างไรบ้าง เช่น ระยะเวลาในการทำงาน คุณภาพของงาน แต่ละขั้นตอน สภาพและตำแหน่งของที่ที่จะทำงาน ข้อจำกัดต่าง <em>ๆ</em> ในการทำงาน และความต้องการของงาน เป็นต้น</p>
<p><strong>2.  วิเคราะห์งาน</strong> โดยการจำแนกประเภทของงาน คิดปริมาณงานของแต่ละประเภท กำหนดแผนงานและตารางการทำงาน ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว</p>
<p><strong>3.   รู้จักเครื่องจักรกล</strong> โดยการศึกษา ประเภท ชนิด ขนาด และราคาของเครื่องจักรกล ที่สามารถจะจัดหามาเพื่อทำงานตามที่ต้องการ</p>
<p><strong>4.  เลือกเครื่องจักรกล</strong> ซึ่งหมายถึงการเลือกประเภท ชนิด ขนาด และจำนวน เพื่อที่จะใช้ ในการทำงานประเภทต่าง ๆ โดยจะต้องคำนึงถึง</p>
<p>4.1  ประเภทของเครื่องจักรกลที่จะสามารถทำงานได้ตามต้องการ</p>
<p>4.2  ขีดความสามารถในการทำงานของเครื่องจักรกลแต่ละชนิดและแต่ละขนาด</p>
<p>4.3  ปริมาณงานที่ต้องทำและกำหนดเวลาที่ต้องแล้วเสร็จ ตามแผนงานและตารางการทำงานที่กำหนดขึ้น</p>
<p>4.4  ความสมดุลของจำนวนเครื่องจักรกลแต่ละประเภทที่จะต้องทำงานร่วมกัน</p>
<p>4.5  สภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงาน เช่น สภาพของเส้นทางลำเลียง สภาพของสถานที่ก่อสร้าง และสภาพของดินฟ้าอากาศ เป็นต้น</p>
<p>4.6  ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น เงินทุนและเจ้าหน้าที่</p>
<p>สำหรับเครื่องจักรกลงานดิน ได้มีการจัดแบ่งเครื่องจักรกลตามประเภทของงาน (ดูตาม ตารางที่ 13.8) ตามระยะทางที่ขน (ดูตามตารางที่ 13.9) ตามสภาพของผิวทาง (ดูตามตารางที่ 13.10) ตามความลาดชันของทาง (ดูตามตารางที่ 13.11) และตามลักษณะของวัสดุที่จะทำการบดอัด (ดูตามตารางที่ 13.12)</p>
<p>ขั้นตอนการเลือกเครื่องจักรกลนี้จะต้องเลือกไว้ทุก ๆ ประเภท ชนิด และขนาดที่สามารถ ทำงานให้ได้ตามต้องการ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2844" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0011.jpg" alt="safety99 - 0011" width="370" height="341" /><img class="alignnone size-large wp-image-2845" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0012-475x1024.jpg" alt="safety99 - 0012" width="376" height="811" /></p>
<p><strong>5.  เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย</strong> ซึ่งเมื่อเลือกเครื่องจักรกลประเภท ชนิด และขนาดแล้ว ก็จะต้องคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลแต่ละรายการ และรวมค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลทั้งหมด ของแต่ละทางเลือกที่เป็นไปได้ จากนั้นจึงจะนำค่าใช้จ่ายแต่ละทางเลือกมาเปรียบเทียบกัน</p>
<p><strong>6.  ตัดสินใจเลือก</strong> เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของแต่ละทางเลือกแล้ว ให้นำทางเลือกต่าง ๆ มาจัดลำดับโดยจัดให้ทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุดเป็นอันดับแรก แล้วพิจารณาถึงปัจจัยอื่นประกอบการตัดสินใจเลือกขั้นสุดท้าย เช่น ความพร้อมในการบริการหลังการขายของผู้จำหน่าย ความคล่องตัวในการใช้งาน ความยากง่ายในการควบคุมความต้องการในการบำรุง รักษา ความยากง่ายในการซ่อมแซม และความสามารถในการตัดแปลงไปใช้ในงานอื่น เป็นต้น</p>
<p><strong>7.  จัดหา</strong> ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ การซื้อและการเช่า โดยจะต้องเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองวิธีว่าวิธีไหนจะประหยัดกว่ากัน แต่ถ้าระยะเวลาการใช้งานนาน การซื้อจะประหยัดกว่าการเช่าเสมอ</p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 05:08:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>author</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่ายเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรกล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2819</guid>
		<description><![CDATA[การใช้เครื่องจักรกลในงานก่อสร้างเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงสุดก็คือ จะต้องให้เครื่องจักรกลมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นจงจำเป็นที่จะต้องคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลแต่ละชิ้นและคิดปริมาณงานที่เครื่องจักรกลจะทำได้เสียก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเครื่องจักรกลมาใช้ในการทำงาน
ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล
ค่าใช้จ่ายของเครึ่องจักรกล หมายถึง เงินทั้งหมดที่จะต้องเสียไปในการที่มีเครื่องจักรกลไว้ใช้ทำงาน โดยทั่วไปจะนิยมคิดในรูปของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. ค่าใช้จ่ายของการเป็นเจ้าของ (owning cost)
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อเครื่องจักรกลมาไว้ใช้งานซึ่งจะประกอบด้วย 
1.1  ค่าเสื่อมราคา (depreciation) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเนื่องจากเครื่องจักรกลมีมูลค่าลดลง เมื่อเครื่องจักรมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น มูลค่าที่จะลดลงก็คือราคาที่ซื้อมารวมค่าภาษี ต่าง ๆ ค่าอุปกรณ์ และค่าขนส่งจนถึงที่ที่จะใช้งาน หักราคาขายเครื่องจักรกลที่คาดว่าจะได้หลังจากครบอายุการใช้งาน สำหรับเครื่องจักรกลล้อยางจะหักค่ายางออกจากราคาที่ซื้อมา เพราะถือว่ายางเป็นชิ้นส่วนที่สึกหรอจะรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการใช้งาน (operating cost) การคิดค่าเสื่อมราคาสามารถคิดได้ 3 วิธีคือ วิธีเส้นตรง (straight line method) จะคิดค่าเสื่อมราคาหรือมูลค่าของเครื่องจักรกลที่ลดลงเท่า ๆ กันทุกชั่วโมงการใช้งาน ดังนั้นค่าเสื่อมราคาสามารถหาได้จากสมการคือ

โดยที่อายุการใช้งานของเครื่องจักรกลจนเครื่องจักรกลมีค่าเป็นศูนย์ จะมีรายละเอียด ตามตารางที่ 13.1

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีที่สองคือวิธีที่เรียกว่า digit-sum method จะคิดค่าเสื่อมราคาต่อปีโดยจะคิดค่าเสื่อมราคาไม่เท่ากันแต่ละปี ซึ่งจะให้ค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงสุดแล้วจะลดลงเรื่อย ๆ การคิดค่าเสื่อมราคาแต่ละปีจะคิดจากอายุการใช้งาน เช่น ถ้าอายุการใช้งานเป็น 8 ปี ก็จะเอาเลข 1 ถึง 8 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การใช้เครื่องจักรกลในงานก่อสร้างเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงสุดก็คือ จะต้องให้เครื่องจักรกลมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นจงจำเป็นที่จะต้องคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลแต่ละชิ้นและคิดปริมาณงานที่เครื่องจักรกลจะทำได้เสียก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเครื่องจักรกลมาใช้ในการทำงาน</p>
<p><strong>ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>ค่าใช้จ่ายของเครึ่องจักรกล หมายถึง เงินทั้งหมดที่จะต้องเสียไปในการที่มีเครื่องจักรกลไว้ใช้ทำงาน โดยทั่วไปจะนิยมคิดในรูปของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ</p>
<p>1. ค่าใช้จ่ายของการเป็นเจ้าของ (owning cost)</p>
<p>คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อเครื่องจักรกลมาไว้ใช้งานซึ่งจะประกอบด้วย<strong> </strong></p>
<p><strong>1.1  ค่าเสื่อมราคา </strong>(depreciation) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเนื่องจากเครื่องจักรกลมีมูลค่าลดลง เมื่อเครื่องจักรมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น มูลค่าที่จะลดลงก็คือราคาที่ซื้อมารวมค่าภาษี ต่าง <em>ๆ</em> ค่าอุปกรณ์ และค่าขนส่งจนถึงที่ที่จะใช้งาน หักราคาขายเครื่องจักรกลที่คาดว่าจะได้หลังจากครบอายุการใช้งาน สำหรับเครื่องจักรกลล้อยางจะหักค่ายางออกจากราคาที่ซื้อมา เพราะถือว่ายางเป็นชิ้นส่วนที่สึกหรอจะรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการใช้งาน (operating cost) การคิดค่าเสื่อมราคาสามารถคิดได้ 3 วิธีคือ <em>วิธีเส้นตรง </em><em>(straight line method)</em> จะคิดค่าเสื่อมราคาหรือมูลค่าของเครื่องจักรกลที่ลดลงเท่า ๆ กันทุกชั่วโมงการใช้งาน ดังนั้นค่าเสื่อมราคาสามารถหาได้จากสมการคือ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2821" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0001-1024x161.jpg" alt="safety99 - 0001" width="414" height="65" /></p>
<p>โดยที่อายุการใช้งานของเครื่องจักรกลจนเครื่องจักรกลมีค่าเป็นศูนย์ จะมีรายละเอียด ตามตารางที่ 13.1</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2823" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0002.jpg" alt="safety99 - 0002" width="390" height="227" /></p>
<p>วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีที่สองคือวิธีที่เรียกว่า <em>digit-sum method</em> จะคิดค่าเสื่อมราคาต่อปีโดยจะคิดค่าเสื่อมราคาไม่เท่ากันแต่ละปี ซึ่งจะให้ค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงสุดแล้วจะลดลงเรื่อย ๆ การคิดค่าเสื่อมราคาแต่ละปีจะคิดจากอายุการใช้งาน เช่น ถ้าอายุการใช้งานเป็น 8 ปี ก็จะเอาเลข 1 ถึง 8 มาบวกกันจะได้ 36 ปีแรกก็จะได้ค่าเสื่อมราคาเป็น 8 ของมูลค่าที่จะลดลง ทั้งหมดตลอดอายุการใช้งาน</p>
<p>ปีที่สองก็จะเป็น 7/36 ปีที่สามก็จะเป็น 6/36  ลดลงไปเรื่อย ๆ จนถึงปีที่แปด ค่าเสื่อมราคาก็จะเป็น 1/36 เมื่อรวมค่าเสื่อมราคาทั้งหมดตลอด 8 ปีก็จะเป็น 36 /36และค่าของเครื่องจักรกลเมื่อครบอายุการใช้งานก็จะมีค่าเท่ากับวิธีเส้นตรง</p>
<p>วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีสุดท้ายคือ วิธีที่เรียกว่า <em>declining-balance method</em> ซึ่งจะคิดค่าเสื่อมราคาต่อปีไม่เท่ากันเช่นเดียวกับวิธีที่สอง โดยจะคิดค่าเสื่อมราคาปีแรกสูงและจะลดล เรื่อย ๆ การคิดค่าเสื่อมราคาแต่ละปีเท่ากับจำนวนเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่จากมูลค่าที่เหลืออยู่แต่ละปี ซึ่งจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่จะลดลงโดยทั่วไปนิยมคิดเป็นสองเท่าของเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงด้วยวิธีเส้นตรง เช่น ถ้าอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลเป็น 8 ปี ตามวิธีเส้นตรงมูลค่าของเครื่องจักรกลจะลดลง ปีละ 12 ½  เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเปอร์เซ็นต์ที่จะลดลงตามวิธี declining-balance จะใช้เป็น 25 เปอร์เซ็นต์จากมูลค่าที่เหลืออยู่แต่ละปี ซึ่งหลังจากการใช้งานปีแรกมูลค่าจะเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตั้งแต่เริ่มต้น และหลังจากการใช้งานปีที่สอง มูลค่าจะเหลือ 56 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตั้งแต่เริ่มแรก (หัก 25 เปอร์เซ็นต์ออกจากมูลค่า 75 เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่) และหลังจากการใช้งานไป 8 ปีมูลค่าจะเหลืออยู่ 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตังแต่เริ่มแรก ซึ่งจะไม่เหลือเท่ากับศูนย์เช่นเดียวกับสองวิธีแรก</p>
<p>การเปรียบเทียบการคิดค่าเสื่อมราคาทั้ง 3 วิธีมีตามรูปที่ 13.1 โดยใช้อายุการใช้งาน 8 ปีและมูลค่าเมื่อครบอายุการใช้งานเป็นศูนย์ ซึ่งจะเห็นว่าการคิดตามวิธีที่สองและวิธีที่สามจะให้ผลคล้ายกัน และถ้าจะคิดจำนวนเงินลงทุนโดยเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักรกลซึ่งหาได้จากพื้นที่ภายใต้กราฟตามรูปที่ 13.1 จะเห็นว่าเงินลงทุนโดยเฉลี่ยของสองวิธีหลังจะน้อย กว่าวิธีเส้นตรง สำหรับการคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรกลนิยมจะคิดโดยวิธีเส้นตรงเพราะ เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดและจะไม่ให้ผลแตกต่างจากข้อเท็จจริงมากนัก</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2824" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0003.jpg" alt="safety99 - 0003" width="384" height="299" /></p>
<p><strong>1.2  ค่าคอกเบี้ยและค่าประกัน </strong>(interest and insurance) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป เนื่องจากต้องนำเงินลงทุนซื้อเครื่องจักรกลมาใช้งาน ซึ่งจะนิยมคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีโดยหาได้ จากสมการคือ</p>
<p>ค่าดอกเบี้ยและค่าประกัน = เงินลงทุนเฉลี่ยต่อปีX(อัตราดอกเบี้ย+อัตราเบี้ยประกัน)</p>
<p>สำหรับเงินลงทุนเฉลี่ยต่อปีสามารถหาได้โดยประมาณจากสมการคือ</p>
<p>เงินลงทุนเฉลี่ยต่อปี = <span style="text-decoration: underline">ราคาซื้อ-ราคาขายเมื่อครบอายุการใช้งาน</span></p>
<p>2</p>
<p><strong>2.  ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน</strong> (operating cost)</p>
<p>คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อนำเครื่องจักรกลไปทำงาน ซึ่งจะประกอบด้วย</p>
<p><strong>2.1  ค่านํ้ามันเชื้อเพลิง </strong>สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลจะคิดจากอัตราการสิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิงจำเพาะ (โดยประมาณเท่ากับ 0.3 ลิตรต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือเท่ากับ 0.22 ลิตรต่อแรงม้าต่อชั่วโมง) และจากกำลังของเครื่องยนต์ที่ใช้กับเครื่องจักรกล แต่เนื่องจากเครื่องจักรกล ในขณะที่ทำงานไม่ได้ใช้กำลังเต็มที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องจักรกล และสภาพของการทำงาน โดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุดที่กำหนดของเครื่องยนต์ที่ใช้กับเครื่องจักรกล และสามารถประมาณได้ตามรายละเอียดในตารางที่ 13.2</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2827" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0004.1-1024x553.jpg" alt="safety99 - 0004.1" width="424" height="228" /></p>
<p>ดังนั้นค่านํ้ามันเชื้อเพลิงจึงสามารถหาได้จากสมการคือ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2828" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0004.3-1024x333.jpg" alt="safety99 - 0004.3" width="421" height="136" /></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>2.2  ค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองต่าง ๆ ซึ่งเป็นวัสดุที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามกำหนดเวลา</strong> โดยทั่วไปจะมีค่าประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ บวกกับค่าใช้จ่ายในการใช้งาน) และสามารถประมาณได้จากค่านํ้ามันเชื้อเพลิงตามชนิดของเครื่องจักรกล ซึ่งจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่านํ้ามันเชื้อเพลิงตามตารางที่ 13.3</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2829" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0004-1024x420.jpg" alt="safety99 - 0004" width="436" height="178" /></p>
<p>ดังนั้นค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองจึงหาได้จากสมการคือ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2830" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0005.1-1024x158.jpg" alt="safety99 - 0005.1" width="430" height="66" /></p>
<p>เนื่องจากการคิดค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองต่าง ๆ จะต้องเลือกเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด ไว้เป็นช่วงตามตารางที่ 13.3 จึงควรที่จะยึดหลักในการเลือกทั่วๆไปคือ สำหรับเครื่องจักรกล ขนาดเล็กต้องเลือกเปอร์เซ็นต์สูง และหากเครื่องจักรกลจะต้องทำงานในที่ที่มีฝุ่นมาก ๆ ก็จะต้อง เพิ่มเปอร์เซ็นต์ตามตารางที่ 13.3 ขึ้นอีกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้หากต้องการค่านํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองต่าง ๆ ที่แม่นยำขึ้นก็สามารถที่จะคิดได้จากปริมาณนํ้ามันหล่อลื่นและ เครื่องกรองที่จะต้องเปลี่ยนในช่วงเวลาต่าง ๆ และราคาของนํ้ามันหล่อลื่นและเครื่องกรองดังกล่าว แล้วคิดออกมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงทำงาน</p>
<p><strong>2.3  ค่าซ่อมแซม</strong> ก็คือค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลเมื่อเครื่องจักรกลชำรุดหรือเมื่อชิ้นส่วนสึกหรอเกินกำหนด ค่าใช้จ่ายนี้ก็คือค่าชิ้นส่วนหรืออะไหล่ที่จะต้องเปลี่ยนและค่าแรงงานที่ใช้ในการซ่อมแซม ค่าซ่อมแซมนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพของการทำงานของเครื่องจักรกล ความชำนาญของพนักงานขับเคลื่อน การดูแลและบำรุง รักษาเครื่องจักรกล และอื่น ๆ ดังนั้นการประมาณค่าซ่อมแซมที่ดีที่สุดก็คือใช้ค่าซ่อมแซมที่เกิดขึ้นจริงจากประวัติของเครื่องจักรกลประเภทเดียวกันและทำงานในสภาพเดียวกัน แต่หากไม่สามารถที่จะหาประวัติดังกล่าวได้ ก็จะใช้ค่าประมาณโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อ (ถ้าเป็นเครื่องจักรกลล้อยางจะต้องหักราคายางออก) โดยมีรายละเอียดตามตารางที่ 13.4 ซึ่งคิดค่าซ่อมแซมเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อ ตามขนาดของเครื่องจักรกล และสภาพของการทำงาน</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2831" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0005.2-1024x554.jpg" alt="safety99 - 0005.2" width="427" height="230" /></p>
<p>ดังนั้นค่าซ่อมแซมจึงสามารถหาได้จากสมการคือ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2832" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0005-1024x154.jpg" alt="safety99 - 0005" width="380" height="57" /></p>
<p>สำหรับราคาซื้อที่ต้องหารด้วย 1,000 นั้นก็เพึ่อที่จะให้เปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อเป็นเลขจำนวนเต็ม นอกจากนี้ค่าซ่อมแซมต่อชั่วโมงที่คิดออกมาจะถือว่าเป็นค่าซ่อมแซมที่คงที่ตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักรกล แต่ในข้อเท็จจริงค่าซ่อมแซมจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุการใช้งานของเครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าจะพิจารณาการคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรงที่คิดค่าเสื่อมราคาเท่ากันทุกปี แต่ในข้อเท็จจริงมูลค่าของเครื่องจักรกลในปีแรก ๆ จะลดลงมากกว่าปีหลัง ๆ เมื่อรวมกับค่าซ่อมแซมที่เท่ากันทุกปีจึงทำให้ค่าใช้จ่ายร่วมของทั้งสองรายการนี้จะชดเชยกันไป</p>
<p><strong>2.4  ค่ายาง</strong> ก็คือค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องซื้อยางมาเปลี่ยนใหม่เมื่อยางเดิมหมดอายุการใช้งาน ซึ่งค่ายางนี้ก็จะมีเฉพาะเครื่องจักรกลล้อยาง โดยค่ายางก็จะขึ้นอยู่กับราคาของยาง และอายุการใช้งานของยาง ตารางที่ 13.5 จะแสดงอายุการใช้งานของยางตามชนิดของเครื่องจักรกลและสภาพของการใช้งาน</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2833" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0006.1-1024x569.jpg" alt="safety99 - 0006.1" width="377" height="209" /></p>
<p>อายุการใช้งานที่แสดงในตารางที่13.5 เป็นตัวเลขเฉลี่ยสำหรับกรณีทั่วๆไป ดังนั้น เพึ่อให้ค่าของอายุการใช้งานของยางใกล้เคียงกับสภาพการใช้งานมากยิ่งขึ้น จึงกำหนดตัวคูณตามลักษณะและสภาพของการทำงานขึ้นตามตารางที่ 13.6</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2834" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0006-1024x557.jpg" alt="safety99 - 0006" width="422" height="229" /><img class="alignnone size-large wp-image-2835" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0007.1-1004x1023.jpg" alt="safety99 - 0007.1" width="431" height="438" /></p>
<p>ดังนั้นอายุการใช้งานของยางสามารถหาได้จากสมการ</p>
<p>อายุการใช้งานเป็นชั่วโมง = อายุการใช้งานเฉลี่ยXตัวคูณตามลักษณะและสภาพ</p>
<p>และ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2836" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0007.2-1024x155.jpg" alt="safety99 - 0007.2" width="383" height="57" /></p>
<p>สำหรับเครื่องจักรกลตีนตะขาบ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเปลี่ยนชุดเครื่องล่างจะรวมอยู่ ในค่าซ่อมแซม</p>
<p><strong>2.5  ค่าชิ้นส่วนที่สึกหรือเร็ว</strong> ก็คือค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องซื้อชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วมาเปลี่ยนใหม่ ซึ่งชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วจะหมายถึงชิ้นส่วนที่มีการสึกหรอโดยรวดเร็วและถอดเปลี่ยนได้ง่าย จึงไม่รวมค่าใช้จ่ายนี้เข้าไว้ในค่าซ่อมแซม ชิ้นส่วนเหล่านี้ได้แก่ ฟันของบุ้งกี๋ ขอบใบมีด มุมใบมีด ปลายของคราด เป็นต้น ค่าชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็วสามารถหาได้จากสมการคือ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2837" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0007.jpg" alt="safety99 - 0007" width="405" height="73" /></p>
<p>สำหรับอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว จะมีรายละเอียดตามตาราง ที่ 13.7 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาพของการทำงานด้วย</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2838" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0008.1-1024x572.jpg" alt="safety99 - 0008.1" width="425" height="236" /></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>2.6  ค่าพนักงานขับเคลื่อน</strong> คือค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาขับเคลื่อนเครื่องจักรกล ซึ่งจะรวมถึงเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยประกัน และอื่น ๆ ที่จะต้องจ่าย ให้แก่พนักงานขับเคลื่อน โดยจะคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง</p>
<p><strong>ตัวอย่างการคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล</strong></p>
<p>รถดันดินตีนตะขาบขนาด 200 แรงม้า ราคาซื้อ 2,100,000 บาท ส่งถึงที่ทำงาน เพื่อนำไปใช้ในงานสร้างถนน อัตราดอกเบี้ยของเงินลงทุน 18% อัตราเบี้ยประกัน <em>2%</em> ค่านํ้ามันดีเซล 8 บาท/ลิตร ค่าขอบและมุมใบมีดชุดละ 2,000 บาท ค่าพนักงานขับเคลื่อน 4,000 บาท/เดือน และ คิดชั่วโมงการใช้งานเดือนละ 150 ชั่วโมง</p>
<p><strong><em>วิธีทำ</em></strong><strong> </strong>การคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลควรทำตามขั้นตอนคือ</p>
<p>1.  ค่าเสื่อมราคา ตามตารางที่ 13.1 คิดสภาพของการทำงานปานกลาง อายุการใช้งาน จะเป็น 10,000 ชั่วโมง ราคาขายเมื่อครบอายุการใช้งานจะเป็นศูนย์ จะได้ค่าเสื่อมราคาตามวิธี เส้นตรงคือ</p>
<p><img class="alignnone size-large wp-image-2839" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0008-1024x536.jpg" alt="safety99 - 0008" width="410" height="213" /><img class="alignnone size-large wp-image-2840" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0009-714x1024.jpg" alt="safety99 - 0009" width="455" height="650" /><img class="alignnone size-large wp-image-2841" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/safety99-0010-1024x436.jpg" alt="safety99 - 0010" width="436" height="185" /></p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การควบคุมเหตุฉุกเฉิน หรือ Emergency Controls</title>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/emergency-controls/</link>
		<comments>http://www.thaisafetywork.com/emergency-controls/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 04:23:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Safety General : ความปลอดภัย ทั่วๆไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaisafetywork.com/?p=2818</guid>
		<description><![CDATA[โดยทั่วไปแล้วการทำงานของการควบคุมเหตุฉุกเฉินคือการจำกัดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ โดยมุ่งเน้นไปที่การควบคุมให้ระยะเวลาในการเกิดเหตุฉุกเฉินมีน้อยที่สุด
แนวทางในการ ควบคุมเหตุฉุกเฉิน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การออกแบบเครื่องจักรให้มีปุ่มที่เรียกว่า ปุ่มหยุดฉุกเฉิน หรือ Emergency Stop นั่นเอง
เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ผู้ควบคุมเครื่องจักรก็จะกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินทันที ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นลดลงอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้เครื่องจักรดำเนินการทำงานต่อไป ก็ยิ่งทำให้เหตุร้ายทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
นอกจากการควบคุมเหตุฉุกเฉิน จะช่วยลดอุบัติเหตุแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ หรือความสูญเสียในการผลิตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

- เมื่อเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่มีขนาดยาวมาก เกิดติดขัดขึ้น ผู้ทำงานที่ิอยู่ใกล้เครื่องลำเลียงสายพานบริเวณที่เกิดการติดขัดในการลำเลียงสามารถกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้ทันที โดยไม่ต้องวิ่งไปบอกผู้ควบคุมเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่อยู่ในบริเวณที่ห่างไกลออกไป เพราะกว่าจะไปถึงความสุญเสียก็ยากต่อการแก้ไขแล้ว
yale wirefree premium alarm kit hsa6400
philips hf3485 wakeup light with radio alarm
lumie bodyclock starter 30 wakeup light alarm clock
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span id="result_box" lang="th"><span>โดยทั่วไปแล้ว</span><span>การทำงานของ</span><span>การควบคุม</span><span>เหตุฉุกเฉิน</span><span>คือการจำกัด</span><span>ความรุนแรงของการ</span><span>เกิดอุบัติเหตุ โดยมุ่งเน้นไปที่การควบคุมให้ระยะเวลาในการเกิดเหตุฉุกเฉินมีน้อยที่สุด</span></span></p>
<p><span lang="th"><span>แนวทางในการ </span></span>ควบคุมเหตุฉุกเฉิน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การออกแบบเครื่องจักรให้มีปุ่มที่เรียกว่า ปุ่มหยุดฉุกเฉิน หรือ Emergency Stop นั่นเอง</p>
<p>เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ผู้ควบคุมเครื่องจักรก็จะกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินทันที ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นลดลงอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้เครื่องจักรดำเนินการทำงานต่อไป ก็ยิ่งทำให้เหตุร้ายทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น</p>
<p>นอกจากการควบคุมเหตุฉุกเฉิน จะช่วยลดอุบัติเหตุแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ หรือความสูญเสียในการผลิตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-2822" title="emergency stop for conveyor" src="http://www.thaisafetywork.com/wp-content/uploads/2012/01/emergency-stop-for-conveyor.jpg" alt="emergency stop for conveyor" width="300" height="203" /></p>
<p>- เมื่อเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่มีขนาดยาวมาก เกิดติดขัดขึ้น ผู้ทำงานที่ิอยู่ใกล้เครื่องลำเลียงสายพานบริเวณที่เกิดการติดขัดในการลำเลียงสามารถกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้ทันที โดยไม่ต้องวิ่งไปบอกผู้ควบคุมเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่อยู่ในบริเวณที่ห่างไกลออกไป เพราะกว่าจะไปถึงความสุญเสียก็ยากต่อการแก้ไขแล้ว</p>
<p><a href="http://megaswf.com/serve/1965493">yale wirefree premium alarm kit hsa6400</a><br />
<a href="http://megaswf.com/serve/1965619">philips hf3485 wakeup light with radio alarm</a><br />
<a href="http://megaswf.com/serve/1965731">lumie bodyclock starter 30 wakeup light alarm clock</a></p>
<div name="googleone_share_1" style="float: right; margin-left: 10px;"><g:plusone size="tall" count="1" href="http://www.thaisafetywork.com/emergency-controls/"></g:plusone></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaisafetywork.com/emergency-controls/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

