<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.4" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>Thai Safety Work &#124; ข้อมูล ประสบการณ์ ด้านความปลอดภัย ในการทำงาน</title>
	<link>http://www.thaisafetywork.com</link>
	<description>ข้อมูล ประสบการณ์ ด้านความปลอดภัย ในการทำงาน</description>
	<lastBuildDate>Wed, 25 Jan 2012 02:30:32 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>การประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>แผนงานด้านเครื่องจักรกลก็คือ บรรทัดฐานที่จะใช้ในการประเมินผลจากแผนงานด้านเครื่องจักรกลได้กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรกลจะใช้งานได้เท่าใดจะต้องซ่อมและบำรุงรักษาอย่างไร

ดังนั้นการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลจึงสามารถจัดทำได้ดังต่อไปนี้

1.  การประเมินผลการใช้เครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในแผนกับชั่วโมงทำงานจริง ก็จะทราบว่าการใช้เครื่องจักรกลเต็มที่หรือไม่ หากชั่วโมงทำงานจริงตํ่ากว่าที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องจักรกลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

2.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งทำงานจริง รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป

3.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่ได้ปฎิบัติจริง ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเวลาที่ใช้ในการซ่อมที่กำหนดไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงและเวลาที่ใช้จริงด้วย ซึ่งผลเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละอันจะแสดงถึงผลและสาเหตุการขัดข้องของงานแต่ละอย่างได้ด้วย

สำหรับการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลประเภทที่เหลือคือ งานจัดหาเครื่องจักรกล งานจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล และงานจัดหาอะไหล่นั้นก็สามารถเปรียบเทียบงานที่จัดทำจริงกับความต้องการ หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่วางไว้ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากการประเมินผลงานดังกล่าวข้างด้นแล้ว ยังสามารถจะประเมินผลงานโดยใช ตัวชี้ (index) ต่าง ๆ อีกเช่น

1.  ความเชื่อถือหรือความไว้วางใจ (reliability) ซึ่งหาได้จากสมการคือ



โดย R = ความเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์

o = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริงในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

D = เวลาที่เครื่องจักรกลหยุดเนื่องจากต้องทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเดียวกัน

ถ้าความเชื่อถือมีเปอร์เซ็นต์สูงแสดงว่าเครื่องจักรกลอยู่ในสภาพที่ดี

2.  การนำไปใช้งาน (utilization) ซึ่งหาได้จากสมการ



โดย   U = การนำไปใช้งานเป็นเปอร์เซ็นต์

T0 = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริง

Tm= เวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษา

Tr = เวลาที่ใช้ในการซ่อม

Ti = ...</description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การเก็บประวัติของเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>เพื่อทำให้สามารถควบคุม สั่งการ และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีการเก็บประวัติของเครื่องจักรกลที่ละเอียดถูกต้อง และสมํ่าเสมอ ประวัติ ของเครื่องจักรกลที่จำเป็นสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.  ข้อมูลจำเพาะของเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายละเอียดคือประเภท ชนิด และขนาดของเครื่องจักรกล บริษัทผู้ผลิต หมายเลขของเครื่องจักรกล บริษัทผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตรุ่น และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ เช่น เครื่องยนต์ ห้องเกียร์ เป็นต้น วันที่ได้รับ และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะบันทึกลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.5



2.  ประวัติการใช้เครื่องจักรกล โดยทั่วไปจะแสดงถึงการใช้เครื่องจักรกลแต่ละวัน จะประกอบด้วยรายละเอียดของจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน นํ้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นที่ใช้และประเภทของงานที่ทำ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.6



3.  ประวัติการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายการที่ทำการบำรุงรักษา รายการอะไหล่และวัสดุที่ใช้ในการบำรุงรักษา ระยะเวลาที่ทำการบำรุงรักษา ผู้ทำการบำรุงรักษา โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.7



4.  ประวัติการซ่อมเครื่องจักรกล ก็จะประกอบด้วยรายการที่ทำการซ่อม รายการ อะไหล่และวัสดุที่ใช้ ระยะเวลาที่ทำการซ่อม ผู้ทำการซ่อม สาเหตุการขัดข้องและข้อแนะนำ การแก้ไข โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.8

 </description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>งานด้านเครื่องจักรกลทั้ง 6 ประเภท หากจะรวมกลุ่มตามลักษณะของการปฎิบัติสามารถจะรวมได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล ได้แก่ การใช้การบำรุงรักษา และการซ่อม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุนซึ่งได้แก่ การจัดหาอะไหล่ และการจำหน่ายบัญชี ดังนั้นการควบคุมงานทั่ว ๆ ไป จึงควรแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

 1.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล

คือการควบคุมการใช้ การควบคุมการบำรุงรักษา และการควบคุมการซ่อม การควบคุมงานทั้ง 3 ประเภทนี้โดยทั่วไปจะอาศัยคู่มือของเครื่องจักรกลแต่ละประเภทชนิด และยี่ห้อเป็นหลัก เครื่องจักรกลประเภท ชนิด และยี่ห้อหนึ่ง ๆ จะมีหนังสือคู่มือ 1 ชุด ซึ่งจะประกอบด้วยคู่มือการใช้คู่มือการบำรุงรักษาและคู่มืออะไหล่ ซึ่งในหนังสือคู่มือเหล่านี้จะบอกถึงวิธีและขั้นตอนการดำเนินการ ข้อควรระวังและข้อเสนอแนะโดยละเอียด การควบคุมเหล่านี้จึงสามารถกระทำได้โดยการควบคุมการปฎิบัติให้เป็นไปตามหนังสือคู่มือดังกล่าว

2.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุน

คือการควบคุมการจัดหา การควบคุมการจำหน่ายบัญชี และการควบคุมการจัดหาอะไหล่ สำหรับการควบคุมการจัดหาและการควบคุมการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลนั้น จะต้องกำหนดมาตรฐานและวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเสียก่อน เพื่อจะสามารถควบคุมการปฏิบัติงานทั้งสองให้เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีการดังกล่าว </description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลก็เช่นเดียวกับการจัดแบ่งงานด้านอื่น ๆ คือ จะต้องคำนึงถึงปริมาณงานและประเภทของงานเป็นหลัก สำหรับประเภทของงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ไม่ว่าหน่วยงานจะเล็กหรือใหญ่ก็จะมีประเภทของงานเหมือนกัน ดังนั้นการจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือขนาดของหน่วยงานเพียงประการเดียว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งขนาดของหน่วยงานได้เป็น 2 ขนาด และมีการจัดแบ่งงานแต่ละขนาดดังต่อไปนี้

1.  หน่วยงานซี่งมีเครื่องจักรกลจำนวนมากและแบ่งเครื่องจักรกลออกให้หน่วยงานย่อยใช้ การปฎิบัติงานเละการจัดแบ่งงานของหน่วยงานประเภทนี้ ควรแบ่งเป็น 2 ระดับคือ

1.1  ระดับควบคุม ควรจัดเป็นหน่วยงานส่วนกลางรับผิดชอบในการจัดหาการจำหน่ายบัญชี และควบคุมการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ของหน่วยงานระดับ ฎิบัติการ

1.2  ระดับปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้เครื่องจักรกลในการปฏิบัติงาน ควรแบ่งหน่วยงานออกเป็นงานควบคุมการใช้และบำรุงรักษางานซ่อม งานพัสดุและงานสถิติประวัติ

2.  หน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลไม่มากนักและมิได้แบ่งเครื่องจักรกลให้แก่หน่วยงานย่อย การจัดแบ่งหน่วยงานขนาดนี้ควรมีหน่วยงานเดียว เช่นเดียวกับระดับปฏิบัติของการแบ่งหน่วย งานขนาดแรก โดยรวมงานจัดหาและจำหน่ายบัญชีเข้ากับงานสถิติประวัติ </description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>การบริหารงานด้านเครื่องจักรกลก็จะต้องมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการบริหารงานทั่ว ๆ ไป ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกล การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกล การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกล และการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกล เช่นกัน แต่งานด้านเครื่องจักรกล นั้นแบ่งออกเป็นงานต่าง ๆ 6 ประเภทซึ่งแสดงไว้ตามวงจรของงานด้านเครื่องจักรกลในรูปที่ 14.1 ทำให้แผนงานการจัดแบ่งงาน การควบคุม และการประเมินผลงานจำเป็นต้องจัดทำสำหรับงาน ทั้ง 6 ประเภท

การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารงานด้านเครื่องจักรกล ซึ่งโดยปกติหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเครื่องจักรกลจะไม่ได้จัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกล จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นประสบปัญหาด้านเครื่องจักรกลดังที่กล่าวไว้แล้ว และไม่มีทางที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเป็นผล

การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลจะต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับการวางแผนงานที่ดีทั่ว ๆ ไป คือขาดความสามารถในการปฎิบัติงานและปัจจัยด้านอื่น ๆ ของหน่วยงาน ลำดับความสำคัญและลำดับเวลาของงาน และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และนโยบายจึงจะทำให้แผนงานนั้นเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติได้ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลนี้จะประกอบด้วยแผนงาน 6 ประเภทคือ

1.  การวางแผนการจัดหาเครื่องจักรกล

เป็นแผนงานด้านเครื่องจักรกลสิ่งแรกที่จะต้องทำการกำหนดแผนงานเครื่องจักรกลนั้นก็คือ การกำหนด แบบ ชนิด การจัดหา ประเภท และจำนวนเครื่องจักรกล รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านงานก่อสร้าง ดังนั้นแผนการจัดหาเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับแผนงานก่อสร้างเป็นหลัก ...</description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
			</item>
	<item>
		<title>วงจรของงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>งานด้านเครื่องจักรกลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทของงานต่าง ๆได้ 6 ประเภทคือ การจัดหา การใช้ การบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การซ่อม และการจำหน่ายบัญชี งานแต่ละประเภทนี้มีส่วนสัมพันธ์กันและกันตามวงจรที่แสดงไว้ตามรูปที่ 14.1

เริ่มจากการจัดหาเครื่องจักรกลให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านก่อสร้าง โดยการกำหนดรายละเอียดให้แน่ใจว่าจะได้รับเครื่องจักรกลที่มีคุณภาพดี และบริษัทผู้แทนจำหน่ายจะสามารถบริการได้ทั้งด้านซ่อมและอะไหล่หลังการขาย

เมื่อมีเครื่องจักรกลแล้วก็ต้องนำเครื่องจักรกลไปใช้งานอย่างเต็มที่ โดยให้มีการจอดรองานน้อยที่สุด เพื่อให้การลงทุนได้ผลคุ้มค่า การใช้งานก็จะต้องมีพนักงานขับเครื่องจักรกล ที่มีความรู้และความรับผิดชอบ การใช้เครื่องจักรกลนั้นเมื่อครบจำนวนชั่วโมงที่ใช้งานตามกำหนด ก็จะต้องทำการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน ถึงแม้ว่าเครื่องจักรกลจะสามารถทำงานได้อย่างปกติต่อไปก็ตาม ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนของการเสียของเครื่องจักรกลและจะเป็นการยืดอายุของเครื่องจักรกลด้วย



อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีการบำรุงรักษาดีเพียงใด อายุของเครื่องจักรกลก็จะเพิ่มขึ้นทุกที อัตราการเสียก็จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะมีการคิดค้นและผลิตเครื่องจักรกลที่ทันสมัยกว่าของเดิมทำให้เครื่องจักรกลที่ใช้งานมานานล้าสมัย และการจัดหาอะไหล่ก็จะยากขึ้น ในบางครั้งเมื่อเครื่องจักรกลชำรุด การซ่อมจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงซึ่งจะไม่คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อ เครื่องจักรกลใหม่ จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการจำหน่ายบัญชี โดยการเลิกใช้หรือการ จำหน่ายทิ้งไป </description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปัญหาของงานด้านเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง</title>
		<description> 

การบริหารงานด้าน เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

เครื่องจักรกลงานก่อสร้างเมื่อนำไปใช้งานหากมีการดูแลและบำรุงรักษาไม่ดีพอก็จะเกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้งานก่อสร้างต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อโครงการทั้งหมด และจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้หากไม่มีการควบคุมการเก็บประวัติ และการประเมินผลที่ดีพอก็จะทำให้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในวงเงินที่ประมาณไว้ได้ และไม่สามารถที่จะควบคุมให้เครื่องจักรกลมีสมรรถนะสูงสุดซึ่งหมายถึงเครื่องจักรกลที่มีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยเวลาที่น้อยที่สุดและในเวลาเดียวกันสามารถทำงานให้ได้ปริมาณงาน ออกมาสูงสุดอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ที่ถึงแม้จะมีเครื่องจักรกลที่ดีแต่ถ้าขาดการบริหารที่ดี โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์และความสำเร็จที่คาดหมายไว้อย่างแน่นอน

หากจะศึกษาวิเคราะห์และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลที่ดำเนินการกันอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่างานด้านนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเห็นได้จากการจอดเสียของเครื่องจักรกล การใช้งานไม่เต็มที่ของเครื่องจักรกล และการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกล เป็นต้น ทำให้เงินที่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรกลไปแล้วได้รับผลตอบแทนที่ตํ่า เกิดการสูญเสียต่อเศรษฐกิจในส่วนรวม ปัญหาที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้คือ

1.  การจัดหาเครื่องจักรกลไม่เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของงานก่อสร้าง และการจัดหาเครื่องจักรกลมิได้คำนึงถึงการบริการหลังการขายของบริษัทผู้แทนจำหน่าย

2.  การใช้เครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากพนักงานขับเครื่องจักรกล ไม่มีความรู้และหน้าที่รับผิดชอบอย่างเพียงพอ ไม่มีการบันทึกและเก็บประวัติการใช้เครื่องจักรกลอย่างถูกต้อง

3.  การบำรุงรักษาเครื่องจักรกลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ได้ดำเนินการตามกำหนด รวมทั้งไม่มีการจัดทำประวัติการบำรุงรักษาให้สมบูรณ์และทันสมัย

4.  การซ่อมเครื่องจักรกลไม่สามารถควบคุมคุณภาพ และจัดทำประวัติทั้งด้านการดำเนินการซ่อม และการจัดหาอะไหล่ได้อย่างสมบูรณ์

5.  แผนการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ รวมทั้งการประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านเครื่องจักรกลไม่ได้จัดทำให้เป็นรูปแบบอย่างถูกต้อง

6.  การควบคุมและการประเมินผลงาน ขาดการดำเนินการที่รัดกุม ทำให้ไม่รู้ถึงปัญหา และอุปสรรคที่แท้จริงของงาน

หลักในการบริหารงาน 

การดำเนินงานใด ๆ ก็ตาม จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นก็จะต้องประกอบด้วยปัจจัย ที่สำคัญ 4 ...</description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>การเลือกเครื่องจักรกลก็จะมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการเลือกสิ่งของอื่น ๆ ก็คือ เลือกของที่ให้ประโยชน์เพื่อสนองตอบความต้องการอย่างเหมาะสมที่สุด ในกรณีของเครื่องจักรกลก็คือจะต้องเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้างให้เหมาะสมกับงานที่จะทำให้มากที่สุด โดยให้มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง การที่จะสามารถเลือกเครื่องจักรกลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ควรมีการพิจารณาตามขบวนการตัดสินใจโดยทั่วไป ซึ่งควรจะมีขั้นตอนตังนี้คือ

1.  การกำหนดลักษณะของความต้องการหรือปัญหา เพื่อให้รู้ถึงความต้องการหรือ ปัญหาที่แท้จริง

2.  การวิเคราะห์ความต้องการหรือปัญหาเพื่อให้รู้ถึงแบบ ชนิด และขอบเขตของความต้องการหรือปัญหา

3.  การหาทางเลือกในการแก้ปัญหาไว้หลาย ๆ ทางหรือหาสิ่งที่ต้องการหลาย ๆ อันไว้เผื่อเลือก

4.  การจัดลำดับของทางเลือกหรือสิ่งที่เผื่อเลือก

5.  การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

จากขบวนการตัดสินใจตามขั้นตอนข้างต้น สามารถนำมาประยุกต์เป็นขบวนการเลือกเครื่องจักรกลได้ตามขั้นตอนคือ

1.  รู้จักงาน คือจะต้องทำความรู้จักกับงานให้ละเอียด ว่างานที่จะทำคืองานอะไร มีลักษณะอย่างไร มีข้อกำหนดของงานอย่างไรบ้าง เช่น ระยะเวลาในการทำงาน คุณภาพของงาน แต่ละขั้นตอน สภาพและตำแหน่งของที่ที่จะทำงาน ข้อจำกัดต่าง ๆ ในการทำงาน และความต้องการของงาน เป็นต้น

2.  วิเคราะห์งาน โดยการจำแนกประเภทของงาน คิดปริมาณงานของแต่ละประเภท กำหนดแผนงานและตารางการทำงาน ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว

3.   รู้จักเครื่องจักรกล โดยการศึกษา ประเภท ชนิด ขนาด และราคาของเครื่องจักรกล ที่สามารถจะจัดหามาเพื่อทำงานตามที่ต้องการ

4.  เลือกเครื่องจักรกล ...</description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง</title>
		<description>การใช้เครื่องจักรกลในงานก่อสร้างเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงสุดก็คือ จะต้องให้เครื่องจักรกลมีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นจงจำเป็นที่จะต้องคิดค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกลแต่ละชิ้นและคิดปริมาณงานที่เครื่องจักรกลจะทำได้เสียก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเครื่องจักรกลมาใช้ในการทำงาน

ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักรกล

ค่าใช้จ่ายของเครึ่องจักรกล หมายถึง เงินทั้งหมดที่จะต้องเสียไปในการที่มีเครื่องจักรกลไว้ใช้ทำงาน โดยทั่วไปจะนิยมคิดในรูปของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. ค่าใช้จ่ายของการเป็นเจ้าของ (owning cost)

คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อเครื่องจักรกลมาไว้ใช้งานซึ่งจะประกอบด้วย 

1.1  ค่าเสื่อมราคา (depreciation) คือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเนื่องจากเครื่องจักรกลมีมูลค่าลดลง เมื่อเครื่องจักรมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น มูลค่าที่จะลดลงก็คือราคาที่ซื้อมารวมค่าภาษี ต่าง ๆ ค่าอุปกรณ์ และค่าขนส่งจนถึงที่ที่จะใช้งาน หักราคาขายเครื่องจักรกลที่คาดว่าจะได้หลังจากครบอายุการใช้งาน สำหรับเครื่องจักรกลล้อยางจะหักค่ายางออกจากราคาที่ซื้อมา เพราะถือว่ายางเป็นชิ้นส่วนที่สึกหรอจะรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการใช้งาน (operating cost) การคิดค่าเสื่อมราคาสามารถคิดได้ 3 วิธีคือ วิธีเส้นตรง (straight line method) จะคิดค่าเสื่อมราคาหรือมูลค่าของเครื่องจักรกลที่ลดลงเท่า ๆ กันทุกชั่วโมงการใช้งาน ดังนั้นค่าเสื่อมราคาสามารถหาได้จากสมการคือ



โดยที่อายุการใช้งานของเครื่องจักรกลจนเครื่องจักรกลมีค่าเป็นศูนย์ จะมีรายละเอียด ตามตารางที่ 13.1



วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีที่สองคือวิธีที่เรียกว่า digit-sum method จะคิดค่าเสื่อมราคาต่อปีโดยจะคิดค่าเสื่อมราคาไม่เท่ากันแต่ละปี ซึ่งจะให้ค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงสุดแล้วจะลดลงเรื่อย ๆ การคิดค่าเสื่อมราคาแต่ละปีจะคิดจากอายุการใช้งาน เช่น ถ้าอายุการใช้งานเป็น 8 ...</description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การควบคุมเหตุฉุกเฉิน หรือ Emergency Controls</title>
		<description>โดยทั่วไปแล้วการทำงานของการควบคุมเหตุฉุกเฉินคือการจำกัดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ โดยมุ่งเน้นไปที่การควบคุมให้ระยะเวลาในการเกิดเหตุฉุกเฉินมีน้อยที่สุด

แนวทางในการ ควบคุมเหตุฉุกเฉิน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การออกแบบเครื่องจักรให้มีปุ่มที่เรียกว่า ปุ่มหยุดฉุกเฉิน หรือ Emergency Stop นั่นเอง

เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ผู้ควบคุมเครื่องจักรก็จะกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินทันที ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นลดลงอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้เครื่องจักรดำเนินการทำงานต่อไป ก็ยิ่งทำให้เหตุร้ายทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

นอกจากการควบคุมเหตุฉุกเฉิน จะช่วยลดอุบัติเหตุแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ หรือความสูญเสียในการผลิตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น



- เมื่อเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่มีขนาดยาวมาก เกิดติดขัดขึ้น ผู้ทำงานที่ิอยู่ใกล้เครื่องลำเลียงสายพานบริเวณที่เกิดการติดขัดในการลำเลียงสามารถกดปุ่มหยุดเครื่องจักรฉุกเฉินที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้ทันที โดยไม่ต้องวิ่งไปบอกผู้ควบคุมเครื่องจักรสายพานลำเลียง ที่อยู่ในบริเวณที่ห่างไกลออกไป เพราะกว่าจะไปถึงความสุญเสียก็ยากต่อการแก้ไขแล้ว

yale wirefree premium alarm kit hsa6400
philips hf3485 wakeup light with radio alarm
lumie bodyclock starter 30 wakeup light alarm clock </description>
		<link>http://www.thaisafetywork.com/emergency-controls/</link>
			</item>
</channel>
</rss>

