Tag Archives: เครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

การประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

แผนงานด้านเครื่องจักรกลก็คือ บรรทัดฐานที่จะใช้ในการประเมินผลจากแผนงานด้านเครื่องจักรกลได้กำหนดไว้ว่า เครื่องจักรกลจะใช้งานได้เท่าใดจะต้องซ่อมและบำรุงรักษาอย่างไร ดังนั้นการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลจึงสามารถจัดทำได้ดังต่อไปนี้ 1.  การประเมินผลการใช้เครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานที่กำหนดไว้ในแผนกับชั่วโมงทำงานจริง ก็จะทราบว่าการใช้เครื่องจักรกลเต็มที่หรือไม่ หากชั่วโมงทำงานจริงตํ่ากว่าที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องจักรกลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป 2.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งทำงานจริง รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป 3.  การประเมินผลการซ่อมเครื่องจักรกล จัดทำโดยการเปรียบเทียบจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่กำหนดไว้ในแผนกับจำนวนครั้งและรายละเอียดของการซ่อมที่ได้ปฎิบัติจริง ทั้งนี้จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมและเวลาที่ใช้ในการซ่อมที่กำหนดไว้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงและเวลาที่ใช้จริงด้วย ซึ่งผลเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละอันจะแสดงถึงผลและสาเหตุการขัดข้องของงานแต่ละอย่างได้ด้วย สำหรับการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลประเภทที่เหลือคือ งานจัดหาเครื่องจักรกล งานจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกล และงานจัดหาอะไหล่นั้นก็สามารถเปรียบเทียบงานที่จัดทำจริงกับความต้องการ หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่วางไว้ได้เช่นเดียวกัน นอกจากการประเมินผลงานดังกล่าวข้างด้นแล้ว ยังสามารถจะประเมินผลงานโดยใช ตัวชี้ (index) ต่าง ๆ อีกเช่น 1.  ความเชื่อถือหรือความไว้วางใจ (reliability) ซึ่งหาได้จากสมการคือ โดย R = ความเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์ o = เวลาที่เครื่องจักรกลทำงานได้จริงในช่วงระยะเวลาที่กำหนด D = เวลาที่เครื่องจักรกลหยุดเนื่องจากต้องทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเดียวกัน ถ้าความเชื่อถือมีเปอร์เซ็นต์สูงแสดงว่าเครื่องจักรกลอยู่ในสภาพที่ดี 2.  การนำไปใช้งาน (utilization) ซึ่งหาได้จากสมการ โดย   U… Read More »

การเก็บประวัติของเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

เพื่อทำให้สามารถควบคุม สั่งการ และประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกลให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องมีการเก็บประวัติของเครื่องจักรกลที่ละเอียดถูกต้อง และสมํ่าเสมอ ประวัติ ของเครื่องจักรกลที่จำเป็นสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคือ 1.  ข้อมูลจำเพาะของเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายละเอียดคือประเภท ชนิด และขนาดของเครื่องจักรกล บริษัทผู้ผลิต หมายเลขของเครื่องจักรกล บริษัทผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตรุ่น และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สำคัญ ๆ เช่น เครื่องยนต์ ห้องเกียร์ เป็นต้น วันที่ได้รับ และหมายเลขของชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะบันทึกลงในแบบฟอร์มตามตัวอย่างที่ 14.5 2.  ประวัติการใช้เครื่องจักรกล โดยทั่วไปจะแสดงถึงการใช้เครื่องจักรกลแต่ละวัน จะประกอบด้วยรายละเอียดของจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน นํ้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นที่ใช้และประเภทของงานที่ทำ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.6 3.  ประวัติการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ซึ่งควรจะประกอบด้วยรายการที่ทำการบำรุงรักษา รายการอะไหล่และวัสดุที่ใช้ในการบำรุงรักษา ระยะเวลาที่ทำการบำรุงรักษา ผู้ทำการบำรุงรักษา โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.7 4.  ประวัติการซ่อมเครื่องจักรกล ก็จะประกอบด้วยรายการที่ทำการซ่อม รายการ อะไหล่และวัสดุที่ใช้ ระยะเวลาที่ทำการซ่อม ผู้ทำการซ่อม สาเหตุการขัดข้องและข้อแนะนำ การแก้ไข โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดตามแบบฟอร์มตัวอย่างที่ 14.8

การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

งานด้านเครื่องจักรกลทั้ง 6 ประเภท หากจะรวมกลุ่มตามลักษณะของการปฎิบัติสามารถจะรวมได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล ได้แก่ การใช้การบำรุงรักษา และการซ่อม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุนซึ่งได้แก่ การจัดหาอะไหล่ และการจำหน่ายบัญชี ดังนั้นการควบคุมงานทั่ว ๆ ไป จึงควรแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 1.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติโดยตรงต่อเครื่องจักรกล คือการควบคุมการใช้ การควบคุมการบำรุงรักษา และการควบคุมการซ่อม การควบคุมงานทั้ง 3 ประเภทนี้โดยทั่วไปจะอาศัยคู่มือของเครื่องจักรกลแต่ละประเภทชนิด และยี่ห้อเป็นหลัก เครื่องจักรกลประเภท ชนิด และยี่ห้อหนึ่ง ๆ จะมีหนังสือคู่มือ 1 ชุด ซึ่งจะประกอบด้วยคู่มือการใช้คู่มือการบำรุงรักษาและคู่มืออะไหล่ ซึ่งในหนังสือคู่มือเหล่านี้จะบอกถึงวิธีและขั้นตอนการดำเนินการ ข้อควรระวังและข้อเสนอแนะโดยละเอียด การควบคุมเหล่านี้จึงสามารถกระทำได้โดยการควบคุมการปฎิบัติให้เป็นไปตามหนังสือคู่มือดังกล่าว 2.  การควบคุมงานที่ปฎิบัติเพื่อสนับสนุน คือการควบคุมการจัดหา การควบคุมการจำหน่ายบัญชี และการควบคุมการจัดหาอะไหล่ สำหรับการควบคุมการจัดหาและการควบคุมการจำหน่ายบัญชีเครื่องจักรกลนั้น จะต้องกำหนดมาตรฐานและวิธีการเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเสียก่อน เพื่อจะสามารถควบคุมการปฏิบัติงานทั้งสองให้เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีการดังกล่าว

การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลก็เช่นเดียวกับการจัดแบ่งงานด้านอื่น ๆ คือ จะต้องคำนึงถึงปริมาณงานและประเภทของงานเป็นหลัก สำหรับประเภทของงานด้านเครื่องจักรกลนั้น ไม่ว่าหน่วยงานจะเล็กหรือใหญ่ก็จะมีประเภทของงานเหมือนกัน ดังนั้นการจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือขนาดของหน่วยงานเพียงประการเดียว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งขนาดของหน่วยงานได้เป็น 2 ขนาด และมีการจัดแบ่งงานแต่ละขนาดดังต่อไปนี้ 1.  หน่วยงานซี่งมีเครื่องจักรกลจำนวนมากและแบ่งเครื่องจักรกลออกให้หน่วยงานย่อยใช้ การปฎิบัติงานเละการจัดแบ่งงานของหน่วยงานประเภทนี้ ควรแบ่งเป็น 2 ระดับคือ 1.1  ระดับควบคุม ควรจัดเป็นหน่วยงานส่วนกลางรับผิดชอบในการจัดหาการจำหน่ายบัญชี และควบคุมการใช้ การบำรุงรักษา การซ่อม และการจัดหาอะไหล่ของหน่วยงานระดับ ฎิบัติการ 1.2  ระดับปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้เครื่องจักรกลในการปฏิบัติงาน ควรแบ่งหน่วยงานออกเป็นงานควบคุมการใช้และบำรุงรักษางานซ่อม งานพัสดุและงานสถิติประวัติ 2.  หน่วยงานที่มีเครื่องจักรกลไม่มากนักและมิได้แบ่งเครื่องจักรกลให้แก่หน่วยงานย่อย การจัดแบ่งหน่วยงานขนาดนี้ควรมีหน่วยงานเดียว เช่นเดียวกับระดับปฏิบัติของการแบ่งหน่วย งานขนาดแรก โดยรวมงานจัดหาและจำหน่ายบัญชีเข้ากับงานสถิติประวัติ

การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

การบริหารงานด้านเครื่องจักรกลก็จะต้องมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการบริหารงานทั่ว ๆ ไป ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกล การจัดแบ่งงานด้านเครื่องจักรกล การควบคุมงานด้านเครื่องจักรกล และการประเมินผลงานด้านเครื่องจักรกล เช่นกัน แต่งานด้านเครื่องจักรกล นั้นแบ่งออกเป็นงานต่าง ๆ 6 ประเภทซึ่งแสดงไว้ตามวงจรของงานด้านเครื่องจักรกลในรูปที่ 14.1 ทำให้แผนงานการจัดแบ่งงาน การควบคุม และการประเมินผลงานจำเป็นต้องจัดทำสำหรับงาน ทั้ง 6 ประเภท การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารงานด้านเครื่องจักรกล ซึ่งโดยปกติหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเครื่องจักรกลจะไม่ได้จัดทำแผนงานด้านเครื่องจักรกล จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นประสบปัญหาด้านเครื่องจักรกลดังที่กล่าวไว้แล้ว และไม่มีทางที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเป็นผล การวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลจะต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๆ เช่นเดียวกับการวางแผนงานที่ดีทั่ว ๆ ไป คือขาดความสามารถในการปฎิบัติงานและปัจจัยด้านอื่น ๆ ของหน่วยงาน ลำดับความสำคัญและลำดับเวลาของงาน และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และนโยบายจึงจะทำให้แผนงานนั้นเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติได้ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งการวางแผนงานด้านเครื่องจักรกลนี้จะประกอบด้วยแผนงาน 6 ประเภทคือ 1.  การวางแผนการจัดหาเครื่องจักรกล เป็นแผนงานด้านเครื่องจักรกลสิ่งแรกที่จะต้องทำการกำหนดแผนงานเครื่องจักรกลนั้นก็คือ การกำหนด แบบ ชนิด การจัดหา ประเภท และจำนวนเครื่องจักรกล รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านงานก่อสร้าง ดังนั้นแผนการจัดหาเครื่องจักรกลจึงขึ้นอยู่กับแผนงานก่อสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนงานก่อสร้างนี้จะต้องค่อนข้างแน่นอน… Read More »

วงจรของงานด้านเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

งานด้านเครื่องจักรกลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทของงานต่าง ๆได้ 6 ประเภทคือ การจัดหา การใช้ การบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การซ่อม และการจำหน่ายบัญชี งานแต่ละประเภทนี้มีส่วนสัมพันธ์กันและกันตามวงจรที่แสดงไว้ตามรูปที่ 14.1 เริ่มจากการจัดหาเครื่องจักรกลให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการด้านก่อสร้าง โดยการกำหนดรายละเอียดให้แน่ใจว่าจะได้รับเครื่องจักรกลที่มีคุณภาพดี และบริษัทผู้แทนจำหน่ายจะสามารถบริการได้ทั้งด้านซ่อมและอะไหล่หลังการขาย เมื่อมีเครื่องจักรกลแล้วก็ต้องนำเครื่องจักรกลไปใช้งานอย่างเต็มที่ โดยให้มีการจอดรองานน้อยที่สุด เพื่อให้การลงทุนได้ผลคุ้มค่า การใช้งานก็จะต้องมีพนักงานขับเครื่องจักรกล ที่มีความรู้และความรับผิดชอบ การใช้เครื่องจักรกลนั้นเมื่อครบจำนวนชั่วโมงที่ใช้งานตามกำหนด ก็จะต้องทำการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน ถึงแม้ว่าเครื่องจักรกลจะสามารถทำงานได้อย่างปกติต่อไปก็ตาม ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนของการเสียของเครื่องจักรกลและจะเป็นการยืดอายุของเครื่องจักรกลด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีการบำรุงรักษาดีเพียงใด อายุของเครื่องจักรกลก็จะเพิ่มขึ้นทุกที อัตราการเสียก็จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะมีการคิดค้นและผลิตเครื่องจักรกลที่ทันสมัยกว่าของเดิมทำให้เครื่องจักรกลที่ใช้งานมานานล้าสมัย และการจัดหาอะไหล่ก็จะยากขึ้น ในบางครั้งเมื่อเครื่องจักรกลชำรุด การซ่อมจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงซึ่งจะไม่คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อ เครื่องจักรกลใหม่ จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการจำหน่ายบัญชี โดยการเลิกใช้หรือการ จำหน่ายทิ้งไป

การเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้าง

การเลือกเครื่องจักรกลก็จะมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการเลือกสิ่งของอื่น ๆ ก็คือ เลือกของที่ให้ประโยชน์เพื่อสนองตอบความต้องการอย่างเหมาะสมที่สุด ในกรณีของเครื่องจักรกลก็คือจะต้องเลือกเครื่องจักรกลงานก่อสร้างให้เหมาะสมกับงานที่จะทำให้มากที่สุด โดยให้มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงน้อยที่สุดและให้ได้งานต่อชั่วโมงมากที่สุดนั่นเอง การที่จะสามารถเลือกเครื่องจักรกลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ควรมีการพิจารณาตามขบวนการตัดสินใจโดยทั่วไป ซึ่งควรจะมีขั้นตอนตังนี้คือ 1.  การกำหนดลักษณะของความต้องการหรือปัญหา เพื่อให้รู้ถึงความต้องการหรือ ปัญหาที่แท้จริง 2.  การวิเคราะห์ความต้องการหรือปัญหาเพื่อให้รู้ถึงแบบ ชนิด และขอบเขตของความต้องการหรือปัญหา 3.  การหาทางเลือกในการแก้ปัญหาไว้หลาย ๆ ทางหรือหาสิ่งที่ต้องการหลาย ๆ อันไว้เผื่อเลือก 4.  การจัดลำดับของทางเลือกหรือสิ่งที่เผื่อเลือก 5.  การตัดสินใจขั้นสุดท้าย จากขบวนการตัดสินใจตามขั้นตอนข้างต้น สามารถนำมาประยุกต์เป็นขบวนการเลือกเครื่องจักรกลได้ตามขั้นตอนคือ 1.  รู้จักงาน คือจะต้องทำความรู้จักกับงานให้ละเอียด ว่างานที่จะทำคืองานอะไร มีลักษณะอย่างไร มีข้อกำหนดของงานอย่างไรบ้าง เช่น ระยะเวลาในการทำงาน คุณภาพของงาน แต่ละขั้นตอน สภาพและตำแหน่งของที่ที่จะทำงาน ข้อจำกัดต่าง ๆ ในการทำงาน และความต้องการของงาน เป็นต้น 2.  วิเคราะห์งาน โดยการจำแนกประเภทของงาน คิดปริมาณงานของแต่ละประเภท กำหนดแผนงานและตารางการทำงาน ตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว 3.   รู้จักเครื่องจักรกล โดยการศึกษา ประเภท ชนิด… Read More »

รถบรรทุกที่ใช้ในงานก่อสร้าง

รถบรรทุก รถบรรทุก (truck) จะทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายวัสดุและอุปกรณ์ในงานก่อสร้าง เช่น จะใช้งานร่วมกับรถตักในการเคลื่อนย้ายดินไปเทในที่ไกล ๆ หรือลำเลียงวัสดุมาใช้ในการทำถนน หรือใช้ในการขนวัสดุมาใช้ในการก่อสร้าง หรืออาจจะใช้ในการขนส่งเครื่องจักรกลไปยังที่ที่จะทำการก่อสร้าง รถบรรทุกที่ใช้ในงานก่อสร้างที่สำคัญ ๆ ก็จะมี 1.  รถบรรทุกกระบะ จะใช้ในการลำเลียงวัสดุได้แก่ หิน ทราย ซีเมนต์และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอื่นๆ โดยทั่วไปจะใช้ขนาดนํ้าหนักบรรทุก 6 ตัน แบบ 4×2 (6 ล้อ ขับเคลื่อนสองล้อหลัง) จนถึงขนาดนํ้าหนักบรรทุกประมาณ 15ตันแบบ 6×2 (10 ล้อขับเคลื่อนสองล้อกลาง) หรือแบบ 6×4 (10 ล้อขับเคลื่อนสี่ล้อหลัง) สำหรับส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกกระบะจะประกอบด้วยเครื่องยนต์นิยมใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 120 แรงม้า ถึงประมาณ 300 แรงม้า ระบบถ่ายทอดกำลังโดยทั่วไปจะใช้คลัตช์แบบแห้งแผ่นเดียว ห้องเกียร์เป็นห้องเกียร์แบบธรรมดา ระบบเบรกจะเป็นแบบน้ำมันโดยใช้ลมช่วย หรือเป็นแบบเบรกลมมีเบรกไอเสียช่วย กระบะอาจจะเป็นกระบะไม้หรือกระบะเหล็กก็ได้ 2.  รถกระบะเทท้าย (rear dump truck) ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ… Read More »

เทาเวอร์เครนงานก่อสร้างอาคาร

เทาเวอร์เครน (tower crane) เป็นเครื่องยกหรือปั้นจั่นประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างอาคารสูง สำหรับยกวัสดุต่าง ๆ ขึ้นไปในที่สูงตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการ เช่น การยกบุ้งกี๋คอนกรีตขึ้นไปเท การยกคานที่หล่อสำเร็จขึ้นไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ เทาเวอร์เครนจะเหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่และสูงโดยเฉพาะอาคารที่สูงตั้งแต่ 10 ชั้นขึ้นไป เทาเวอร์เครนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งไต้ตามลักษณะของการติดตั้งเป็นแบบติดตั้งบนรถ (mobile crane) แบบติดตั้งบนราง (rail mounted) และแบบติดตั้งอยู่กับที่ (stationary) เทาเวอร์เครนทั้ง 3 แบบจะมีลักษณะของโครงสร้างคล้าย ๆ กัน คือจะประกอบด้วยโครงสร้าง ในแนวตั้ง มีลักษณะเป็นหอสูงซึ่งมีขนาดความสูงหลายขนาด แล้วแต่ขนาดของเทาเวอร์เครน และความต้องการในการใช้งานโดยทั่วไปเทาเวอร์เครนขนาดหนึ่ง ๆ สามารถที่จะต่อความสูง ของหอหรือโครงสร้างในแนวตั้งได้ตามความต้องการของงาน แต่ก็จะมีขีดจำกัดอันหนึ่งตามขนาด ของตัวโครงสร้าง ที่ส่วนบนของโครงสร้างในแนวตั้งก็จะมีโครงสร้างในแนวนอนติดตั้งไว้มีลักษณะเป็นแขน โดยแขนในแนวนอนนี้จะติดตั้งอยู่บนแป้นหมุนที่สามารถหมุนได้รอบตัวและแขนในแนวนอนนิยมทำเป็นสองส่วน คือส่วนของแขนที่ใช้ในการยกของ และส่วนของแขนถ่วงซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับแขนที่ใช้ในการยกของ ที่ปลายของแขนถ่วงจะใช้ก้อนนํ้าหนักถ่วง โดยทั่วไปจะใช้แท่งคอนกรีต การใช้แท่นถ่วงนี้ก็เพื่อที่จะให้การทรงตัวของเทาเวอร์เครนในการยกนํ้าหนักดียิ่งขึ้น สำหรับด้านบนของแขนในแนวนอนทั้งสองส่วนจะมีแท่งเหล็กโยงยึดแขนเข้ากับปลายของหอ หรือโครงสร้างในแนวตั้งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของแขนในแนวนอนดังกล่าว นอกจากตัวโครงสร้างแล้ว เทาเวอร์เครนก็จะต้องมีชุดเครื่องยก ชุดหมุนแขนยก และห้องควบคุม ชุดเครื่องยกโดยทั่วไปจะประกอบด้วยเคเบิลหรือลวดสลิงที่ร้อยผ่านชุดรอกต่าง ๆ  และตัวกว้าน ตัวกว้านมีลักษณะเป็นดรัม… Read More »

ปั้นจั่นงานก่อสร้างและโครงสร้าง

ปั้นจั่น ปั้นจั่น (crane) เป็นเครื่องมือกลที่ใช้ในการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุแข็งขนาดใหญ่สำหรับงานก่อสร้างอาคารและโครงสร้าง และสำหรับงานขึ้นของลงของทั่ว ๆ ไป ปั้นจั่นจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ  ส่วนของเครื่องยก (hoisting machinery) และส่วนของเสาหรือแขนยกหรือคาน เครื่องยกหรือชุดกว้านจะประกอบด้วยดรัมซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยกำลังจากเครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้า โดยดรัมจะกว้านสลิงขึ้นลงโดยผ่านชุดรอกต่าง ๆ ปั้นจั่นที่ใช้งานในการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุในปัจจุบันมีหลายชนิดและประเภทซึ่งพอ ที่จะแบ่งตามลักษณะต่าง ๆ ได้คือ 1.  แบ่งตามลักษณะของการเคลื่อนที่ของเสา หรือแขนยก หรือคาน ซึ่งจะแบ่งเป็น 1.1 traveling crane ประกอบด้วยคานซึ่งปลายทั้งสองของคานจะเป็นลูกล้อที่เคลื่อนที่ไปบนราง โดยปกติแล้วจะเป็นรางซึ่งยกสูงสำหรับชุดกว้านหรือเครื่องยกก็จะเคลื่อนที่ไปมาได้ ในแนวของคานตามรูปที่ 12.9 ปั้นจั่นชนิดนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานยกภายในอาคาร 1.2 gantry crane เป็นปันจั่นซึ่งปรับปรุงมาจาก traveling crane เพื่อจะนำไปใช้ งานภายนอกอาคาร ตัวคานจะมีขาสองด้านซึ่งขาก็จะมีลูกล้อที่จะใช้เลื่อนไปบนรางหรือเลื่อนไปบนพื้น ส่วนชุดกว้านหรือเครื่องยกก็จะเคลื่อนที่ไปมาได้เช่นเดียวกับ traveling crane และชุดกว้านโดยทั่วไปก็จะเป็นแบบกว้านไฟฟ้า สำหรับขนาดเล็กอาจจะเป็นกว้านแบบใช้คนดึงหรือ ใช้คนหมุนก็ได้ 1.3  rotory crane ปั้นจั่นแบบนี้อาจจะมีแขน… Read More »